ฟ้าสีแดง | by ลูกแม่กิ่ง

A Sky Full of Stars แต่วันนี้มองขึ้นไปบนฟ้าไม่เห็นแสงดาวใด

ใช่ว่าดาวบนนั้นจะหายวับแต่แค่ลับตาเพราะ ณ ช่วงเวลานั้นฟ้าทั้งฟ้าถูกฉาบไปด้วยสีแดงที่ร้อนแรงไปทั่วอาณาบริเวณของสนามแอนฟิลด์

สีแดงที่มาจากพลุไฟ ขณะที่บนฟ้าเองแม้จะมองไม่เห็นหมู่ดาวแต่ก็มีประกายแสงจากดอกไม้เพลิงบนฟ้าที่ถูกจุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงที่เกมการแข่งขันยังดำเนินอยู่

แสงของมันงดงามสะกดตา และเสียงของมันก็ดังสนั่นพสุธากัมปนาท

ด้านในของสนามแอนฟิลด์ถูกจำกัดจำนวนคนเอาไว้ 300 คน และอีกไม่เกิน 200 คนที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษในฐานะครอบครัวของผู้ชนะ เพื่อจะได้ร่วมมีความสุขด้วยกัน 

แต่ด้านนอกของสนามผู้คนนับพันต่างเลือกจะฟังเสียงของหัวใจตัวเองมากกว่าคำเตือนและร้องขอจากทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงสโมสรลิเวอร์พูล ผู้จัดการทีมอย่างเยอร์เกน คล็อปป์ หรือกัปตันทีมอย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่พยายามอย่างสุดความสามารถในการจะทำให้ทุกคนร่วมฉลองกันอยู่ที่บ้าน 

ความจริงเป็นเรื่องที่ผิด แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยากออกมา

มันคือการรอคอยที่ยาวนาน 30 ปี

นานมากพอที่จะเปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ หรือจากผู้ใหญ่เป็นคนเฒ่า

และสำหรับบางคนอาจจะนานเกินไปที่พวกเขาจะรอไหวในชีวิตนี้

ด้วยความจำเป็นที่ทำให้เหล่าค็อปชนต้องจำใจไม่สามารถเข้าไปอยู่ร่วมกันในสนามแอนฟิลด์ได้ อย่างน้อยพวกเขาบางส่วนก็ขอที่จะได้ซึมซึบกับบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ที่คงจะไม่บอกว่าเป็นครั้งเดียวในชีวิต แต่สำหรับคนจำนวนมากอาจจะเป็น “ครั้งแรกของชีวิต”

ครับ – ผมเองก็เช่นกัน 🙂 

อย่างไรก็ดีเท่าที่ทราบข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ปฏิบัติการอย่างเฉียบขาดเกี่ยวกับแฟนบอลที่ออกมา ซึ่งความจริงแล้วที่ต้องทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อใคร แต่ก็เพื่อทุกคน

โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่แอนฟิลด์ ไม่ได้มีแค่ลิเวอร์พูล และไม่ได้มีแค่เดอะ ค็อป

ยังมีคนเจ็บป่วยจากเจ้าโรคร้ายอีกมากมาย มีคนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักนับไม่ถ้วน และยังมีคนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือนกับการต่อสู้กับสิ่งที่มองด้วยตาไม่เห็นนี้ เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาสู่ปกติได้โดยเร็วที่สุด

แต่แล้วก็แล้วไปครับ เรื่องใจคนมันห้ามยาก

ถามใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเป็นเราอยู่ตรงนั้น จะเลือกที่จะทำแบบไหน – ซึ่งผมมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจแล้ว

กลับไปที่แอนฟิลด์ เกมที่ถูกเรียกว่า Party game หรือเกมของการฉลองสำหรับลิเวอร์พูล สนุก ตื่นเต้น และเร้าใจมากทีเดียว

เหตุผลเพราะเชลซีเองยังมีสิ่งที่พวกเขาต้องการ นั่นคือการไปแชมเปียนส์ ลีก และนั่นหมายถึงคะแนนจากบ้านของแชมป์ไม่ว่าจะหนึ่งหรือสามมีความหมายอย่างมาก

ถึงมันจะมีช่องว่างและระยะห่างระหว่างสองทีมที่พอจะเห็นได้ชัดอยู่ในเกมนี้ แต่เชลซีของแฟรงค์ แลมพาร์ดก็ดูอันตรายอย่างมากในช่วงระยะเวลา 15-20 นาทีแรกที่กุนซือคนหนุ่มแก้เกมด้วยการส่ง 3 ประสานแนวรุกชุดใหม่ลงมาแทนชุดที่ลงตัวจริง

โดยเฉพาะคริสเตียน พูลิซิช ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นความอันตรายของสตาร์เคยอยู่ในความดูแลของคล็อปป์มาก่อนแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

ความเร็ว เทคนิค และความกล้าหาญนั้นไม่มีอะไรต้องสงสัย 

และมันชวนให้คิดว่าในฤดูกาลหน้าที่เชลซีจะได้ 3 ประสานที่ล้วนเป็นนักเตะชั้นดีอย่างฮาคิม ซิเยค รวมถึงติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาเวิร์ตซ์ ซึ่งเป็นสองนักเตะที่คล็อปป์ออกปากชมด้วยตัวเองแต่ไม่มีความสามารถจะดึงตัวมาร่วมทีมได้ ทีมสิงห์ครามจะคำรามได้น่ากลัวขนาดไหน

