กลิ่นเลือดหงส์

ลิเวอร์พูล
6 November 2019
2,893 VIEWS

ความจริงมันไม่ควรจะเป็นเกมที่ยากหรือเหนื่อยมากนักจากสิ่งที่ได้เห็นในช่วง 40 นาทีแรกของเกมที่แอนฟิลด์

ถึงจะปรับผู้เล่นมากถึงครึ่งทีมแต่ลิเวอร์พูล ดูเหนือกว่าเกงค์ในทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะรับหรือรุก ไม่ว่าจะด้วยพละกำลัง หรือประสบการณ์

ระดับความห่างนั้นมากพอที่ผู้บรรยายภาษาอังกฤษจะอดพูดถึงไม่ได้เมื่อเห็นสถิติปรากฏที่หน้าจอว่าลิเวอร์พูล มีโอกาสในการลุ้นทำประตูมากถึง 13 ครั้งโดยที่เกงค์ ไม่มีโอกาสเลยแม้แต่หนเดียว แม้ว่าเจ้าบ้านจะได้ประตูนำแค่ลูกเดียวจากจินี ไวจ์นาลดุม ในช่วงต้นเกมก็ตาม

อย่างไรก็ดีฟุตบอลเป็นเกมที่คาดเดาอะไรไม่เคยได้ และไม่มีอะไรที่ง่ายขนาดนั้นในเกมระดับแชมเปียนส์​ ลีก ซึ่งแม้จะเป็นทีมระดับแชมป์เก่าอย่าง “หงส์แดง” พวกเขาก็สามารถพลาดสะดุดได้เหมือนกัน

ากลูกครอสที่เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ช่วยสกัดเอาไว้เส้นยาแดงผ่าแปด แต่ในจังหวะลูกเตะมุมต่อมา แม้เจมส์ มิลเนอร์จะพยายามกระโดดเข้าขวางแล้วแต่การทะยานขึ้นโขกกลางอากาศที่เสาแรกของ อัลลี ซามัตตา นั้นหนักแน่นเกินกว่าจะหยุดได้

สำหรับเกงค์ มันคือการจุดประกายความหวัง

สำหรับลิเวอร์พูล มันคือการเสียประตูอีกครั้ง และดูเป็นการเสียประตูที่ดูเหมือนง่ายอีกครั้ง

มากกว่านั้นคือการทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากโดยไม่จำเป็น จากที่เล่นอย่างสบายๆ สง่าผ่าเผยก็ต้องตั้งรับเกมรุกของเกงค์ ที่กลายเป็นคนละทีม

ดีที่เมื่อกลับมาลงสนามครึ่งหลัง พวกเขาใช้เวลาไม่นานในการทำประตูขึ้นนำอีกครั้งจากอเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ทำประตูที่ 4 ในรอบ 4 นัดหลังสุด (และเป็น 3 ประตูกับเกงค์)

แต่ปัญหาเดิมยังอยู่ เมื่อเกมรุกขาดความเฉียบคม มันทำให้ไม่สามารถหักแขนเชือดคอคู่ต่อสู้ให้ตายคาที่ได้ และสิ่งที่ตามมาคือเกงค์ ยังมีความหวังและความเชื่ออยู่ลึกๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็สามารถสู้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ดีมากพอจนทำให้ลิเวอร์พูล ต้องหัวซุกหัวซุน โดยเฉพาะในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกมที่ต่างฝ่ายต่างเปิดโหมด gung-ho แลกกันคนละหมัดอย่างน่าเสียวไส้

ประสบการณ์ทำให้หงส์แดงประคองตัวและเก็บชัยชนะนัดนี้มาครองได้ และส่งเกงค์ตกรอบสนิท

สำหรับค็อปชน สิ่งที่พวกเขาน่าจะดีใจคือการที่ได้เห็นสัญญาณที่ดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาเข้าฟอร์มของ “แชมโบ” และการที่สามารถเล่นในบทตัวทำเกมในแดนบนได้อย่างมีสีสัน, การพัฒนาของดิวอค โอริกิ ที่เวลานี้น่าจะเป็นช่วงที่ฟอร์มของเขาดีที่สุดกับลิเวอร์พูล และตอนนี้ดีพอที่จะสามารถขึ้นมาสลับกับ 3 ประสาน SMF ได้แล้ว, ความร้อนแรงของ เทรนต์ อาร์โนลด์, จังหวะเซฟสวยๆของอลีซง ที่เริ่มกลับมา, การมีส่วนร่วมกำหนดจังหวะเกมของ นาบี เกตา

