ความผิดพลาดทั้ง 6 ครั้ง ของ อูไน เอเมรี ที่แลกมาด้วยตำแหน่งโค้ชของเขา

อูไน เอเมรี
29 November 2019
700 VIEWS

18 เดือน คือระยะเวลาที่ อูไน เอเมรี คุมทีมปืนใหญ่นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าโค้ช ต่อจาก อาร์เซน เวนเกอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานกว่า 20 ปี มันช่างเป็นเวลาที่สั้น เมื่อเทียบกับระยะเวลาของนายใหญ่ชาวฝรั่งเศส 

แต่เมื่อมองย้อนไปในภาพกว้าง ฤดูกาลแรกของ เอเมรี แม้น่าผิดหวัง แต่ก็ไม่ใช่ความผิดพลาดขนาดให้อภัยกันไม่ได้ แต่ความผิดพลาด “ขั้นวิกฤต” เพิ่งเกิดขึ้นใน 3 เดือนหลังเท่านั้น และนี่คือ 6 เกม จาก 3 เดือนที่ว่า ที่พานายใหญ่ชาวสแปนิชคนนี้ ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งในท้ายที่สุด

วัตฟอร์ด 2-2 อาร์เซนอล
15 กันยายน 2019

อาร์เซนอล

เค้ารางของพายุที่จะพัดให้ อูไน เอเมรี ออกจากตำแหน่งในวันนี้ เริ่มต้นในเกมที่ 5 ของพรีเมียร์ลีกเท่านั้น แม้ว่าก่อนหน้าเกมนี้ “ปืนใหญ่” จะพลาดเสมอและพ่ายแพ้มาแล้ว แต่นั่นคือการเสมอต่อ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และพ่ายต่อ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นเรื่องที่แฟนบอลยังพอทำใจยอมรับได้ แต่การมาได้แค่ 1 คะแนนจากทีมที่ยังไม่ชนะใครอย่างวัตฟอร์ด มัน “เลวร้ายเกินไป” ในความรู้สึกของแฟนบอล

ถ้าไม่นับช่วงต้นเกม และการทำประตูขึ้นนำของ ปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยัง แล้ว เกมนี้ “ปืนใหญ่” เล่นได้ “น่าแพ้” สุด ๆ แต่ยังเคราะห์ดีที่ ดาวิด ลุยซ์ มาเซฟ 1 คะแนนไว้ให้ทีมของ เอเมรี ได้สำเร็จ โดยเหตุการณ์สำคัญที่เกิด คือการมีส่วนร่วมในเกมพรีเมียร์ลีก เกมแรก และเกมเดียว ในรอบ 10 นัดของ เมซุต โอซิล ก่อนที่เขาจะได้กลับมามีชื่ออีกทรในนัดที่ 11 ที่พบกับ วูล์ฟแฮมป์ตันโน่นเลย

ผลเสมอแบบน่าแพ้ ทำให้ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้น แต่ในตอนนั้นมันยังบางเบา และคนส่วนมากยังมองว่า “แค่เกมแย่ ๆ เกมนึง” แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจากตอนนี้ เกมนั้นแหละ คือจุดเริ่มต้นของหายนะที่ตามมา

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 อาร์เซนอล
21 ตุลาคม 2019

อาร์เซนอล

นับจากเกมเสมอวัตฟอร์ด ฟอร์มของ อาร์เซนอล ดูดีขึ้นตลอด 1 เดือน จนคนแทบจะลืมความเลวร้ายในเกมกับ “แตนอาละวาด” เสียสนิท พวกเขาชนะ 2 เสมอ 1 ไม่แพ้ใครในพรีเมียร์ลีก และ 5 เสมอ 1 ในทุกรายการที่ลงเล่น แม้ว่าในเกมพรีเมียร์ลีกทั้ง 2 นัดที่พวกเขาคว้าชัยได้ มันจะเป็นชัยชนะแบบ “เฉือน ๆ” ก็ตาม

แต่การไปเยือนทีม “ดาบคู่” ทำให้แฟนบอล “ปืนใหญ่” ได้เห็นฟอร์มที่เกิดขึ้นในเกมกับ วัตฟอร์ด อีกครั้ง พวกเขาได้เห็นฟุตบอลที่ “ไม่มีอะไร” และ “ไร้จินตนาการ” หลังจากประตูของ ลีส์ มูสเซต์ ในนาที 30 ของเกม ลูกทีมของ เอเมรี่ แทบทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่เกมนั้นพวกเขาครองบอลตลอดเกมถึง 68%

