ความปกติใหม่ ที่จะอยู่กับพรีเมียร์ลีกต่อไปในฤดูกาลหน้า | by SPORTDesk. Team

9 July 2020
469 VIEWS

ไม่รู้เหมือนกันว่าในฤดูกาลหน้า พรีเมียร์ลีก จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เราจะได้เห็นแฟนบอลในสนามรึไม่ หรืออาจจะเป็นแฟนบอลบางส่วนเท่านั้นที่ได้เข้ามาชมเกมบนอัฒจันทร์ ไม่แน่ว่าเราจะได้เห็นการจับมือก่อนเกมกันเมื่อไหร่ แล้วการตรวจโควิด-19 ในทุกสัปดาห์จะยังมีอยู่มั้ย ที่ว่ามานั้นไม่มีอะไรแน่ใจได้เลย แต่เรื่องนึงที่จะคงอยู่ต่อไปตามรายงานล่าสุดนั้น คือการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน และดูเหมือนว่าเรื่องนี้ได้รับการอนุมัติให้ไปต่อในฤดูกาลหน้าแล้วด้วย

กฎการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน ถูกนำมาใช้หลังจากที่ฟุตบอลกลับมาหลังจากโควิด-19 และไม่ใช่แค่พรีเมียร์ลีกเท่านั้นที่นำบทบัญญัติชั่วคราวนี้มาใช้ เพราะลีกชั้นนำอื่น ๆ ก็ทำแบบเดียวกัน โดยจุดประสงค์ของการนำกฎนี้มาใช้ก็เพื่อลดโอกาสการบาดเจ็บของนักเตะ ที่จะต้องลงเล่นเกมจำนวนมากในเวลาอันจำกัด ซึ่งการใช้ร่างกายเยอะเกินไปโดยไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอจะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าในภาวะปกติ ดังนั้นการเปลี่ยนตัวได้ 5 คนจึงถือกำเนิดขึ้น

ล่าสุดคณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ไอแฟบ (IFAB) กำลังจะอนุมัติให้การเปลี่ยนตัวได้ 5 คน สามารถใช้ได้ต่อไปในการแข่งขันฟุตบอลในฤดูกาล 2020-21 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสภาพนักเตะที่ได้พักน้อยกว่าปกติ แถมฤดูกาลฟุตบอลยุโรปจะต้องสั้นลงเพื่อรองรับการมาของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2020 ที่เลื่อนมาแข่งในปี 2021 เพราะโควิด-19 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นี่จะไม่ใช่เรื่องราวอะไรใหญ่โต ถ้ามันไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นมานับตั้งแต่เริ่มมีการใช้กฎข้อนี้ใหม่ ๆ เพราะแต่เดิมที่กฎข้อนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้จนจบฤดูกาลนี้ก็สร้างความไม่พอใจให้สโมสรขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก หลาย ๆ สโมสรในพรีเมียร์ลีกอยู่แล้ว การออกมาให้ไฟเขียวเพื่อเดินหน้ากฎข้อนี้ในฤดูกาลหน้า ยิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้าสู่กองไฟไปใหญ่ และมันก็มีเหตุผลที่น่าฟังทีเดียวว่าทำไมพวกเขาไม่พอใจ

สโมสรที่มีทีมขนาดเล็กเชื่อว่า สโมสรใหญ่ ๆ ได้ประโยชน์จากกฎข้อนี้มากกว่าพวกเขา เนื่องจากทีมชั้นนำจะมีผู้เล่นให้สลับสับเปลี่ยนและใช้งานได้มากกว่า ในขณะที่สโมสรขนาดเล็กที่มีนักเตะให้เลือกใช้น้อย แทบไม่ได้ประโยชน์จากกฎในข้อนี้เพราะอย่างไรก็ดี 11 ตัวจริงของพวกเขาในแต่ละเกม คือนักเตะที่ดีที่สุดอยู่แล้ว และบรรดาตัวสำรองที่นั่งข้างสนามก็มีอิทธิพลต่อเกมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับทีมใหญ่ ๆ ที่สามารถใช้ตัวสำรองเปลี่ยนเกมได้เมื่อจำเป็น

