ปีแห่งการคัมแบ็คของ “มารินอส” กับเหตุผลที่จะ “แชมป์” หรือ “ช้ำ”

ฟุตบอล “เจลีก1” ลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของการแข่งขันกันแล้ว โดยในสุดสัปดาห์นี้จะเป็นการแข่งขันเกมที่ 33 ซึ่งถือเป็นเกมรองสุดท้ายของฤดูกาล

อย่างไรก็ดี แม้จะแข่งขันกันผ่านพ้น 32 เกมไปแล้ว แต่บทสรุปสำคัญอย่างทีมที่จะได้แชมป์หรือทีมที่จะตกชั้นก็ยังไม่มีคำตอบตายตัวแต่อย่างใด และนั่นทำให้ฤดูกาล 2019 เป็นฤดูกาลที่ฟุตบอลเจลีก 1 มีความเข้มข้นที่สุดฤดูกาลหนึ่งในประวัติศาสตร์

โดยสถานการณ์ที่น่าติดตามมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสถานการณ์ “ลุ้นแชมป์” ที่มีถึง 3 ทีมที่ขับเคี่ยวกันในปีนี้ คือจ่าฝูง “กะลาสี” โยโกฮามะ มารินอส ที่มี 64 แต้ม , รองจ่าฝูง “แก็สแมน” เอฟซี โตเกียว ที่มี 63 คะแนน และ “กวางเขาเหล็ก” คาชิมะ แอนท์เลอร์ส อันดับ 3 ที่มี 60 คะแนน

แน่นอนว่าสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยผมเชื่อเหลือเกินครับว่าจะต้องเอาใจช่วยทัพขุนพลกะลาสี โยโกฮามะ มารินอส ให้คว้าแชมป์ฟุตบอลเจลีก1ให้ได้ครั้งแรกในรอบ 15 ปี ของสโมสร หลังได้แชมป์ครั้งสุดท้ายในปี 2004

เหตุผลคืออยากเห็นดาวเตะขวัญใจชาวไทยอย่าง ธีราทร บุญมาทัน ซึ่งค้าแข้งอยู่กับทัพกะลาสีประสบความสำเร็จได้ชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของญี่ปุ่นสักครั้ง ซึ่งถือเป็นความยิ่งใหญ่ และจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการฟุตบอลไทยที่จะมีนักเตะเลือดเนื้อเชื้อไขชาวสยามคนแรกคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของแดนอาทิตย์อุทัย

ไม่น่าเชื่อนะครับจากทีมที่จบด้วยอันดับ 12 โดยมีแต้มเท่ากับทีมอันดับ 16 ที่ต้องไปเล่นเพลย์ออฟหนีตกชั้น เมื่อปี 2018 จะพุ่งทะยานกลับขึ้นมาเป็นจ่าฝูงเจลีก1 และเป็นทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์มากที่สุด ณ เวลานี้

จะเรียกว่าเป็นปีแห่งการคัมแบ็คของ โยโกฮามะ มารินอสก็คงไม่เป็นการพูดเกินจริงไป

เบื้องหลังสำคัญสำหรับการกลับมาของทัพกะลาสีในปีนี้ก็คือ “อังเก พอสเตโคกลู” กุนซือวัย 54 ปีชาวออสเตรเลีย

อดีตกุนซือผู้เคยพา ออสเตรเลีย คว้าแชมป์เอเชี่ยนคัพเมื่อปี 2015 เข้ามารับหน้าที่คุมทัพกะลาสีเมื่อเดือนมกราคมปี 2018 และเริ่มสร้างทีมของเขาด้วย”ปรัชญา” หรือ “สไตล์” ที่เขาชื่นชอบนั่นคือการเน้นเกมรุก

อย่างไรก็ตามปรัชญาการเล่นของกุนซือวัย 54 ปี ก็นำมาซึ่งผลงานที่ดี และไม่ดีในขวบปีเดียวกัน ทั้งการสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย เจลีกคัพ ได้ ก่อนจะพ่ายแพ้ โชนัน เบลมาเร่ ในรอบชิงชนะเลิศ หรือการพาทีมเผชิญสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะต้องตกชั้น

ในขณะที่เกมบุกมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมทำประตูได้มากถึง 56 ประตู เป็นรองเพียงแชมป์ในปี 2018 อย่าง คาวาซากิ ฟรอนทาเล เท่านั้น แต่เกมรับก็เสียประตูมากถึง 56 ประตู มากสุดรองจาก วีวาเรน นางาซากิ ทีมอันดับสุดท้ายเช่นกัน