การพ่ายให้ทีม “น้องใหม่” จุดชนวนความไม่พอใจในหมู่แฟนบอล “ปืนใหญ่” อีกครั้ง และความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการร่วงจากตำแหน่งการแย่งท็อป 4 มาเป็นแค่ทีมกลางตารางของพวกเขาด้วย

อาร์เซนอล 2-2 คริสตัล พาเลช
27 ตุลาคม 2019

อาร์เซนอล

5 วันต่อมา พวกเขาได้โอกาสทองในการเรียกศรัทธาจากแฟนบอลคืนมา เมื่อเปิดบ้านรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลช ซึ่งถ้าหากเกมนี้เป็น 3 คะแนน ที่พวกเขาชนะได้แบบสมศักดิ์ศรี แฟน ๆ ก็พร้อมจะลืมเกมที่ผ่านมาไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเกมกับวัตฟอร์ด และมันเหมือนจะเป็นแบบนั้น เมื่อพวกเขานำห่าง 2-0 ตั้งแต่ยังไม่ 10 นาทีแรก

แต่การนำเร็ว แต่กลับชนะไม่ได้นี่เอง ที่ทำให้กระแสตีกลับมาหนักกว่ากระแสที่เกิดขึ้นในเกมกับ เชฟยู เสียอีก แฟนบอลบางส่วนเริ่มรับไม่ได้กับผลเสมอที่สมควรเป็นชัยชนะของพวกเขา รับไม่ได้กับความผิดพลาดโง่ ๆ ที่ทีมเล่นกัน และรับไม่ได้กับ อีก 2 คะแนนที่ควรจะได้ แต่เสียไป

และที่หนักข้อกว่านั้น เกมนี้นี่เองที่เกิดเรื่อวราว “แตกหัก” เมื่อ กรานิต ชากา ไปแจก “ฟักแฟงแตงล้าน” ให้แฟนบอล ซึ่งกลายเป็นอีกกระแสที่ตีกลับมาถึงการจัดการที่ล้มเหลว ของกุนซือชาวสเปน และในเกมนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “เอเมรี ออกไป” ปรากฏขึ้นใน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

เลสเตอร์ ซิตี 2-0 อาร์เซนอล
9 พฤศจิกายน 2019

อาร์เซนอล

จากผลเสมอ หนักข้อมาถึงแพ้ ถึงแม้จะเป็นการพ่ายแพ้ทีมฟอร์มแรงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี ที่ปัจจุบันเป็นทีม “รองจ่าฝูง” ของตาราง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “จิ้งจอก” คือทีมที่ เล็กกว่า, ประวัตศาสตร์สั้นกว่า และที่สำคัญเหนืออื่นใด ความพ่ายแพ้นัดนี้ เป็นความพ่ายแพ้ที่ “ไม่มีทรง” เอาเสียเลย สำหรับ อาร์เซนอล

เกมที่คิงเพาเวอร์ สเตเดี้ยม ทำเอาแฟน ๆ ที่ ลอนดอนเหนือเดือดดาล กระแส “ไล่เอเมรี” เต็มโซเชียลมีเดีย แต่หลังจบเกม ราอูล ซานเญฮี ก็ยังออกมายืนยันว่า บอร์ดบริหารของ อาร์เซนอล ยังสนับสนุนนายใหญ่ชาวสเปนต่อไป 100% 

แต่ถึงแม้จะมีการยืนยันเช่นนั้น แต่หลังจบเกม อูไน เอเมรี ก็กลายเป็นกุนซือ 1 ใน 3 คน ที่เป็นตัวเต็งที่จะโดนปลดออกจากตำแหน่ง พอ ๆ กับ ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิล กุนซือของ เซาธ์แฮมป์ตัน และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ผู้จัดการทีม ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ พร้อม ๆ กับข่าวลือที่ว่า ซานเญฮี แอบไปติดต่อกับ หลุยส์ เอ็นริเก ลับหลังให้มารับงานกับทีมด้วย แต่แน่นอน เรื่องราวก็เป็นแบบที่เรารู้กัน คนที่โดนปลดคือ พอช ไม่ใช่ เอเมรี และ เอ็นริเก กลับไปลงเอยกับทีมชาติสเปนในที่สุด

