รายได้ ‘ผี v หงส์’ ช่องว่างที่กำลังเป็นช่องแคบ

26 September 2019
1,940 VIEWS

ท่ามกลางวิกฤติผลงานและฟอร์มในสนาม แต่แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคง “ยืนหนึ่ง” เสมอในการหาเงินเข้ากระเป๋า หลังจากพราวด์ลี่ พรีเซนต์ เปิดเผยรายได้สำหรับฤดูกาล 2018/19 ว่ามีตัวเลขสูงถึง 627 ล้านปอนด์ 

เป็นเรคคอร์ด สถิติใหม่ของสโมสร 

  แม้ว่าฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด สอบตกในทุกๆ เวที พรีเมียร์ ลีกได้แค่อันดับ 6  ขณะที่ตกรอบแปดทีมทั้งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับเอฟเอ คัพ 

ส่วนลีก คัพ หรือคาราบาว คัพ โดนทีมต่ำดิวิชั่นกว่าอย่างดาร์บี้ บุกขวิดถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ตั้งแต่ก้าวแรก

กระทั่งอดีตกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ อยู่ไม่ได้ต้องถูกเชือดกลางอากาศหนึ่งสัปดาห์ก่อนคริสต์มาส

แต่ในสนามก็ส่วนหนึ่ง นอกสนามเป็นอีกเรื่อง เอ็ด วู้ดเวิร์ด ยังเก่งในการหาสปอนเซอร์ใหม่ๆ ทั่วโลกมาสนับสนุนสโมสรได้มากกว่า 10 เจ้า ขณะที่ฐานแฟนบอลขยับเพิ่มป็น 1.1 พันล้านคน 

ตัวเลขรายได้ 627 ล้านปอนด์  ที่เป็นกำไรเกือบ 186 ล้าน ตอกย้ำว่าเสาเข็มของแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงแข็งแกร่งถึงไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก จนเข้าสู่ปีที่ 7 แล้วก็ตาม

ขณะเดียวกัน แม้ทีมคู่ปรับอย่างลิเวอร์พูล ยังไม่ได้ประกาศผลประกอบการของฤดูกาลที่แล้ว แต่ตัวเลขล่าสุดที่ทำไว้ 455 ล้านปอนด์ ในซีซั่น 2017/18 น่าจะช่วยอ้างอิงสำหรับตัวเลขใหม่ 

และว่ากันว่ามีลุ้นแตะหลัก 500 ล้านปอนด์เป็นครั้่งแรก 

รายได้ก้อนใหญ่เมื่อสองฤดูกาลก่อน มาจากการเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก กับค่าตัว 142 ล้านปอนด์ของฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ย้ายไปบาร์เซโลน่า

ปีที่แล้วอาจไม่มีการขายนักเตะในระดับร้อยล้าน แต่ผลงานด้านอื่นของลิเวอร์พูล ดีขึ้นชัดเจน

โดยปกติ สโมสรฟุตบอลมีรายได้หลักมาจาก 3 ทาง หนึ่งคือผลงานของทีม 

สอง ค่าตั๋วในวันแข่งหรือแมตช์เดย์

และสาม สปอนเซอร์รวมถึงการขายสินค้า ซึ่งนักเตะก็ถือเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง

ถ้าเทียบรายได้หลักทางแรก ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ กระโดดจากอันดับสี่ในพรีเมียร์ ลีก 17/18 ขึ้นมาจบรองแชมป์แบบห่างแค่แต้มเดียว

บนเวทียุโรป แก้ตัวจากความผิดหวังที่เคียฟ ด้วยการคว้าแชมป์ และที่สำคัญ ยูฟ่าเพิ่งเริ่มต้นสัญญาใหม่ปีแรกกับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

แน่นอนว่าเงินส่วนนี้อู้ฟู้กว่าเดิม

รายได้ทางที่สอง อาจใกล้เคียงตัวเลขเดิมหลังจากต่อเติมอัฒจันทร์ฝั่งเมน สแตนด์ และเปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2016 ทำให้แอนฟิลด์ ขยายความจุจาก 45,000 เป็น 54,000 

เมื่อห้าปีก่อน ลิเวอร์พูล เคยรับทรัพย์อยู่แค่ 45 ล้านปอนด์ จากรายได้ต่างๆ ในแมตช์เดย์ แต่ฤดูกาล 2017/1 ยอดเงินส่วนนี้พุ่งกระฉูดเป็น 81 ล้านปอนด์

คิดแบบไม่โลภเกินไป ซีซั่นที่ผ่านมาก็น่าจะพอกัน

โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคตเมื่อโปรเจคท์ต่อเติมฝั่งแอนฟิลด์ โร้ด เดินหน้าเพื่อรองรับแฟนบอลได้มากกว่า 6 หมื่นคน