แต่จุดอ่อนในเรื่องเกมรับยังต้องใช้เวลา เช่นเดียวกับการสั่งสมประสบการณ์ การจูนทีมเข้าหากัน และการฝ่าฟันผ่านอุปสรรคนานา 

สิ่งที่ดีที่สุดที่แลมพาร์ดและเชลซีได้จากเกมนี้คือการที่พวกเขาฮึดสู้จนเกือบพลิกสถานการณ์ได้

และได้รู้ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขากับแชมป์ต่างกันแค่ไหน

สำหรับลิเวอร์พูล วันนี้เป็นเกมที่ดี อาจจะดีที่สุดนับตั้งแต่รีสตาร์ทกลับมา แต่ในสิ่งที่ดีก็มีสิ่งที่ถูกเตือนอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเกมรับที่เริ่มมีรูมีช่องให้เจาะทลาย

แต่ก็นั่นแหละครับ มันคือเกมของการฉลอง และคล็อปป์เองก็ไม่ได้ขออะไรมากไปกว่าการที่ทุกคนจะลงไปมีความสุขกับการเล่น

อื่นใดไปว่ากันเมื่อกลับจากการพักหลังจบฤดูกาลแล้ว

สิ่งเดียวที่ผมเสียดายในเกมนี้คือการที่อดัม ลัลลานา ไม่ได้โอกาสในการลงสนามแม้แต่วินาทีเดียว เพราะสถานการณ์ในเวลานั้นไม่อำนวยมากนัก

คล็อปป์ – ซึ่งบอกก่อนเกมและทำให้หลายคนตื่นเต้นอย่างมาก – ว่าจะใส่ชื่อของกองกลางจอมม้วนเอาไว้ในทีมด้วย และอาจจะมีโอกาสได้เล่นนัดสุดท้ายในแอนฟิลด์ในสีเสื้อของลิเวอร์พูล

ผมเองก็เฝ้ารอ อยากจะเห็นลัลลานาได้เล่นกับทีมเป็นครั้งสุดท้าย

ลัลลานา เองก็ไม่น่าจะต่างกัน ถึงจะเคยเอ่ยปากว่าจะอยู่กับทีมจนจบฤดูกาลและเข้าใจความจำเป็นของคล็อปป์ที่ควรจะใช้เวลาที่เหลือกับคนที่จะอยู่กับทีมในวันพรุ่งนี้มากกว่าคนที่กำลังจะเป็นอดีตเหมือนเขา แต่จากแววตาแล้วมันดูออกง่ายมากว่าเขาเองก็อยากจะได้โอกาสลง

ความจริงสำหรับนักเตะผู้ภักดีและทุ่มเทให้ทีมเต็มที่เสมอแบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือการได้บอกรักและบอกลาทุกคนในสนามที่เต็มไปด้วยแฟนบอล

แบบนั้นมันถึงจะสมเกียรติและคู่ควร

แต่ในชีวิตคนเรานั้น ใช่ที่เราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการทุกอย่าง

บางครั้งได้แค่นี้ก็ต้องแค่นี้

ลิเวอร์พูลก็ไม่ต่างกันครับ แม้จะมีพิธีการฉลองที่ตระเตรียมและคิดกันมาค่อนข้างดี

ทั้งเวที แสง สี เสียง เทคนิควิจิตรพิสดารต่างๆ

แต่มันไม่อาจเทียบได้กับการที่จะได้ฉลองร่วมกันกับแฟนบอลที่เป็นส่วนสำคัญของทีมเลยแม้แต่น้อย

ถึงเราจะได้เห็นภาพของนักเตะที่มีความสุข ยิ้มแย้ม ออกลีลาท่าทางกัน แต่ในใจทุกคนนั้นรู้ดีว่าสิ่งนี้มันไม่ใช่

แชมป์แรกในรอบ 30 ปีของลิเวอร์พูล มันควรจะยิ่งใหญ่จนโลกจดจำ และแผ่นดินต้องสะเทือนกับเสียงของเดอะ ค็อปที่อยู่กันเต็มสนามแอนฟิลด์

เมืองทั้งเมืองควรจะถูกย้อมเป็นสีแดงในวันรุ่งขึ้น

แต่อย่างที่คล็อปป์เคยบอกไว้ครับ และเขาเองก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วทั้งๆที่ไม่จำเป็นจะต้องทำเลยก็ได้ ในการที่จะร่วมฉลองกับทุกคนและมีความสุขไปด้วยกัน

เพราะนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาทุกคนจะทำให้กับพวกเราทุกคนได้แล้ว

วันนี้มองฟ้าสีแดงไปก่อน ดื่มด่ำกำซาบไปกับช่วงเวลานี้ที่รอคอยมานาน เก็บภาพ เก็บเรื่องราว เก็บทุกอย่างไว้ในความทรงจำ

แล้ววันหนึ่งเมื่อทุกอย่างพร้อม

เราจะกลับมาร่วมฉลองกันอีกครั้ง

สีแดงจากฟ้าจะไหลมาที่แผ่นดินเป็นทะเลสีแดงที่จะร่วมฉลองกันอย่างบ้าคลั่งให้สมกับการรอคอยที่ยาวนานอย่างแน่นอน 🙂