เซอร์ สเตียร์ลิง มอสส์ – การจากลาของราชาไร้บัลลังก์

14 April 2020
17 VIEWS

อาจจะช้าไปหน่อยถ้านับว่านี่เป็นข่าว แต่การจากไปของ เซอร์ สเตียร์ลิง มอสส์ เป็นเรื่องราวที่ทีมงาน SPORTDesk อยากบันทึกไว้เป็นความทรงจำทั้งสำหรับคนที่รู้จัก, รู้ว่าเป็นใคร หรืออาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อครั้งแรกก็ตาม เพราะนี่คือเรื่องราวของนักขับฟอร์มูล่าวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล แม้จะไม่ได้มีแชมป์มาการันตีความสำเร็จของเขา แต่เรื่องของความยิ่งใหญ่บางครั้งก็เหนือกว่าจะมีอะไรมาการันตีได้

สเตียร์ลิง เคราฟรัด มอสส์ ก่อนจะได้รับฉายาว่าเป็น “นักขับผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยคว้าแชมป์โลก” เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่เกิดและเติบโตในย่าน เวสต์ คิงส์ตัน ในกรุงลอนดอน ด้วยความที่เป็นลูกชายของ อัลเฟรด์ มอสส์ หมอฟันในย่าน เบรย์, เบิร์กเชียร์ ทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้ลำบากหรือเลวร้ายมากนัก โดยที่จริงแล้ว ปู่ของเขามีนามสกุลว่า โมเสส เป็นชาวยิวก่อนจะเปลี่ยนเป็น มอสส์ เมื่อย้ายมาตั้งรกรากที่อังกฤษ

พ่อของเขาเริ่มเข้าสู่วงการนักแข่งรถสมัครเล่นก่อนปี 1924 และเคยแข่งขันใน อินดี้ 500 ในปีนั้น นั่นเป็นอิทธิพลที่ทำให้ มอสส์ กลายมาเป็นนักขับอาชีพ เพราะสมัยที่พ่อของเขาเข้าสู่วงการนี้นั้น เขาเริ่มจำความได้ และสนใจในโลกของความเร็วใบนี้แล้วดหมือนกัน และดูเหมือนพ่อของเขาก็สนับสนุนความต้องการนี้ โดยซื้อรถ ออสติน 7 ให้เขาตั้งแต่อายุ 9 ขวบและฝึกให้เขาขับรอบ ๆ บ้านที่ ลองก์ ไวท์ คลาวด์ ถึงอายุ 15 ปีก่อนจะสอบใบขับขี่ได้ผ่านแบบสบาย ๆ 

ชีวิตนักขับของเขาเริ่มต้นในปี 1948 มอสส์เริ่มจากการเป็นหนึ่งในลูกค้ารายแรกของ บริษัท คูเปอร์ คาร์ โดยใช้เงินที่ได้มาจากการแข่งขันขี่ม้าเพื่อจ่ายเงินมัดจำรถแข่ง คูเปอร์ 500 ในปี 1948 จากนั้นเขาก็เกลี้ยกล่อมพ่อของเขาซึ่งไม่เห็นด้วยที่เขาจะเข้าแข่งขันเพราะต้องการให้เขาเป็นหมอฟัน ในไม่ช้าเขาก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาด้วยชัยชนะในระดับชาติและระดับนานาชาติทำให้เขาก้าวสู่การแข่งขัน ฟอร์มูลาทรี อย่างรวดเร็ว

ชัยชนะการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งใหญ่ครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 21 ปี หลังเขาซิ่ง หลังเขาซิ่ง จากัวร์ XK120 (ที่ยืมมา) คว้าแชมป์ อาร์เอซี ทัวริชต์ โทรฟี่ ที่ไอร์แลนด์เหนือ ในปี 1950 ก่อนที่ในปี 1952 เอ็นโซ เฟอร์รารี่ ผู้ก่อตั้งของ เฟอร์รารี่ จะมาเสนอให้เขาเป็นนักขับ ฟอร์มูลาทู ในบารี กรังด์ปรีซ์ ปี 1951 และก่อนจะกลายเป็นนักขับเต็มฤดูกาลในปี 1952

การได้รู้จักกับ อัลเฟรด์ นอยเบาเออร์ ในปี 1953 เปิดประตูให้ มอสส์ ได้เข้าสู่วงการฟอร์มูลาวัน หลังเขาเข้ามาคุยกับ เคน เกรกอรี ผู้จัดการของ มอสส์ เพราะประทับใจฟอร์มของเขาที่ขับให้ทีม มาเซรัตติ และต้องขับเคี่ยวกับตำนานของวงการอย่าง ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ จากทีม “ดาวสามแฉก” กับ อัลแบร์โต อัสคารี ของทีม “ม้าลำพอง” แต่ มอสส์ กลับเอาชนะ อัสคารี ในอิตาเลียน กรังด์ปรีซ์ และช่วยให้ท้ายที่สุด แชมป์ตกเป็นของ ฟานจิโอ ในปีนั้น และเขาก็ย้ายไปขับให้ทีม เมอร์ซีดีส ในปี 1955 หลังหมดสัญญากับมาเซรัตติ

