‘ซาร์รี่’ กับ ‘เชลซี’ เหลือไว้แค่ความหลัง

แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก, รองแชมป์ลีก คัพ, สถิติเปิดตัวพรีเมียร์ลีกด้วยการไร้พ่าย 12 นัด, ผลงานจบอันดับ 3 พรีเมียร์ลีกในการคุมทีมฤดูกาลแรก –  ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะกลายเป็น ‘ความหลัง’ ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ กับสโมสรเชลซีแล้ว

เพราะมีการเปิดเผยกันในวงกว้างว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินอยู่ ณ ปัจจุบัน เขากำลังจะ ‘แยกทาง’ กับเชลซี  และมีเป้าหมายต่อไปก็คือ มุ่งหน้าไปคุมม้าลาย ยูเวนตุส ในอิตาลี 

ตามรายงานระบุว่า ยูเวนตุส แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ในช่วง 8 ฤดูกาลหลังสุดติดต่อกัน ได้บรรลุข้อตกลงกับทาง เชลซี เพื่อขอยกเลิกสัญญากับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่มีผลผูกมัดอยู่กับถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งยังเหลืออยู่อีก 2 ฤดูกาล

โดยมีการคาดการณ์กันว่า ยูเวนตุส จะยอมจ่ายเงิน  3.5 ล้านยูโรเพื่อยกเลิกสัญญา และต้องการเอาตัว ซาร์รี่ ไปคุมทีมในตำแหน่งที่ว่างลง หลังจาก มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เดินจากไป…

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในการเปลี่ยนตัวกุนซือในทีมเชลซี เพราะนับตั้งแต่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเป็นเจ้าของกิจการของสโมสรแห่งถิ่นลอนดอนฟากตะวันตก เขาก็ใช้งาน ‘กุนซือถาวร’ ไปแล้วถึง 8 คน และ ซาร์รี่ ก็กำลังจะเป็น ‘กุนซือถาวร’ คนลำดับที่ 9 ที่ต้องเดินจากไป…

ช่วงชีวิตหนึ่งปีของซาร์รี่ ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ช่างไม่ต่างจากการนั่งเครื่องเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ เพราะมีทั้งขึ้น-ลง หวาดเสียว และ ‘แสนสั้น’ 

ช่วงเปิดตัวต้นฤดูกาล ทุกอย่างดูดีมีทรงแบบ “ซาร์รี่บอล” และทำสถิติเปิดตัวในพรีเมียร์ลีกแบบสุดหรู จากนั้นฟอร์มของเชลซีก็เหมือนกราฟที่มีทั้งขึ้นและลง 

จากนั้น ก็มีเหตุการณ์ที่ “ฉาว” จนส่งผลให้หลายคนมองว่าสปิริตในทีมเสีย จากเหตุการณ์นัดชิงลีกคัพ ที่ซาร์รี่ จะเปลี่ยนตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ ลงสนามแทน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ออก แต่ เกป้า ไม่ยอมออก จนกระทั่งเกิดเรื่องราวดราม่าขึ้น และใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเคลียร์ใจกันได้

ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์  พวกเขาหมดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในทางปฏิบัติ จากการโดน แมนฯซิตี้ ถล่มขาดลอย 6-0  จากนั้น เชลซี ก็บรรลุเป้า จากการได้โควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบต้องลุ้นจนถึงโค้งสุดท้าย และเก็บแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ส่งท้าย

ซึ่งนี่ก็คือ ถ้วยรางวัลแรก ในชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมของกุนซือวัย 60 ปีด้วย 

นั่นคือ 1 พารากราฟที่พอจะสรุปผลงานคร่าวๆ ของซาร์รี่กับเชลซี ในช่วงเวลา 1 ฤดูกาล แบบมองเห็นภาพกว้างๆ ภาพใหญ่  และมันก็กำลังจะกลายเป็นความหลัง

ด้านสโมสรเชลซี ยังจะบ่ายหน้าหาผู้จัดการทีมคนใหม่ มาแทน ซาร์รี่ ซึ่งตามข่าว โรมัน อบราโมวิช อาจจะเอาลูกหม้อเก่าอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด มาคุมทีมแทน