รวมถึงการที่ได้เห็น เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ขยับดันเกมขึ้นมาเป็นตัว “พาวเวอร์เพลย์” จนถึงกรอบเขตโทษเกงค์ในหลายจังหวะ ซึ่งเป็นการ “ลองของ” ที่คล็อปป์ สั่งมาในเกมนี้

อย่างไรก็ดีก็มีจุดที่น่ากังวลเช่นกัน

เกมรับนั้นชัดเจน ปีนี้ลิเวอร์พูล เสียประตูง่ายมากและพวกเขาเก็บคลีนชีทไม่ได้เลยนับตั้งแต่เกมกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (ที่สาหัสสากรรจ์) และในฤดูกาลนี้พวกเขาเก็บคลีนชีทได้เพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นโดยนอกจากเกมกับ “ดาบคู่” ก็มีเพียงเกมกับ เบิร์นลีย์ ในปลายเดือน ส.ค. และเกมลีก คัพ กับเอ็มเค ดอนส์

จุดที่น่าคิดต่อมาคือในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูล มักจะเฉือนชนะคู่แข่งอย่างหวุดหวิดด้วยผลต่าง 1 ประตู

ในพรีเมียร์ลีก 6 นัดหลังสุด พวกเขาชนะ 5 ก็จริงแต่เป็นการชนะด้วยผลต่าง 1 ประตู และเป็นสกอร์ 2-1 ถึง 4 ครั้ง ส่วนในแชมเปียนส์ ลีก มีเพียงแค่เกมเยือนเกงค์ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ชนะด้วยสกอร์ขาด 3 ลูก

จริงอยู่ที่การชนะก็คือการชนะ และชัยชนะมันสวยงามเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงหลายนัดที่พวกเขาพลิกสถานการณ์ในนาทีวิกฤติกลับมาได้อย่างเหลือเชื่อ 

แต่ในเวลาเดียวกันมันอาจเป็นการเตือนทางอ้อมถึงเรื่องประสิทธิภาพของเกมรุก และความเปราะบางของเกมรับ

คล็อปป์ ยืนยันว่าเรื่องนี้เขาและทีมงานรู้และไม่ได้มองข้าม เพียงแต่ทุกประตูที่เสียไปนั้นเกิดใน “สถานการณ์ที่แตกต่างกัน” ซึ่งต้องทำการบ้านเพื่อทำให้ทีมกลับมาแข็งแกร่งเหมือนในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จได้ด้วยพื้นฐานของเกมรับที่เหนียวแน่น

ให้ความยุติธรรมกับลิเวอร์พูล การต้องเสียอลีซง ไปร่วม 2-3 เดือนก็มีผลมากครับ เช่นกันกับการขาดหายของโจเอล มาทิป ขณะที่การหมุนเวียนผู้เล่นนั้นส่งผลต่อทีมอยู่แล้วไม่มากก็น้อย และลิเวอร์พูล ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะไม่มีทางจะใช้ทีมชุดเดิมได้ทุกนัดอยู่แล้ว

เพียงแต่ในช่วงก่อนเกมสำคัญที่อาจเป็นจุดพลิกผันหรือชี้เป็นชี้ตายในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก รายการยอดปรารถนาของพวกเขา การเผยจุดอ่อนแม้เพียงเล็กน้อยต่อทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี และเป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก

เพราะต่อให้เป็นเลือดเพียงหยดเดียว นักล่าอย่างซิตีก็พร้อมจะเข้าขย้ำเสมอ

อาจจะดูเหมือนคิดมากแทนคล็อปป์

แต่ในการศึกกับคู่ต่อสู้ที่โหดเหี้ยมแบบนี้คิดน้อยกว่านี้ไม่ได้จริงๆครับ