บางทีเหตุผลอาจจะมาจากขุมกำลังของ โยโกฮามะ มารินอสเมื่อปีก่อน ที่กุนซือวัย 54 ปียังไม่มีโอกาสได้ เลือกสรรมากนักดูเหมือนจะยังไม่ตอบโจทย์ปรัชญาและสไตล์การเล่นเกมรุกที่กุนซือวัย 54 ปีต้องการวางให้ทีม ที่แม้จะเน้นเล่นเกมรุกแต่เกมรับก็ต้องช่วยกันเล่นทั้งทีมเช่นกัน ดังนั้นจึงดูเหมือนทีมไม่มีความสมดุลและลงตัว

ฉะนั้นเมื่อย่างก้าวเข้าสู่ฤดูกาล 2019 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ในการคุมทีม กุนซือวัย 54 ปี จึงเปลี่ยนแปลงขุมกำลังของทีมให้เข้ากับปรัชญาและสไตล์การเล่นที่เขาวางให้แก่ทีมมากยิ่งขึ้น ด้วยการผ่องถ่ายผู้เล่นที่ไม่เข้ากับปรัชญาทำทีมของเขาออกไป และดึงผู้เล่นที่มีคาแรคเตอร์เข้ากับปรัชญา และสไตล์การเล่น ซึ่งเขาวางให้แก่ทีม เข้ามาเติมเต็มและทำงานร่วมกับกลุ่มผู้เล่นเดิมที่เป็นแกนหลักของทีม เพื่อสร้างความแน่นอนในการเล่นของทีมทั้งเกมรุก และเกมรับให้มีความสมดุลมากขึ้น

โดยขุมกำลังนักเตะที่ พอสเตโคกลู เลือกสรรเข้าสู่ทีมก็ใม่ใช่ผู้เล่นที่มีชื่อชั้นมากมาย เนื่องจากเขาทราบดีว่าทัพกะลาสีนั้นไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถังหากเปรียบเทียบกับทีมอื่นร่วมลีก แต่เป็นผู้เล่นที่สามารถตอบโจทย์ปรัชญาการเล่นของเขาได้ และพร้อมจะเล่นเป็นทีมตามที่เขาต้องการ จนส่งผลให้ทัพกะลาสีทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแบบก้าวกระโดดในฤดูกาลนี้

ดาวเตะบราซิลอย่าง มาร์กอส จูเนียร์ , เอดิกา จูนิโอ ที่ถูกดึงตัวมาตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล หรือ เอริค กับ มาเธอัส ที่ดึงมาในครึ่งฤดูกาลหลัง ล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์กับปรัชญาและสไตล์การเล่นของกุนซือวัย 54 ปี ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมาร์กอส จูเนียร์ ที่กลายเป็นดาวเตะคนสำคัญของทีมโดยทำไป 15 ประตูนำเป็นดาวซัลโวของเจลีก1 อยู่ในขณะนี้

รวมทั้งการดึงแบ็คซ้ายขวัญใจชาวไทยอย่าง ธีราทร บุญมาทัน มาแทนการสูญเสีย ริวสุเกะ ยามานากะ แบ็คซ้ายตัวเก่งของทีมที่ย้ายไปอยู่กับ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ ซึ่งถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ “ถูกจุด” เพราะ ธีราทร กลายมาเป็นกำลังสำคัญของทีมทั้งเกมรับและเกมรุก ทำไป 2 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ จนทำให้ตำแหน่งที่คาดว่าจะเป็น “จุดอ่อน” ในตอนแรกกลายเป็น “จุดแข็ง” ของทีมอย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากนั้นดาวเตะที่ พอสเตโคกลู เลือกไว้เป็นเป็นแกนหลักของทีมอย่าง เทรุฮิโตะ นะคะงะวะ , ทาคุยะ คิดะ หรือ ทาเคฮิโระ โอกิฮะระ รวมทั้ง ชินโนะสุเกะ ฮะทะนะกะ ปราการหลังที่ถูกดันขึ้นมาแทน ยูจิ นะงะซะวะ ดาวเตะระดับตำนานของทีมที่ประกาศเลิกเล่นไปหลังจบฤดูกาล 2018 ก็สามารถทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม

โดยเฉพาะ นะคะงะวะ ที่เมื่อได้คู่หูอย่าง มาร์กอส จูเนียร์ เข้ามาประสานงานด้วยก็ทำให้ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างมากในฤดูกาลนี้ โดยทำไปแล้ว 13 ประตู และแอสซิสต์มากสุดของเจลีก 9 ครั้ง ส่วน ฮะทะนะกะ ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกลายเป็นปราการหลังตัวหลักของทีม และทำให้ทีมมีเกมรับที่แข็งแกร่งมากขึ้นโดยเจ้าตัวเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ลงสนามให้กับ โยโกฮามะ มารินอส ครบ 32 เกม 2880 นาที รวมทั้งมีชื่อติดทีมชาติญี่ปุ่นแล้วด้วย

การเปลี่ยนแปลงทีมของ พอสเตโคกลู ทำให้ มารินอส กลายเป็นเป็นทีมที่มีสมดุล และเล่นได้แน่นอนมากขึ้นทั้งเกมรุกและเกมรับ เป็นทีมที่เล่นฟุตบอลเป็นทีมมากกว่าพึ่งความสามารถเฉพาะตัวของใครคนใดคนหนึ่งตามปรัชญาและสไตล์การเล่นที่กุนซือวัย 54 ปีวางให้แก่ทีม และผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือการนำเป็นจ่าฝูงของลีกในขณะนี้ ด้วยการทำประตูได้ถึง 61 ประตู มากที่สุดในลีก และเสียเพียง 37 ประตูเท่านั้น

และที่สำคัญคือแชมป์อยู่ในมือของพวกเขาแล้วขอเพียงเก็บชัยชนะได้ในทั้ง 2 เกมที่เหลือ ที่จะต้องทำศึก “คะนะงะวะ ดาร์บี้” กับ คะวะซะกิ ฟรอนทาเล ทีมอันดับ 4 ที่ยังคงต้องการ 3 คะแนนเพื่อลุ้นแย่งชิงพื้นที่ไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าในสุดสัปดาห์นี้ และเปิดบ้านรับ เอฟซี โตเกียว คู่แข่งแย่งแชมป์โดยตรงในเกมสุดท้ายสัปดาห์หน้า

ซึ่งโอกาสที่ โยโกฮามะ มารินอส จะทำได้มีสูงทีเดียว เนื่องจากฟอร์มของพวกเขากำลังอยู่ในช่วงที่ดี และมีมาตรฐานความแน่นอนสูงมาก บวกกับสภาพจิตใจที่ฮึกเหิมและเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจจากผลงานที่สุดยอดไม่แพ้ใครมาแล้ว 9 เกมติดต่อกันในลีก หลังจากแพ้ครั้งสุดท้ายกลางเดือนสิงหาคม โดยจาก 9 เกมเป็นชัยชนะถึง 8 เกม

ขณะที่คู่แข่งในทั้ง 2 เกมที่เหลืออย่าง คะวะซะกิ ฟรอนทาเล และ เอฟซี โตเกียว ต่างมีฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวา มีสะดุดพลาดเสมอและแพ้แบบไม่น่าแพ้บ่อยครั้ง ดังนั้นด้วยฟอร์มปัจจุบันทัพกะลาสีจึงดูเป็นต่อและมีโอกาสจะเก็บชัยชนะได้มากกว่า

นอกจากนั้นการสะดุดของคู่ต่อสู้แย่งแชมป์ใน 2 เกมที่เหลือก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งผลให้โยโกฮามะ มารินอส ไปสู่แชมป์เจลีกในปีนี้

โดยเฉพาะ เอฟซี โตเกียว ที่สัปดาห์ที่ผ่านมาพลาดท่าอย่างไม่น่าเชื่อทำได้แค่เปิดบ้านไล่ตีเสมอ โชนัน เบลมาเร่ ทีมท้ายตารางหนีตกชั้น และมีโอกาสจะพลาดอีกครั้งในสัปดาห์นี้