เพราะแม้ แลมพาร์ด จะเพิ่งใช้ชีวิตเป็นกุนซือเต็มตัวได้ 1 ฤดูกาล แต่ผลงานก็เป็นที่น่าจับตามอง จากการพา ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จบอันดับ 6 ในเดอะแชมเปี้ยนชิพ และพา ‘แกะเขาเหล็ก’ ทะลุเข้าชิงฯ เพลย์ออฟเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก แม้สุดท้าย ดาร์บี้ จะพลาดหวังต่อการแพ้ต่อแอสตัน วิลล่าก็ตาม 

โดยหาก เชลซี พลาดเป้าจาก แลพพาร์ด ก็มีสิทธิ์ที่ทีมอาจจะหันเห ไปใช้บริการของ ราฟาเอล เบนิเตซ ซึ่งอนาคตยังไม่แน่นอนกับนิวคาสเซิ่ล รวมถึง นูโน เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือวูล์ฟที่ผลงานทะลุเป้า แต่ในเคสของ ราฟา และ ซานโต้ ยังมีความเป็นไปได้ที่น้อยอยู่

Fact Files : กุนซือ ‘ถาวร’ เชลซีในยุคโรมัน อบราโมวิช 

เคลาดิโอ รานิเอรี่ : – 

โจเซ่ มูรินโญ่ : แชมป์ลีก 3 สมัย , แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย , แชมป์ ลีก คัพ 3 สมัย

อัฟราม แกรนท์ : – 

หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ : –

คาร์โล อันเชล็อตติ : แชมป์ลีก 1 สมัย , แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย 

อังเดร วิลลาส-โบอาส : – 

โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ : แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย , แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย 

อันโตนีโอ คอนเต้ : แชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัย , แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย

เมาริซิโอ ซาร์รี่ : แชมป์ยูโรป้า ลีก 1 สมัย 

* หมายเหตุ  : ในยุคโรมัน อบราโมวิช มี กุนซืออีก 2 คนที่พาทีมคว้าแชมป์ แต่เป็นในฐานะ ‘กุนซือชั่วคราว’  นั่นคือกุส ฮิดดิ้ง ได้แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย และราฟาเอล เบนิเตซ ได้แชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก 1 สมัย


RELATED POSTS

Story

อยู่เรือใบ หรือไปเสือใต้? ‘ซาเน่’ เป็นคนตัดสินใจเอง

SPORTDesk. Team

ข่าวคราวความสนใจในตัว เลรอย ซาเน่ ของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค เริ่มโหมกระหน่ำซ้ำกระแทกมาเรื่อยๆ และมาหลายระลอกอย่างไม่จบสิ้น

Story

วิลเลี่ยนขออยู่กับเชลซีต่อ(แต่…)

SPORTDesk. Team

ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา เชลซี คือหนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพอสมควร ในส่วนของทีมงานที่จะต้องกลับมายกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นมากกว่าเดิม จากที่ฤดูกาลก่อน จบอันดับ 5 พลาดไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อันเป็นเหตุให้อันโตนีโอ คอนเต้ กุนซืออิตาเลียนต้องแยกทางจากกันไป

Story

เป๊ป : ชัยชนะ 9-0 แปลว่าเราเข้าชิงลีก คัพแล้ว

SPORTDesk. Team

ฟุตบอลลีก คัพ รอบรองฯ นัดแรกที่เอติฮัด สเตเดี้ยม จบลงด้วยชัยชนะอันถล่มถลายของแมนฯซิตี้ เจ้าถิ่น ที่ยำเบอร์ตัน อัลเบี้ยน ตัวแทนจากลีกวัน ถึง 9-0 โดยกราเบรียล เฆซุส ระเบิดฟอร์มคนเดียวยิง 4 ประตู ส่วนอีก 5 ประตู เป็นผลงานการแบ่งสรรปันส่วน ของ เควิน เดอ บรอยน์ , โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้,ฟิล โฟเด้น,ไคลน์ วอร์กเกอร์ และ ริยาด มาห์เรซ