รายได้ส่วนที่สาม ลิเวอร์พูล กำลังรอเก็บผลผลิตจากผลงานในสนามที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสโมสร และดึงดูดเหล่าสินค้าให้เข้ามาสนับสนุน

โดยเฉพาะที่เห็นผลทันตา คือการแย่งสิทธิ์สปอนเซอร์เสื้อผ้าระหว่างแชมป์เก่า นิว บาลานซ์ กับผู้ท้าชิงอย่างไนกี้ ที่กำลังเดือดถึงพริกถึงขิง

แว่วว่าใครก็ตามที่ได้เซ็นสัญญาผลิตชุดแข่งให้ลิเวอร์พูล คงต้องทำลายสถิติอังกฤษ ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่รับทรัพย์ปีละ 75 ล้านปอนด์จากอาดิดาส

พูดถึงแบรนด์เยอรมันค่ายนี้ เข้าใจว่าคงอยากตีอกชกหัวตัวเองที่ดันเลือกปล่อยลิเวอร์พูล หลุดมือไปเมื่อปี 2012 

ทั้งที่ความจริง มีสายสัมพันธ์ร่วมหัวจมท้ายกันมายาวนานหลายสิบปี 

แต่พอถึงนาทีต้องตัดสินใจว่าจะต่อสัญญาออกไปหรือไม่ อาดิดาส กลับมองว่าลิเวอร์พูล ในยุคของเคนนี่ ดัลกลิช คือแบรนด์ตกกระป๋องหลังจบอันดับ 8 ในพรีเมียร์ ลีก อดไปเล่นถ้วยยุโรป เป็นครั้่งแรกในรอบ 12 ปี

อาดิดาส ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามูลค่าของสโมสร กับผลงานที่จับต้องได้ในสนาม สวนทางกันโดยสิ้นเชิง 

ขณะที่ลิเวอร์พูล ยืนยันหนักแน่นในความแข็งแกร่งของแบรนด์ โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคเอเชีย และทั่วโลก 

หลังจากถูกอาดิดาสบอกเลิก หงส์แดงก็เชิดหน้าสะบัดบ็อบใส่ แล้วไปเซ็นสัญญากับวอร์ริเออร์ สปอร์ตส์ ซึ่งเป็นค่ายในเครือของนิว บาลานซ์ ด้วยมูลค่าปีละ 25 ล้านปอนด์ 

ก่อนยกระดับขยับมาเซ็นกับค่ายแม่ พร้อมปรับปรุงสัญญาใหม่ปีละ 45 ล้านปอนด์ถึงปัจจุบัน 

และมันกำลังจะหมดลงในเดือนพฤษภาคมปีหน้า โดยที่สถานภาพของลิเวอร์พูล ณ วันนี้ ไม่ใช่แบรนด์ตกกระป๋องอย่างที่อาดิดาส เคยมองเหยียด 

ตรงข้ามด้วยซ้ำ เพราะนิว บาลานซ์ ประกาศรบกับไนกี้ ทุกราคา แม้กระทั่งความพยายามผลักดันมูลค่าให้สูงถึง 80 ล้านปอนด์ต่อปี 

ผิดกับอาดิดาส ที่ต้องเจอเรื่องตลกร้าย หลังตัดสินใจผละจากหงส์แดง แล้วโผไปซบแมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2014 ทำสัญญากันสิบปี มูลค่า 750 ล้านปอนด์

กลายว่าคิดผิด ชีวิตเปลี่ยน 

สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง แบรนด์ดังระดับโลกก็ย่อมรู้ผิด ไม่มีข้อยกเว้น

ถ้าฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด หลุดท็อปโฟร์ อดไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นปีที่สองติดต่อกัน รายได้ปีละ 75 ล้านจากอาดิดาส จะลดลงถึง 30 เปอร์เซนต์ตามเงื่อนไขที่เคยตกลงกันไว้ 

ส่วนลิเวอร์พูล ถ้าดูจากมาตราฐานทีมเวลานี้ เป้าหมายในพรีเมียร์ ลีก น่าจะมีแค่สองอย่าง ไม่แชมป์ก็รองแชมป์

นั่นหมายถึงการันตีโควตาไปลุยชปล. ต่อในฤดูกาลหน้า

วิเคราะห์กันว่ารายได้ในปีล่าสุด (2018/19) ระหว่างแมนฯ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล ยังห่างกันอยู่ราวๆ 135 ล้านปอนด์ (ปีศาจแดง 627 ล้าน และถ้าหงส์ได้แตะๆ 500 ล้าน) 

แต่ถ้าผลงานทั้งสองทีมยังสวนทางกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจไม่เกิน 3 ปี ลิเวอร์พูล มีโอกาสแซงหน้าได้ในที่สุด

และนั่นอาจเป็นหายนะของแมนฯ ยูไนเต็ด โดยสมบูรณ์แบบ