การยุบทีม ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่มันควรจะไม่ใช่ “ปตท.”

งานแถลงข่าว 28 ต.ค.2562 ของกลุ่ม ปตท.ที่ทุกคนรอคอยในประเด็น “พักทีม” สโมสรพีทีที ระยอง มีไทม์มิ่งที่ถูกมองว่า “สอดคล้อง” กับแมตช์สุดท้ายของฤดูกาล 2019 ที่ไทยลีก 1 เตะเสร็จไปเมื่อวันเสาร์ที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

เพราะหากประกาศอะไรไปก่อนหน้านั้นจะส่งผลตรงต่อเกมการเล่นในแมตช์สุดท้ายที่มีหลายเกมมีความหมายทั้งหัว และท้ายตาราง

อย่างไรก็ดี หากมองตามหัวข้องานแถลงข่าว “การสนับสนุนด้านกีฬากลุ่ม ปตท.และการพัฒนาทีมฟุตบอลเยาวชน” และในรายละเอียดงานที่มีสื่อมวลชนมาทำข่าวมากมายหลักร้อยคน หรือมากที่สุดครั้งหนึ่งของงาน Press Conference กลับไม่ได้ตอบคำถามที่สงสัยแบบตรงไปตรงมาว่า:

“จะยุติบทบาทการทำทีมพีทีที ระยอง เพราะอะไร?”

แต่จะเป็นเนื้อหาสวยงามเรื่องสนับสนุนเยาวชน และวาดให้เห็นภาพการลงนามของบริษัทใน “พีทีที กรุ๊ป” 4 หน่วยงานนำโดยบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) เองร่วมลงนามการสนับสนุน

เน้นเมสเซส เยาวชนได้รับการฝึกสอนจากโค้ชมืออาชีพโดยตรง และเทคโนโลยีต่าง ๆ วิทยาศาสตร์กีฬาโน่นนี่นั่น

ในอนาคตก็จะขยายเป็น academy ต้นแบบ ผ่านการอบรมให้อาจารย์พลศึกษาโรงเรียนต่าง ๆ

จะเตรียมขยายศูนย์ฝึกที่เรียกว่า “ต้นแบบ” อันนี้ออกนอกจังหวัดระยองไปทั่วประเทศอีกด้วย เพื่อบรรลุเป้าหมาย คือ การพัฒนาเยาวชนไปสู่ระดับมืออาชีพไปสู่ระดับสากลเพื่อความภาคภูมิใจต่อไป

ทว่า “แนวทาง” นี้แม้จะเป็นสิ่งดี แต่ก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ และยังดูไม่ออกว่าเลิกทำทีมอาชีพที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2526 เพราะอะไร

@@@

-ฤดูกาลอันยากเย็น กับวันที่ “เรื่องแดง” ขึ้นมา

ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมาน่าจะเป็นครั้งแรกที่แฟนบอล “พลังเพลิง” พีทีที ระยอง และสาธารณชนได้เห็น “ความจริง” ภาพหลุดจากการประชุมบอร์ดบริหารฯ ที่จะไม่มีชื่อสโมสรแห่งนี้ในโครงสร้างบริษัท SSS – Sport Services Alliance Company Limited อันเป็นนิติบุคคลของยอดทีมเมืองระยองตั้งแต่ฤดูกาล 2020 เป็นต้นไป

ภาพนี้ และข่าวประกอบภาพได้ถูกส่งต่อ และแพร่สะพัดในโลกโซเชียล รวมถึงถูกนำเสนอโดยสื่อมวลชน บล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์กีฬามากมาย เสมือนเพียงแค่ “ตอกย้ำ” ข่าวลือตลอดฤดูกาล 2019 เรื่องการยุบทีมที่มีมาตลอด

ข่าวมาลือหึ่งดังที่สุด คือ ก่อนเกม 10 ส.ค.นัดเยือนราชบุรี (เสมอ 1-1) อันเป็นช่วงที่ทีมเพิ่งจะแพ้ติด ๆ กัน 3 แมตช์หลังก่อนหน้านี้ชนะติดต่อกัน 4 แมตช์กระทั่ง “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ต้องตอบคำถามลูกทีม และทีมงานเป็นครั้งแรกกับเรื่องที่ “สังคม” รับรู้ และได้ยิน แต่ไม่ได้รับการอธิบายจากบอร์ดบริหารสโมสรฯ

อันเป็นวิธีปฏิบัติกับทีมงานที่ถูกนำมาใช้กระทั่งนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่หากนักเตะไม่รวมตัวกันขอพบ และพูดคุยในห้องลับโรงแรมรอยัล ออร์คิด ก่อนเกมกับแบงคอก ยูไนเต็ด

นักเตะก็คงจะทราบความจริง พร้อม ๆ กับสาธารณชนหลังการแถลงข่าวบ่าย 3 โมงวันที่ 28 ต.ค.นั่นเอง

ถามว่า “เหมาะสม” ไหม? กับแนวทางการเลือกปฏิบัติแบบนี้กับทีม หรือจะมีวิธีปฏิบัติที่ดีกว่านั้นไหมท่ามกลางฤดูกาลที่ยากยิ่ง 16 ทีมตกชั้น 3 ทีมแต่สุดท้าย พีทีที ระยอง สามารถหนีตกชั้นได้สำเร็จตั้งแต่ก่อนหมดซีซั่น 2 นัด และสามารถจบด้วยตัวเลขอันดับ 11 อย่างสวยงามเต็มภาคภูมิ