แม้ฤดูกาลนี้ เอฟซี โตเกียว จะเล่นเกมในบ้านได้อย่างยอดเยี่ยมชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 3 แต่การเผชิญหน้ากับอุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ นั้นพวกเขาเหมือน “แพ้ทาง” โดยเกมในบ้านที่พบกับ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ 5 ฤดูกาลหลังสุด พวกเขาไม่สามารถเอาชนะได้เลย และแพ้ถึง 3 เกม ยิ่งเกมสัปดาห์นี้ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ ต้องการ 3 คะแนนเพื่อถีบตัวเองให้พ้นจากโซนตกชั้น และไม่มีภารกิจในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้สมาธิของพวกเขาจดจ่ออยู่กับเกมนี้เป็นพิเศษ และอาจจะบุกมายัดเยียดความปราชัยให้แก่ เอฟซี โตเกียว ถึงถิ่นได้อีกครั้ง

ซึ่งหากสัปดาห์นี้ โยโกฮามะ มารินอส บุกไปพิชิต คะวะซะกิ ฟรอนทาเล ได้ถึงถิ่น และ เอฟซี โตเกียว เปิดบ้านแพ้ให้กับ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ ทัพกะลาสีก็จะได้แชมป์เจลีก1ในฤดูกาลนี้ไปครอบครองทันที โดยไม่ต้องรอลุ้นในสัปดาห์สุดท้ายอีกต่อไป

ทว่าหากผลการแข่งขันไม่ลงเอยดังนี้ และจบลงด้วยการเสมอทั้ง 2 คู่หรือ โยโกฮามะ มารินอส พ่ายแพ้ และ เอฟซี โตเกียวชนะ ทัพกะลาสีก็ยังมีเกมนัดสุดท้ายให้ได้ลงเล่นในบ้าน

โดยหากผลการแข่งขันเกมที่ 33 ในสุดสัปดาห์นี้จบลงแล้ว โยโกฮามะ มารินอส ยังมีแต้มนำหน้า เอฟซี โตเกียว พวกเขาก็ต้องการเพียงแค่ผลเสมอเท่านั้นในเกมสุดท้าย แต่หาก โยโกฮามะ มารินอส เป็นฝ่ายมีคะแนนตามหลัง แน่นอนว่าผลการแข่งขันที่พวกเขาต้องการจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากชัยชนะ

ซึ่งมีโอกาสที่ โยโกฮามะ มารินอส จะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะด้วย เนื่องจากผลงานในบ้านปีนี้ต้องของทัพกะลาสีร้อนแรงมากๆ ชนะ 11 เสมอ 3 และแพ้ 2 เกมเท่านั้น ส่วนผลงานของเอฟซี โตเกียว ในการออกไปเยือนทีมท้อป 4 เจลีก ก็ไม่ค่อยสู้ดี แพ้ คาชิมะ แอนท์เลอร์ กับเสมอ คะวะซะกิ ฟรอนทาเล แบบทำประตูไม่ได้

อย่างไรก็ดีแม้จะเต็มเปี่ยมด้วยโอกาสที่จะคว้าแชมป์ ทว่ามันก็มีเหตุผลที่แชมป์ในมือของโยโกฮามะ มารินอส จะหลุดลอยจากมือเช่นกัน

แม้ฟอร์ม ณ ปัจจุบันของทัพกะลาสีจะดูดีจัดจ้านเหนือกว่าคู่ต่อสู้ที่ต้องเผชิญหน้าใน 2 เกมสุดท้าย ทว่าจากสถิติที่ผ่านมาดูเหมือนมันจะไม่ใช่เรื่องง่ายในการเผชิญหน้ากับทั้ง คะวะซะกิ ฟรอนทาเล และ เอฟซี โตเกียว

โดยโยโกฮามะ มารินอส สามารถเก็บชัยชนะในการออกไปเยือน คะวะซะกิ ฟรอนทาเล ในเกมลีกได้หลังสุดคือเมื่อฤดูกาล 2015 และพ่ายแพ้ในการไปเยือน คะวะซะกิ ฟรอนทาเล ใน 3 ฤดูกาลหลังสุด

ส่วนการเผชิญหน้ากับ เอฟซี โตเกียว นับตั้งแต่ อังเก พอสเตโคกลู เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีม โยโกฮามะ มารินอส ทัพกะลาสี พ่ายแพ้ต่อ แก็สแมน ทั้ง 3 เกมที่เจอกันในลีกสูงสุดและเสียไปถึง 10 ประตู

สถิติดังกล่าวจึงน่าเป็นห่วง โยโกฮามะ มารินอส ในการสู้ศึกเจลีก 1 ทั้ง 2 เกมที่เหลือ และทำให้มีโอกาสที่ทัพกะลาสีจะทำแชมป์ในมือหลุดลอยไปได้เช่นกันหากพ่ายแพ้ในทั้ง 2 เกม

