ลอฟเรน ย้ายหรืออยู่ ?

17 August 2019
622 VIEWS

ในบรรดากองหลังและแนวรับที่เป็นมรดกตกทอดจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังเหลือรอดมาถึงทีมชุดนี้ของ เจอร์เก้น คล็อปป์  อยู่แค่สองคน 

หนึ่งคือ เดยัน ลอฟเรน อีกหนึ่งได้แก่ โจ โกเมซ ที่ย้ายมากลางปี 2015 ไม่กี่เดือนก่อน ร็อดเจอร์ส โดนเลื่อยขาเก้าอี้ 

ถ้ายกเว้น โกเมซ ในฐานที่เข้าใจว่าไม่มีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับแผงหลังยุคที่รั่วปรุผุพัง เสียประตูฤดูกาลละ 40-50 ลูกเป็นสม่ำเสมอภายใต้อดีตกุนซือชาวไอริช ก็เท่ากับว่าคงจะเหลือแต่ลอฟเรน เท่านั้น

และหากแหล่งข่าวจากอิตาลี ไม่ขี้จุ๊ขี้ตั๋วขี้ฮกโกหกแล้วล่ะก็ กองหลังดีกรีรองแชมป์โลก 2018 น่าจะเก็บของออกจากแอนฟิลด์ ก่อนตลาดซื้อขายในยุโรปวอดวายไปพร้อมกับเดือนสิงหาคม

จักเป็นอันปิดฉากเหล่ากองหลังและนายประตูที่เคยสังกัดทีมของร็อดเจอร์ส ในห้วงสามฤดูกาลเต็ม (2012-2015) ลงอย่างสมบูรณ์แบบ

ไล่ตั้งแต่ เจมี่ คาร์ราเกอร์, แดเนียล แอกเกอร์, เซบาสเตียน โกอาเตส, เกล็น จอห์นสัน, โฆเซ่ เอ็นริเก้, มาร์ติน เคลลี่, มาร์ติน สเคอร์เคล, จอห์น ฟลานาแกน, อังเดร วิสดอม, โคโล่ ตูเร่, มามาดู ซาโก้, อาลี ซิสโซโก้, แบรด สมิธ, อัลแบร์โต้ โมเรโน่, ฆาเบียร์ มานกีโญ่  ไปจนถึง เดยัน ลอฟเรน 

และจาก เปเป้ เรน่า, แบรด โจนส์, แดนนี่ วอร์ด มาจบที่ ซิมง มิโญเล่ต์ 

ลอฟเรน จึงนับเป็นสมาชิกคนสุดท้ายภายใต้การทำทีมแบบฟูลซีซั่นของ ร็อดเจอร์ส หลังย้ายจากเซ้าธ์แฮมป์ตัน มาด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ ตอนซัมเมอร์ 2014

เวลานั้น เขามีศักดิ์เป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร 

แต่ถึงกัดฟันทุ่มเม็ดเงินเสริมแนวรับด้วยการซื้อทั้ง ลอฟเรน และโมเรโน่ ในห้วงฤดูร้อนนั้น ลิเวอร์พูล กลับเสียประตูน้อยลงกว่าปีก่อนแค่ 2 ลูก 

จากโดนล่อเป้าถึง 50 ประตูในฤดูกาลที่เข้าป้ายรองแชมป์ 2013/14 ขยับมาเสีย 48 ลูกทั้งที่ผลาญงบไปกว่า 32 ล้านปอนด์

ผิดกับเซ้าธ์แฮมป์ตัน ไม่เพียงฟันกำไรค่าตัวของลอฟเรน สูงกว่า 10 ล้านปอนด์ภายในปีเดียว แต่ยังโกยเงินกระเป๋าตุงจากการขาย ลุค ชอว์ ให้แมนฯ ยูไนเต็ด 27 ล้านปอนด์ และคาลัม แชมเบอร์ส อีก 16 ล้านไปอาร์เซน่อล 

ที่พีกกว่านั้นก็คือเกมรับของทีมนักบุญยังแข็งแกร่งประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียไปแค่ 33 ประตู น้อยสุดเป็นอันดับสองของลีก และแน่นอนว่าน้อยกว่าทั้ง ลิเวอร์พูล (48), แมนฯ ยูไนเต็ด (37) และอาร์เซน่อล (36) 

หลังจากร็อดเจอร์ส โดนปลดกลางอากาศในเดือนตุลาคม 2015 และเจอร์เก้น คล็อปป ถูกเกลี้ยกล่อมให้ตกปากรับเผือกร้อน เกมป้องกันของลิเวอร์พูล ยังคงติดเชื้อเปื่อยยุ่ย  ก่อนจบฤดูกาล 15/16 ด้วยสถิติเสียถึงครึ่งร้อยประตูเหมือนเดิม

กระบวนซ่อมสร้างแนวรับจึงเริ่มต้นนับหนึ่งจากวันนั้น

ซัมเมอร์แรกของคล็อปป์ ที่แอนฟิลด์ เห็นการจากไปแบบเหมาเข่งของบรรดากองหลังอย่าง สเคอร์เทล, เอ็นริเก้, ตูเร่, สมิธ ตามด้วย ติอาโก้ อิลอรี่

ขณะที่ โฌแอล มาติป, รักนาร์ คลาวาน และลอริส คาริอุส ถูกดึงมาเสริม 

ฤดูกาล 16/17 ลอฟเรน กระเถิบฐานะขึ้นเป็นกองหลังเบอร์หนึ่ง ทีมลดการเสียประตูลง แต่จำนวน 42 ลูก หรือเฉลี่ยมากกว่านัดละหนึ่งประตู ยังถือว่าสูงเกินค่ามาตราฐานไปอยู่ดี 

ปลายฤดูกาลนั้นเองที่มีข่าวโยงกับ เวอร์กิล ฟาน ไดค์ แต่เรื่องกลับยุ่งยากไปไกลกว่าที่คิด เมื่อเซ้าธ์แฮมป์ตัน ขู่ฟ้องพรีเมียร์ ลีก ว่า ลิเวอร์พูลแอบเจรจากับนักเตะแบบผิดกฏ กระทั่งสโมสรต้องลดกระแสด้วยการแถลงขอโทษเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมกับยืนยันว่าเลิกสนใจกองหลังรายนี้ 

แต่หลังจากนั้นครึ่งปี นักบุญยอมรับเช็กมูลค่า 75 ล้านปอนด์ ปล่อยฟาน ไดค์ ย้ายมาแอนฟิลด์ ในฐานะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกตอนเดือนมกราคม 2018 

เกมรับของลิเวอร์พูล ดีขึ้นแบบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทุกคนให้เครดิตกับฟาน ไดค์ มากกว่าคู่ขาอย่างลอฟเรน หรือคนอื่น

ตลอด 14 นัดในพรีเมียร์ ลีกที่ปราการหลังชาวดัตช์ ลงเล่นช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล ทีมเสียแค่ 10 ประตู ซึ่งค่าเฉลี่ยต่ำกว่านัดละหนึ่งลูก 

อิมแพ็กต์ของฟาน ไดค์ ยิ่งชัดเจนมากขึ้นในฤดูกาลที่แล้ว บวกกับการได้ อลิสซอน เบ็คเคอร์ มาเฝ้าเสา ช่วยรีโนเวทลิเวอร์พูล จากทีมสังกะสีรั่วปรุผุพัง เสียถึง 50 ประตูไม่กี่ปีก่อน กลายเป็นกำแพงเหล็กที่โดนเจาะแค่ 22 ลูก 

ท่ามกลางเสียงชื่นชมระงมไปทั่วแนวรับ จากฟาน ไดค์ ถึงอลิสซอน จากมาติป ถึงโกเมซ และจากเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ถึงแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน 

แต่ลอฟเรน คงเป็นหนึ่งในคนที่เสียงชมดังไปไม่ถึง

บางที เขาคงรู้สึกไม่ต่างจากโมเรโน่ กับมินโญเล่ต์ ที่กลายเป็นอดีตหงส์ไปแล้วทั้งคู่

และที่ยิ่งน่าน้อยใจก็คือ ลอฟเรน ดันตกกระป๋องเป็นกองหลังเบอร์สามเบอร์สี่ เพราะความสำเร็จในฟุตบอลโลกกับโครเอเชีย 

ไม่เพียงแต่กลับมารายงานตัวซ้อมช้ากว่าคนอื่น ลอฟเรน ยังแบกอาการเจ็บกล้ามเนื้อท้องที่ข่าวว่าฝืนเล่นมาตั้งแต่ปลายซีซั่นก่อน และลากยาวถึงทัวร์นาเมนท์ทีมชาติ 

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาออกสตาร์ตตามหลังโกเมซ กับมาติป หลายช่วงตัว ในการแย่งตำแหน่งคู่ขาของฟาน ไดค์ 

ทั้งซีซั่นที่แล้ว ลอฟเรน ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก แค่ 13 นัด เป็นตัวจริงเพียง 11 เกม และมีส่วนร่วมบนเส้นทางสู่แชมป์ยุโรป แค่ 3 แมตช์