การคว้าแชมป์ ฟอร์มูลาวัน ของมอสส์ สนามแรกกับทีม เมอร์ซีดีส เกิดขึ้นในรายการ บริติช กรังด์ปรีซ์ ในบ้านของเขาที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นยังแข่งขันกันที่ ไอน์ทรี เขาเป็นนักขับชาวอังกฤษคนแรกที่เก็บชัยชนะได้ในสนามนี้ และนั่นยังเป็ชัยชนะหนแรกของเขาเหรือ ฟานจิโอ ด้วย โดยมีคนเชื่อกันว่า ยอดนักขับชาวอาร์เจนไตน์ ยินดีให้ มอสส์ ชนะในบ้านของตัวเอง นำมาสู่ความสงสัยของเขา แต่เมื่อมอสส์ ไปถามฟานจิโอ โดยตรงก็ได้คำตอบว่า “ไม่จริงหรอก ในวันนั้นคุณแค่ขับได้ดีกว่าผมจริง ๆ” 

ในปีเดียวกันนั้น มอสส์ ยังคว้าเกียรติยศยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้าแชมป์ มิลเล มิเกลีย หรือ อิตาลี พันไมล์ ซึ่งต้องตระเวนขับไปทั่วอิตาลีด้วยระยะทางรวม 1,000 ไมล์ ด้วย

ในปี 1956 เขากลับไปขับในนาม มาเซรัตติ อีกครั้ง และคว้าชัยได้ถึงสองสนามทั้งที่ โมนาโก และ อิตาลี แต่น่าเสียดายที่ปีนั้นเขาแข่งไม่จบในการแข่งขันที่ อังกฤษ ก่อนที่ในปี 1957 และ 1958 จะเป็นปีที่เขาถูกพูดถึงมากที่สุด ในฐานะชายผู้ที่ไล่บี้ ฟานจิโอ ได้อย่างสุดสนุกในการแข่งขันชิงแชมป์โลก แม้สุดท้ายทั้ง 2 ฤดูกาลเขาจะได้คะแนนรวมเป็นที่ 2 ทั้ง 2 ครั้ง และนั่นคือโอกาสใกล้เคียงที่จะแชมป์โลกมากที่สุดของเขา

อันที่จริงแล้ว ฟานจิโอ ยอมรับว่าว่า มอสส์ มีพรสวรรค์มากกว่าเขาหากต้องแข่งขันในระยะไกล ฟานจิโอ เคยพ่ายแพ้ต่อ มอสส์ ทั้งที่เขาออกสตาร์ตในตำแหน่งโพล ในสนามเปสคารา เซอร์กิต ขณะที่ ในรายการที่ต้องแข่งขันเป็นระยะเวลานานอย่าง มิลเล มิเกลีย มอสส์คว้าแชมป์ได้ถึง 3 ปีติดในระหว่างปี 1958-1960 ก่อนที่เขาจะรีไทร์ในฐานะนักขับฟอร์มูลาวันในปี 1962 กับทีม โลตัส

หลังจากเลิกแข่งขันใน ฟอร์มูลาวัน เขามาเป็นผู้บรรยาย และ คอมเมนเตเตอร์ ให้กับช่อง ABC แต่ชีวิตเขาไม่เคยได้เลิกขับรถจริง ๆ เพราะเขายังลงแข่งขันในรายการต่าง ๆ เป็นระยะ และต่อเนื่อง และเขามักจะปรากฏตัวในสนามฟอร์มูลาวันบ่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2016 ที่เขาไปยังสิงคโปร์ และปรากฏว่าเขาติดเชื้อในช่องอก นั่นจึงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาปรากฏตัวในที่สาธารณะ ก่อนจะมาเสียชีวิตเมื่อสองวันก่อน

เซอร์ สเตียร์ลิง มอสส์ เสียชีวิตในเมย์แฟร์ ด้วยวัย 90 ปี ด้วยอาการสงบ แต่ตลอดชีวิตของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน และใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าในฐานะนักแข่งรถมืออาชีพ แม้จะไม่ได้ชื่อว่า “แชมป์โลก” แต่เขาก็เป็นหนึ่งหนึ่งในนักขับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัยเลย