ไกลเกินฝัน “รัสเซีย”

2 July 2018
71 VIEWS

“นี่คือทีมชาติรัสเซียที่‘ห่วย’ ที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่ผมจำความได้”

ใครพูด?

คำพูดดังกล่าว…ผมพูดไว้เอง! ก่อนบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นผ่านรายการ “Road to Champions by Guru” ช่อง TNN24

เนื้อหาที่พูดยังมี “อีกเยอะ” นะครับ

และแน่นอนว่า “ส่วนใหญ่” ของแง่มุมความคิด คือ เนกาทีฟกับทีมชุดนี้ของ สตาริสลาฟ เชอเชซอฟที่ส่วนตัวมองว่า เข้ารอบ 2 ได้ก็เก่งแล้ว

ผมเอง “อ้างอิง” ความรู้สึกดังกล่าวจากผลประกอบการที่รัสเซียเป็น “เจ้าภาพ” และไม่ต้องเตะรอบคัดเลือก

รวมกับ “อุ่นเครื่อง” ไม่ดี, เตะคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ก่อนงานจริงก็ “ไม่เลิศ”

หลับตานึกภาพดูก็นึกชื่อ “สตาร์” ไม่ออกนัก

นึกออก และสังเคราะห์ได้ว่า นี่น่าจะเป็นทีม “ส่วนผสม” ระหว่าง “เก๋า” และ “หนุ่ม” โดย อิกนาเซวิช (38ปี), เชียร์คอฟ (34), อคินเฟเยฟ (32) เป็นหนุ่มน้อย – มีความหนุ่มเหลือน้อย

หนุ่มใหญ่ ก็มี โกโลวิน (21) ผสมกับกลางเก่ากลางใหม่ ซากาเยฟ, ซโมลอฟ (27, 28) โดยมี เชอรีเชฟ (26) ตามด้วยซูบา (29) โด่งดังขึ้น และสำคัญขึ้นในฐานะตัวสำรองก่อนจะกลายเป็นตัวสำคัญ

เอาเป็นว่า ไล่ชื่อแล้ว ไม่เท่าไหร่ และเทียบกับทีม “หมีขาว” ยุคเก่า ๆ ที่มีซูเปอร์สตาร์ประดับทีมมาโดยตลอดไม่ได้เลย

หรือไม่ได้ใกล้เคียงกับ “ยูโร 2008” ทัวร์นาเมนท์สุดท้ายก่อนผมเองจะเลิกงานผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ (ตอนนั้นทำให้ “คิกออฟ” กับ “เดลินิวส์”) ที่เข้าถึงรอบตัดเชือกก็ไม่ได้เลย

ห่างกันลิบ…

ชุดนั้นมี อาชาวิน, โกโลดิน, พาฟลูเชนโก้, ซีมัก และอคินเฟเยฟ, อิกนาเซวิช กับเชียร์คอฟ ก็อยู่ในชุดดังกล่าว หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาแล้วด้วย

ถ้าเวลาดังกล่าว คือ 10 ปี

ถัดมาอีก 2 ปี หรือปี 2010 วันที่ 2 ธันวาคม คือ วันที่ “ฟีฟ่า” ประกาศให้รัสเซียเป็น “เจ้าภาพ” ฟุตบอลโลก 2018

ครับ หลังความสำเร็จทะลุถึงรอบรองชนะเลิศยูโร 2008น่าจะกล่าวได้ว่า รัสเซีย “ต่อยอด” ผลงานนอกสนามได้เยี่ยมกับการถูกคัดเลือกเป็น เจ้าภาพบอลโลกครั้งที่ 21

แปลความได้ว่า ทีมหมีขาวมีเวลาถึง 8 ปีเต็มในการ “สร้างทีม” เพื่อถึงวันนี้ ระหว่าง 14 มิ.ย. – 15 ก.ค.2018 ที่ตัวเองจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

แต่ “ผลผลิต” กลับเป็นเพียงรายชื่อ “หรอมหรอย” ดังที่ผมได้เรียนไว้ข้างต้น

ทว่าถึง “บัดนาว” หลังดวล 120 นาทีเต็มแล้วชนะจุดโทษสเปนทั้งที่มีโอกาสยิงเข้ากรอบแค่1 ครั้ง และต่อบอลเพียง 290 ครั้ง ห่างจากสเปนที่ทำได้ถึง 1,134 ครั้งสุดกู่

ไม่นับเปอร์เซนต์ครองบอล 79% ต่อ 21%

ทีมหมีขาว ชนะดวลโทษได้สำเร็จ โดยอคินเฟเยฟ เซฟทั้งโกเก้ และ อัสปาส

เกมนี้ “กลยุทธ์” รัสเซีย ชัดเจน คือ รับอย่างเดียว รับด้วยชีวิตโดยมีแฟนบอลตัวเอง “หนุนหลัง” 78,000 คนในสนามลุซนิกี้ สเตเดี้ยม

ไม่นับอีกกว่า 143 ล้านคนทั่วประเทศ!

สเปน แชมป์โลก 2010 เล่นได้ตาม “แท็คติก” และแผนตัวเองเช่นกัน พร้อม ๆ กับโอกาสไม่ขี้เหร่นัก คือ ยิงเข้ากรอบ 9 ครั้ง และนอกกรอบ 8 ครั้ง

อย่างไรก็ดีครับ “โอกาส” ไม่ได้จะแจ้งนัก ขณะที่ “รูปเกม” ถ้าเตะอีก 1 ชั่วโมง หรืออีก 1 วัน ผมว่าก็จะ “เหมือนเดิม”

คือ เคาะไปมาหน้าเขตโทษ เจาะทะลุช่องลำบาก

เหตุผลเพราะ 6 ตัวบนในระบบ 4-2-3-1 ไล่จาก “2” โกเก้ และบุสเกต์, “3” อเซนซิโอ, ซิลบา (อิเนียสต้า แทน น.67), อิสโก้ และ “1” คอสต้า

ต่างไม่มี “ความเร็ว” และชอบครองบอลเป็นอาชีพหลัก ไม่ได้มีอะไร “เซอร์ไพรส์” เกมรับรัสเซีย ระบบ 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟได้

ทรงเกมจึงเป็นแค่นั้นครับ

และจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วย แม้ฟูลแบ็กซ้าย/ขวา จะมีความไวก็ตาม แต่ก็ช่วยไม่ได้มาก เพราะเกมริมเส้นไม่ใช่พื้นที่อันตรายอะไรหากไม่สามารถทำเกมขึ้นมาแล้วเจาะเข้ากลางได้

ฉะนั้น “ผลลัพธ์” เกมนี้ที่ “ลงเอย” ด้วยแท็คติกส์รัสเซีย “ชนะ”

จึงมีผลมาจากความ “ไม่สมบูรณ์” ในระบบของสเปนด้วยเช่นกัน

แต่สุดท้าย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หากเลือก “แท็คติกส์” ที่ถูกต้อง ใช้ “กลยุทธ์” ที่ใช่ และตัวผู้เล่นเหมาะสม

อะไรก็เกิดขึ้นได้ และยินดีด้วยกับ “รัสเซีย” ที่ผมเคยดูแคลนเอาไว้

เพราะไม่ว่าจะอย่างไรต่อไปนี้ การเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายถือว่า มาไกลเกินฝัน

Against all odds คำวิจารณ์ และความเชื่ออย่าง “เหลือเชื่อ” ครับ