ผิดกับปีก่อนหน้า ได้เล่นถึง 14 เกมในฐานะรองแชมป์ที่เคียฟ

ฤดูกาลที่ผ่านมา ยังเป็นครั้งแรกที่ลอฟเรน ลงเตะเกมลีกไม่ถึง 20 นัด และอยู่ในสนามต่ำกว่า 1,000 นาที

จากคนเคยเป็นช้อยส์แรกในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ แถมมีดีกรีรองแชมป์โลก ย่อมทำใจได้ยากเมื่อจู่ๆ สถานภาพป็นแค่ตัวเลือกอันดับสี่ 

ยิ่งอายุแตะหลักสามไปเรียบร้อย สิ่งสุดท้ายที่ลอฟเรน คงอยากได้นั่นก็คือการรอคอยโอกาสเพื่อพิสูจน์ตัวเอง 

เขามีสิทธิ์ถามว่ายังจะต้องพิสูจน์อะไรอีกหรือ ? 

เมื่อคล็อปป์ ให้สิ่งที่เขาเรียกร้องต้องการไม่ได้ ตามวิถีทางของมืออาชีพ ถ้าไม่ทู่ซี้ต่อ ก็ต้องแยกทาง

ส่วนลิเวอร์พูล การเสียกองหลังในช่วงเวลานี้ที่ตลาดพรีเมียร์ ลีก ปิดประตูลงกลอนไปแล้ว อาจดูไม่ใช่เรื่องสมควรนัก โดยเฉพาะทีมต้องเล่นอย่างต่ำ 7 รายการ

แต่สัญญาของลอฟเรน เหลือไม่ถึงสองปี บวกวัยของนักเตะขึ้นเลขสามนำหน้า มันมีสองทางให้เลือก คือต่อสัญญาฉบับสุดท้าย หรือขายเสียแต่ตอนนี้

เพราะหากพ้นจากซัมเมอร์นี้ ค่าตัวของลอฟเรน จะไม่มีทางเฉียด 15 ล้านปอนด์อย่างที่เป็นข่าวกับโรม่า หรือเอซี มิลาน 

ในแง่ของธุรกิจ ลิเวอร์พูล จึงควรรีบปล่อย เข้าตำรากำขี้ดีกว่ากำตด 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หงส์ยอมดัมพ์ราคาจากเคยเรียกแพงถึง 26 ล้านปอนด์ ตอนต้นซัมเมอร์ ลงมาเหลือแค่ 15 ล้านก่อนเส้นตายตลาดซื้อขายในยุโรป 

ในแง่ของผลกระทบกับทีมถ้ามีปัญหาบาดเจ็บเล่นงานกองหลัง อาจจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่คล็อปป์ คือกุนซือที่ชอบทำงานแบบยืดหยุ่น 

ในภาวะบ้านเมืองปกติ ฟาน ไดค์, มาติป และโกเมซ คือสามตัวเลือกแรกที่คอยสลับหมุนเวียนกันเล่น 

ส่วนในเคสฉุกเฉิน สามารถถอยมิดฟิลด์อย่างฟาบินโญ่ หรือแม้แต่จินี่ ไวนัลดุม ลงมาคัฟเวอร์ 

โดยไม่นับกองหลังอาชีพดาวรุ่งทั้งเซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กับคี จานา โฮเวอร์ รอสแตนด์บาย

เท่ากับว่าคล็อปป์ มีกองหลังเหลือเฟือถึง 7 คน ที่พร้อมเรียกใช้บริการ

เมื่อบวกลบคูณหารใส่สแคควร์รูธคำนวณความคุ้มได้เสีย เป็นไปได้ที่เวลาของเดยัน ลอฟเรน กับลิเวอร์พูล น่าจะเหลืออีกไม่นาน

แม้ ณ ตอนที่เขียนคอลัมน์นี้ มีข่าวกระเซ็นมาว่าลิเวอร์พูล “ยุติ” การเจรจากับโรม่าไปแล้ว ด้วยเหตุว่ารำคาญทีมหมาป่าที่อยากยืมตัวก่อนใช้สิทธิ์ซื้อขาด (loan-to-buy) 

ทว่ายังคงเปิดกว้างรับฟังข้อเสนอจากทีมอื่น

อะไรจะเกิดขึ้นจากนี้สำหรับเดยัน ลอฟเรน ไม่ว่าอยู่ต่อหรือย้ายไปหาความท้าทายใหม่ๆ 

แต่ในฐานะเด็กหงส์ ขอจดจำลูกโขกที่ปล้นชัยชนะจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในเกมยูโรปา ลีก ว่าเป็นหนึ่งในโมเมนท์ดีที่สุดของปราการหลังหมายเลข 6…