และในขณะที่ โยโกฮามะ มารินอส กับ เอฟซี โตเกียว มีอันต้องตัดแต้มกันเอง และต้องเจอกับคู่แข่งที่ดูเหมือนจะแพ้ทาง “ตาอยู่” อย่าง คาชิมะ แอนท์เลอร์ส ก็รอที่จะขึ้นมาเสียบเข้าป้ายคว้าแชมป์ได้เช่นกัน

ด้วยโปรแกรมในอีก 2 เกมที่เหลือของทีมกวางเขาเหล็กไม่ได้ลำบากยากเย็นเมื่อเทียบกับทั้งทัพกะลาสีและทัพแก็สแมน เมื่อพวกเขาต้องเจอกับทีมกลางตารางที่ไม่ได้มีลุ้นอะไรแล้วอย่างการเปิดบ้านรับ วิสเซล โกเบ และออกไปเยือน นาโงยะ แกรมปัส หากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะได้ในทั้ง 2 เกมแล้ว โยโกฮามะ มารินอส กับ เอฟซี โตเกียว พลาดท่าพวกเขาก็มีโอกาสจะแซงขึ้นมาคว้าแชมป์ได้เช่นกัน อีกทั้งพวกเขายังได้เปรียบเรื่องผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าทั้ง 2 ทีมด้วย

น่าติดตามครับว่าในท้ายที่สุดการคัมแบ็คกลับมาในปีนี้ของ โยโกฮามะ มารินอส จะลงเอยด้วยความสำเร็จกับแชมป์เจลีก1 ที่พวกเขารอคอยมา 15 ปี หรือจบแบบไม่สวยด้วยการพลาดแชมป์ทั้งที่แชมป์อยู่ในมือของพวกเขาแล้วจาก 2 เกมสุดท้าย

อีกไม่นานเกินรอเราจะได้ทราบกันครับ

สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยสามารถติดตามเอาใจช่วย ธีราทร บุญมาทัน สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เจลีก1ได้ รวมทั้งติดตามการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์เจลีกที่สุดมันส์ผ่านทางทรูวิชั่นส์ โดยสัปดาห์นี้ทรูวิชั่นส์ถ่ายทอดสดฟุตบอลเจลีก1 ทั้ง 3 ทีมลุ้นแชมป์ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน

คาวะซะกิ ฟรอนทาเล พบ โยโกฮามะ มารินอส เวลา 12.00 น. ช่องทรูสปอร์ต เอชดี 2 (667)

เอฟซี โตเกียว พบ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ เวลา 12.00 น. ช่องทรูสปอร์ต เอชดี 3 (668)

คะชิมะ แอนท์เลอร์ส พบ วิสเซล โกเบ เวลา 12.00 น. ช่องทรูสปอร์ต 6 (685)


MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,323 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,917 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,091 ครั้ง

RELATED POSTS

Thought

เทร็ก 10,000 กิโลเพื่อเธอคนเดียว ‘ฟุตบอล’

ลูกแม่กิ่ง

หนึ่งในสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของฟุตบอลคือเรื่องราวทำนอง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก เรื่องราวที่น่ามหัศจรรย์ของ คนธรรมดาๆ ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากความรักที่มีต่อเกมฟุตบอล

Thought

CR7 กับย่างก้าวใหม่ของยูเว่

มาริโน่

เป็นความบังเอิญที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถูกเปิดตัวเป็นขุนพลคนใหม่ของยูเวนตุส ในสัปดาห์เดียวกับอดีตกุนซืออย่างอันโตนิโอ คอนเต้ โดนเชลซีสั่งเชือดโหดเหี้ยม

Story

เบียงกา อันดรีสคู กับแรงบันดาลใจจาก ‘เช็คปลอม’ สู่แชมป์ยูเอส โอเพ่น

SPORTDesk. Team

แรงบันดาลใจของผู้คนเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งทุกอย่างมากมายไม่มีข้อจำกัด บางคนอาจเฝ้ามองคนที่เป็นขวัญใจ บางคนอาจได้พลังจากคนที่อยู่รอบกาย จากการเฝ้ามองธรรมชาติ หรืออะไรก็ตาม