อาร์เซนอล 2-2 เซาธ์แฮมป์ตัน
23 พฤศจิกายน 2019

อาร์เซนอล

เอเมรี ได้รับโอกาสทองหลังจากกลับมาจากเบรกทีมชาติ หลังโปรแกรมในพรีเมียร์ลีกของพวกเขา เจอกับทีมที่ไม่แข็งนักติดต่อกัน 3 แมตช์ ไปจนกลางเดือนหน้า ไล่ตั้งแต่ เซาธ์แฮมป์ตัน ทีมบ๊วย, นอริช ซิตี ทีมอันดับที่ 3 จากล่างสุด และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมอันดับที่ 4 จากท้ายตาราง ซึ่งถ้าหาก เขาเก็บ 3 เกมนี้ได้หมดด้วย 9 คะแนนเต็ม กระแสลมอาจจะเปลี่ยนทิศก็ได้ หรือ อย่างน้อยเก้าอี้ที่เคยร้อนก็อาจจะเย็นลง

แต่ เอเมรี ทำพลาดอีกครั้ง เขาพาอาร์เซนอล เสมอกับ “ทีมบ๊วย” ชนิดที่ “เกือบแพ้” และแน่นอนเมื่อเกมจบลง เสียงโห่ดังระงมอย่างไม่ต้องสงสัย แฟน ๆ ใน เอมิเรตส์ สเตเดียม โห่ให้กับฟอร์มการเล่นของทีมตัวเอง และมีเสียงตะโกนขับไล่นายใหญ่ชาวสเปนที่ได้ยินอย่างชัดเจนด้วย

นี่ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดใน 6 เกมก็ว่าได้ เพราะเกมนี้ ถ้าชนะไม่สวย แฟน ๆ ก็น่าจะยังไม่พอใจเลย แต่นี่ถึงไม่ชนะ และหลังเกมนี้เอง ที่รายชื่อคนที่จะมาแทนเขาหลุดออกมาเต็มไปหมด ทั้ง ปาทริค วิเอรา, เฟร็ดดี ยุงเบิร์ก และ นูโน เอสปิริโต ซานโต คนที่แฟนบอล “ปืนใหญ่” ดูพอใจที่สุดในตอนนี้ด้วย

อาร์เซนอล 1-2 แฟรงก์เฟิร์ต
28 พฤศจิกายน 2019

อาร์เซนอล

ฟางเส้นสุดท้ายของบอร์ดบริหาร “ปืนใหญ่” กับ อูไน เอเมรี ก็ขาดลง เมื่อ อาร์เซนอล แพ้คาบ้านต่อ ไอน์ทรัคซ์ แฟรงก์เฟิร์ต 1-2 แม้ผลดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลต่อตารางคะแนน ยูโรปา ลีก มากนัก เพราะ อาร์เซนอล ยังนำกลุ่มต่อไป แต่จากฟอร์มการเล่น และ ผลการแข่งขัน มันทำให้ทุกคนรู้สึกได้เลยว่า “พอเถอะ”

ก่อนเกม แฟนบอลอาร์เซนอลกลุ่มหนึ่ง พร้อมใจกันชูป้ายไลเอเมรี โดยมีข้อความว่า “เอเมรี ออกไป – ไม่มีแท็คติกส์ – ไม่มีรูปแบบ – ไม่มีที่ซ่อนอีกต่อไป” 

และแน่นอน หลังเกมจบลงไม่ถึง 24 ชั่วโมง พวกเขาก็ได้ดังใจ อันที่จริง หลายคนยังมองว่า คำสั่งปลด เอเมรี ควรมา “เร็วกว่านี้” ด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ยุคสมัยของ เอเมรี ก็จบลงแล้ว และดูเหมือนแฟน “ปืนใหญ่” ส่วนมาก “ถูกใจสิ่งนี้” และพวกเขากำลังเฝ้ารอคอยยุคใหม่ของอาร์เซนอล ที่หวังว่า “มันจะดีกว่าเดิม” ให้มาถึงเสียที