เปรู : 44 ปีที่รอคอย

4 July 2019
381 VIEWS

หากจะกล่าวถึงฟุตบอลจากทวีปอเมริกาใต้ แน่นอนว่าใครหลายคนอาจจะนึกถึง บราซิล, อาร์เจนติน่า 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่พี่เบิ้มของทวีป 

ลำดับต่อๆ มา อาจจะเป็นจอมโหด อุรุกวัย อดีตแชมป์โลก 2 สมัย, โคลอมเบีย ม้ามืดในทุกๆ ทัวร์นาเมนต์ที่ลงแข่ง, ชิลี ที่เคยมีสุดยอดนักฟุตบอลอย่าง มาร์เซโล ซาลาส, อิวาน ซาโมราโน่ หรือในยุคใหม่ๆ มีแข้งดัง อาทิ อาร์ตูโร่ วิดัล กับ อเล็กซิส ซานเชส และปารากวัย ที่เคยมีสุดยอดผู้รักษาประตูอย่าง โฮเซ่ หลุยส์ ชิลาเวิร์ต หรือกองหน้ามีคลาสอย่างโรเก้ ซานตา ครูซ

ส่วนชื่อของทีมชาติ “เปรู” คงจะเป็นลำดับท้ายๆ ที่ใครนึกถึง

อย่างไรก็ตาม ในศึกโคปา อเมริกา 2019 ณ แผ่นดินแซมบ้า เปรู ภายใต้การคุมทีมของ ริคาร์โด้ กาเรก้า สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ด้วยการทะลุเข้าชิงฯ ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้ ด้วยการปราบ ชิลี แชมป์เก่า ด้วยสกอร์ขาดลอย 3-0 ในรอบรองฯ ที่ ปอร์โต้ อัลเลเกร 

นับเป็นการสิ้นสุดการรอคอยการเข้าชิงฯ ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในรอบ 44 ปี หลังจากครั้งสุดท้ายที่ เปรู ได้เข้าชิงฯในรายการใหญ่คือ โคปา อเมริกา 1975 ที่ครั้งนั้น เปรู จบด้วยการเป็น “แชมป์” จากการโค่น โคลอมเบีย ในยุคทศวรรษ 1970s 

สำหรับในเวทีฟุตบอลระดับชาติ เปรู ไม่เคยโดดเด่นใดๆ เลย เพราะในฟุตบอลโลก เปรู เคยไปรอบสุดท้าย 5 ครั้ง ในปี 1930, 1970, 1978, 1982 และ 2018 ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดคือการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 1970 

ส่วนผลงานในอดีตของโคปา อเมริกา เปรู เคยเป็นแชมป์มาแล้ว 2 ครั้ง แต่นั่นมันคือเรื่องราวในอดีตกาลที่ไกลแสนไกลและนานแสนนาน โดยในปี 1939 และ 1975 ซึ่งปี 1975 คือครั้งสุดท้ายที่ “ลอส อินคา” ได้เฉิดฉายในรายการระดับใหญ่ 

หากลองเจาะลึกฟอร์มของ เปรู ในทัวร์นาเมนต์นี้ ภายใต้แท็กติกส์ของ ริคาร์โด้ กาเรก้า อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่า พวกเขาต้องนับว่าเป็น “ม้านอกสายตา” อย่างแท้จริง

เพราะในรอบแรก พวกเขากระท่อนกระแท่น เจียนอยู่เจียนไป จากการเสมอ เวเนซูเอล่า 0-0, นัดที่ 2 เปรู ชนะ โบลิเวีย 3-1 และนัดสุดท้ายโดนบราซิล เจ้าภาพถล่มยับเยินไม่ปรานี 5-0 แต่ เปรู ก็เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ในฐานะอันดับ 3 ที่ผลงานที่ดีที่สุด 2 ทีม

จากนั้นรอบ 8 ทีม พวกเขายัน อุรุกวัย ที่เหนือกว่าทุกกระบวนท่า ก่อนจะจบด้วยสกอร์ 0-0 และเปรูดวลจุดโทษเอาชนะมาได้  ซึ่ง หลุยส์ ซัวเรส กองหน้าอุรุกวัยคือคนเดียวที่ผิดหวังชอกช้ำจากการพลาดจุดโทษ และจากนั้นในรอบรองฯ เปรู ก็ยังสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่อีกครั้ง จากการชนะ ชิลี ขาดลอย 3-0 

ทีมชาติเปรูชุดนี้ แทบจะไร้นักเตะที่ค้าแข้งในยุโรปกับสโมสรชั้นนำ โดยมี เปาโล เกร์เรโร่ อดีตกองหน้าบาเยิร์นและฮัมบวร์กในวัย 35 ปี เป็นผู้นำกัปตันทีม และมี เจฟเฟอร์สัน ฟาร์ฟาน อดีตกองหน้าพีเอสวี, ชาลเก้ แต่ปัจจุบันอยู่กับ โลโคโมทีฟ มอสโก ในรัสเซีย ในวัย 34 ปี เป็นผู้ช่วยในแดนหน้า 

ขณะที่กองกลางมีตัววัยรุ่นอย่าง เอดิสัน ฟลอเรส วัย 25 ปีจากสโมสรโมเรเลีย ในเม็กซิโก เป็นตัวปั้นเกมรุก ซึ่งหากจบทัวร์นาเมนต์นี้ มีแววว่า เขาอาจจะได้โยกย้ายไปค้าแข้งในทวีปยุโรป จากฟอร์มการปั้นเกมที่น่าจับตามอง

การโคจรมาพบกับ บราซิล อีกครั้งในรอบชิงฯในรอบ 2 สัปดาห์ หลังจากเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา พวกเขาโดนบราซิลเรียงหน้ายิง 5 ประตูรวดจาก คาเซมิโร่, โรแบร์โต้ ฟิร์มีโน่, เอเวอร์ตอน,ดานี่ อัลเวส และ วิลเลี่ยน 

อย่างไรก็ตาม นัดชิงฯ โคปา อเมริกา ในวันที่ 7 กรกฏาคมนี้ ทุกฝ่ายคงจะฟันธงลงไปแล้วว่า เปรู เป็นรอง บราซิล ทุกกระบวนท่า แต่มันคงก็จะไม่เป็นหนังม้วนเดิมแบบที่สู้ไม่ได้อีกแล้ว 

เพราะเมื่อถึงนัดชิงฯ เปรู คงจะสู้สุดหัวใจให้สมกับ 44 ปีที่พวกเขารอคอยกันมานาน ส่วนผลลัพธ์เป็นอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที