ความร้อนแรงของกระทิงดุและอัซซูรี่เลือดใหม่

9 September 2019
181 VIEWS

ฟุตบอลยูโร 2020 รอบคัดเลือก แข่งกันมาราวๆ ครึ่งทางแล้ว โดยมีหลายทีมที่ผลงานโดดเด่นสะดุดตา เก็บชัยได้ทุกนัด 

โดยปัจจุบัน มีอยู่  5 ทีมจาก 5 กลุ่มที่สามารถเก็บชัยได้ทุกนัดที่ลงสนาม ได้แก่  อังกฤษ (3 นัดรวด) , ไอร์แลนด์เหนือ (4 นัดรวด) , สเปน ( 6 นัดรวด) , เบลเยียม (5 นัดรวด) และ อิตาลี ( 6 นัดรวด) 

ในบรรดาทั้ง 5 ทีมที่เก็บชัยได้ทุกนัด ดูเหมือนว่า อดีตแชมป์โลก 2010 อย่าง สเปน และ อดีตแชมป์โลก 4 สมัยในยุคถ่ายเลือดใหม่อย่าง อิตาลี จะมีผลงานโดดเด่นที่สุด เพราะแทบจะก้าวขาเข้าไปเล่นยูโร 2020 รอบสุดท้ายแล้ว จากการเก็บชัยได้ 6 นัดติดต่อกัน 

มาว่ากันที่ สเปน ในยุคของ โรเบิร์ต โมเรโน่ – พวกเขาเหล่ากระทิงได้ โรดริโก้ กองหน้าบาเลนเซีย และ ปาโก้ อัลกาเซร์ เพชฌฆาตจากดอร์ทมุนด์ ทำคนละสองประตู ช่วยให้ถล่ม หมู่เกาะแฟโร ขาดลอย 4-0  

แต่ประเด็นที่น่าหยิบยกเอามาพูดถึง ก็คือ “มือหนึ่ง” ในตำแหน่งผู้รักษาประตู เพราะเกมนี้ โรเบิร์ต โมเรโน่ หันกลับมาใช้งาน ดาบิด เด เคอา ลงสนามเฝ้าเสาเป็นตัวจริงแทน เกปา อาร์ริซาบาลาก้า อีกครั้ง

นับตั้งแต่เริ่มศักราชปี 2019 – สเปนมีโปรแกรมเตะอย่างเป็นทางการไปแล้ว 6 เกม ซึ่งนั่นก็คือโปรแกรมยูโร 2020 รอบคัดเลือกทั้งหมด แต่ในตำแหน่งผู้รักษาประตูของสเปนนั้น ควรจะเป็นตำแหน่งที่ต้อง  “นิ่ง” แต่ทว่ากลับ “ไม่นิ่ง” เลย

โดยที่ผ่านมา เด เคอา ได้รับโอกาสเฝ้าเสาตั้งแต่นัดแรกของรอบคัดเลือก ในเกมที่ดวลกับ นอร์เวย์ แต่หลังจากนั้น 4 นัด ที่ดวลกับ มอลต้า, หมู่เกาะแฟโร่, สวีเดน และ โรมาเนีย เป็นหน้าที่สัมปทานของ เกป้าทั้งหมด  

ซึ่งดูเหมือนว่า จะมีสัญญาณจากเบื้องบนแล้วว่า เกป้า จะกลายเป็น “มือหนึ่งถาวร” ในทีมชาติ แต่สุดท้ายนัดล่าสุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ เด เคอา ได้หวนคืนตัวจริงอีกครั้ง  

ดังนั้น – กับคำถามที่เป็นเครื่องหมายตัวใหญ่ๆ ว่า ใครจะเป็น มือหนึ่ง ทีมชาติสเปนในยูโร 2020 ? คงต้องค้นคว้าหาคำตอบกันต่อไป และดูเหมือน โมเรโน่ จะต้องการให้เกิดการแข่งขันสูงสุดในตำแหน่งนี้ 