โดยการโหวตเกี่ยวกับกฎข้อนี้ของสโมสรสมาชิกในพรีเมียร์ลีกได้ผ่านพ้นไปแล้ว และเสียงข้างมากรับรองการใช้กฎนี้ต่อไปในปีหน้า ขณะที่กลุ่มสโมสรขนาดเล็กที่นำโดย แอสตัน วิลลา, บอร์นมัธ, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คือบรรดาสโมสรที่ไม่เห็นด้วยกับกฎดังกล่าวและพยายามคัดค้านให้ลีกกลับมาใช้กฎการเปลี่ยนตัวได้แค่ 3 คนตามเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ซึ่งพวกเขามองว่า การผ่านกฎเปลี่ยนตัวในครั้งนี้ อาจจะไม่ได้มีผลแค่กับฤดูกาลหน้าเท่านั้น แต่มันอาจจะกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) ที่จะอยู่คู่กับพรีเมียร์ลีกไปอีกยาวนาน

สิ่งที่ตอกย้ำว่าสิ่งที่สโมสรเล็ก ๆ คิดว่ากฎดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้สโมสรขนาดใหญ่นั้น ชัดเจนขึ้นเมื่อไปเปิดสถิติการเปลี่ยนตัวตั้งแต่พรีเมียร์ลีกกลับมาเตะกันอีกครั้งหลังโควิด-19 เพราะทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็น 2 สโมสรที่ใช้โควตาการเปลี่ยนตัวครบทั้ง 5 คนในทุกนัดที่ลงเล่น และพวกเขาก็โหวตผ่านประเด็นดังกล่าวอย่างไม่น่าแปลกใจ

โดยเกมล่าสุดกับ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ทีม “หงส์แดง” ถอด เนโก วิลเลียมส์, อเล็กซ์ อ็อกเลด เชมเบอร์เลน, นาบี เกอิตา, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน ออก แล้วส่ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ซาดิโอ มาเน่, ฟาบินโญ, เจมส์ มิลเนอร์ และ ทาคุมิ มินามิโนะ ลงสนาม ซึ่งคุณภาพไม่ได้แตกต่างกันเลยกับบรรดาตัวจริงที่ถอดออกไป ขณะที่ การส่งผู้เล่นอย่าง เฟร็ด, แดเนียล เจมส์, ฆวน มาตา, อีริค ไบยี และ โอเดียน อิกาโล ลงสนามแทนที่ตัวจริงในเกมกับบอร์นมัธ ก็ให้ผลไม่แตกต่างกับการถอด วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, เนมันยา มาติช, เมสัน กรีนวูด, อองโตนี มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด มากเท่าไหร่

คริส ไวลเดอร์ ผู้จัดการทีม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยเขาอยู่ฝ่ายที่มองว่าทีมใหญ่จะได้เปรียบจากกฎข้อนี้อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากขนาดทีมที่แตกต่างจากทีมเล็ก ๆ แบบพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันทำให้สโมสรใหญ่ได้เปรียบ เราไม่คิดว่ามันเป็นวิถีทางที่ถูกต้องที่จะทำแบบนี้ต่อไป” ไวลเดอร์ กล่าว

“เราสามารถเปลี่ยนตัวได้ถึง 5 คนต่อ 1 เกม แต่เราจะทำอย่างไร ถ้าผู้เล่นที่เราสามารถใช้ได้ในเกมนั้น และส่งผลต่อเกมจริง ๆ เมื่อส่งลงไปเล่นมีแค่ 15 คนเมื่อรวมตัวจริงแล้ว

“แต่บรรดาทีมใหญ่ ๆ ไม่เหมือนกับเรา พวกเขาจะได้เปรียบเรายิ่งกว่าเดิมอีก”

หนทางของทีมเล็ก ๆ ในพรีเมียร์ลีกที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้มีแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น คือการเดินหน้ายื่นเรื่องคัดค้านให้ถึงที่สุด แต่ก็น่าจะใช้เวลานาน ไม่เกิดประโยชน์ และยากที่จะเปลี่ยนแปลงมติ เพราะกฎนี้ออกโดย ไอแฟบ ที่ขึ้นตรงกับ ฟีฟา ดังนั้นพวกเขาอาจจะต้องเลือกทางที่ 2 คือก้มหน้าก้มตาเตะไปทั้งที่เสียเปรียบ และมันอาจจะทำให้ช่องว่างของพวกเขาต่อทีมใหญ่ ๆ ส่งผลยิ่งกว่าเดิมในฤดูกาลหน้าก็เป็นได้…