นอกจากนั้น ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจจากเกมถล่มหมู่เกาะแฟโรก็คือ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีม ทำสถิติลงเล่นในนามทีมชาติมากที่สุด เทียบเท่ากับสถิติเดิม 167 นัดของ อิเคร์ คาซียาส อีกด้วย และโอกาสที่จะขึ้นไปยืนเบอร์หนึ่งคนเดียวเดี่ยวๆ ของรามอส ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เพราะอายุงานของเขากับทีมชาติยังมีเวลาเหลืออยู่ และแท้ที่จริง รามอส บนวัย 33 ปี ตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากจะติดทีมชาติถึง 200 นัดเลยทีเดียว 

ส่วนทีมชาติอิตาลี ในยุคยังบลัดเลือดใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของ โรแบร์โต้ มันชินี่ นัดล่าสุดบุกชนะฟินแลนด์ ถึงดินแดนสแกนดิเนเวีย 2-1 โดยอิตาลี  ขึ้นนำก่อนจาก ชิโร่ อิโมบิเล่ ในนาที 59 จากนั้นฟินแลนด์ ตีเสมอได้จากจุดโทษของกองหน้าตัวเก่งอย่าง ตีมู ปุกกี แต่สุดท้ายอิตาลีมาได้ประตูชัยช่วง 10 นาทีสุดท้ายจากจุดโทษของ จอร์จินโญ่ 

สำหรับ ประตูของ ชิโร่ อิโมบิเล่ กองหน้าวัย 29 ปีจากลาซิโอ ยังถือเป็นการ “ปลดล็อก” คลายความกดดันอีกด้วย หลังจากเขาไม่อาจยิงประตูได้ในนามอัซซูรี่เลย มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว 

“ผมต้องแบกรับเอาความกดดันต่างๆมาอยู่ในหัวอย่างมาก กับการไม่สามารถทำประตูในสีเสื้ออัซซูรี่ได้ มีคนพูดไปต่างๆนานาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แต่ผมรู้ดีอยู่เสมอว่า สักวันจะต้องมีวันนี้” ชิโร่ อิมโมบิเล่ กองหน้าลาซิโอเปิดใจด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย

แม้อิตาลีจะเก็บชัยได้ทุกนัดในยูโร 2020 รอบคัดเลือก แต่ปัญหาการผลิตสกอร์ก็ยังคงเป็นบาดแผลอยู่ในใจของมันชินี่ผู้เป็นกุนซือ 

เพราะรายชื่อนักเตะทีมชาติอิตาลีในรอบ 12 เดือนหลังสุด ไม่มีใครหน้าไหนที่ยิงให้ทีมชาติเกิน 10 ประตูเลย โดยคนที่ยิงให้ทีมชาติสูงสุดในอิตาลียุคนี้ คือ ฟาบิโอ กวาร์ยาเรลล่า ที่ซัดไป 9 ประตู แต่อายุอานามร่วงเลยไปถึง 36 ปีแล้ว และอาจจะไม่ได้ไปยูโร 2020 รอบสุดท้ายด้วย ส่วนคนที่ยิงประตูได้รองๆ ลงมาคือ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ยิงไป 8 ประตู และ อันเดรีย เบล็อตติ ที่ซัดไป 6 ประตู 

ดังนั้น แม้ผลงานอิตาลีโดยรวมในยุคของมันชินี่จะ “สอบผ่าน” แต่เรื่องการยิงประตูให้ได้ของกองหน้า ยังคงเป็นเรื่องที่มันชินี่ต้องขบคิดแก้ไขกันต่อไป

นอกจากนั้น เกมนี้ อิตาลี ยังต้องเสีย เอเมอร์สัน แบ็กซ้ายที่ฟอร์มกำลังขึ้นจากเชลซีด้วย เพราะบาดเจ็บต้นขาหลังจนต้องเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ 10 นาทีแรกของเกม และอาการบาดเจ็บของเอเมอร์สัน อาจจะส่งผลกระทบชิ่งไปที่เชลซี ต้นสังกัดของแบ็กซ้ายรายนี้อีกด้วย