@@@

-การต้องเล่นโดยอนาคตแกว่งไกว

อย่างที่ได้กล่าวไว้ ข่าวลือ “หนาหู” มาก และถี่จนไม่มีใครไม่ได้ยิน แต่ไม่ได้รับการอธิบายตั้งแต่แมตช์เยือนราชบุรี (8 นัดก่อนจบฤดูกาล)

อย่างไรก็ดี หากจะสืบเสาะกันจริง ๆ จากแหล่งข่าวภายในแล้ว แง่มุมความคิดอันกลายเป็นนโยบายสนับสนุนกีฬา และฟุตบอลว่าจะ “ยุติ” การทำสโมสรพลังเพลิงน่าจะมีมาหลายปีแล้ว ไล่มาจากยุค ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่าง พ.ศ.2554-2558 (ค.ศ.2011-2015) โน่นเลยทีเดียว

ฤดูกาล 2019 ที่ได้แชมป์ไทยลีก 2 อันเป็นเกียรติยศครั้งแรก และครั้งเดียวของสโมสรฯ จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดว่ากันว่าควรเป็นฤดูกาลสุดท้ายของสโมสรแห่งนี้ไปแล้ว

ทว่า การขึ้นชั้นทำให้เหมือนได้ “ต่อลมหายใจ” และยึดอายุการทำทีมออกไปอีก 1 ซีซั่น

แต่สุดท้ายก็ต้องเจอคำถามเดิมว่า ได้มีการศึกษาข้อดี ข้อเสีย และเตรียมการกับการจะเลิกทำทีมครั้งนี้ได้ดี และเหมาะสมเพียงใด

และจะมีวิธีการที่ดีกว่า ภาษาบ้าน ๆ คือ “ปิดสวิตซ์ไฟ” หยุดไปดื้อ ๆ เสมือนสถาบันฟุตบอล และบรรดาผู้เกี่ยวข้อง (stakeholders) โดยเฉพาะแฟนบอลจะดับจิตดับใจได้ทันกับการปิดสวิตซ์ครั้งนี้หรือไม่…ไม่จำเป็นต้องสนใจ

“ผมต้องใช้พลังในการบิ้วท์ผู้เล่น บิ้วท์ทุกคน และตัวเอง ทุกวันจันทร์มาซ้อมหลังแข่งขันต้องปลุกพลัง ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ จะให้มาหงอ มาซึม มาเนือยตอนซ้อม เพราะมีข่าวลือนี้ติดที่หูก็คงไม่ใช่”

“มันไม่ใช่สไตล์ผมอยู่แล้วที่จะเดินเข้าไปถามผู้บริหารว่าจะเอาอย่างไร ผมขอทำหน้าที่ของผม และก็บอกเด็ก ๆ เช่นนั้นว่า นี่คือ เวทีจะได้พิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้ทุกคนเห็นว่า พวกเราทำได้”

ใช่แล้ว และเมื่อทีมบรรลุเป้าหมายหนีตกชั้นหลังแมตช์เปิดบ้านเสมอทีมแชมป์ เชียงราย ยูไนเต็ด 2-2 อันเป็นแมตช์คุมทัพครบ 100 นัดของ “โค้ชโจ” และเป็นเกมที่แทบทำให้ทีมกว่างโซ้งหมดโอกาสได้แชมป์ไทยลีก 1 สมัยแรก

ความกดดันจึง “ตีกลับ” ไปที่บอร์ดบริหารฯ และกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจทันทีกับการจะหาเหตุผลเพื่อยุบทีมที่ไม่ได้ “สอบตก” หนำซ้ำยังทำได้ดีกว่า KPI เกณฑ์การประเมินด้วยซ้ำ

@@@

-ทีมทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

การหนีตายได้สำเร็จ คือ เป้าหมาย และหลุด “ท็อป 10” เพียงแค่ประตูได้เสีย กับไม่ได้ผลงานเลขตัวเดียวเพียงผลต่าง 2 คะแนนท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอนของฤดูกาล คือ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

แน่นอนว่า หากพูดถึงการทำหน้าที่ที่ดี สโมสรฯ และผู้บริหารอย่างน้อยประสบความสำเร็จจ่ายเงินเดือนนักเตะ และทีมงานตรงเวลามาโดยตลอด ต่างจากหลายสถานการณ์จะยุบทีมก่อนหน้านี้ในบ้านเรา

ถึงตรงนี้ก็รอเพียงว่า จะต้องจ่ายให้ทุกคนจบครบสัญญาที่ทำไว้ไม่ว่าจะหมด พ.ย. หรือ ธ.ค.ปีนี้ หรือช่วงใดช่วงหนึ่งของปีหน้า 2020 เพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ และมืออาชีพหรือไม่

ในส่วนทีมนอกจาก “จิตใจ” ที่ต้องบิ้วท์กันอย่างหนักโดยเฉพาะช่วง 10 นัดสุดท้าย

รูปแบบวิธี และแท็คติกส์การเล่น คือ สิ่งที่ “โค้ชโจ” และที่ปรึกษาสโมสรฯ “โค้ชนพ” นพพร เอกศาสตรา ได้วางเอาไว้นั่นคือ ระบบ “หลัง 3” รับแน่น รัดกุม พลาดให้น้อย ทุ่มเทเกิน 100% และทีมสปิริตเป็นเลิศโดยซื้ออดีตกองหน้า เดนิส มูริลโล่ กลับมาจากหนองบัว พิชญ เพียงคนเดียวตอนเลกที่ 2

“นั่นคือเพื่อเป้าหมาย ผมตั้งใจจะเล่นหลัง 3 เพื่อความอยู่รอด และแสดงให้เห็นว่า ผมทำทีมได้หลายระบบ ขึ้นกับโจทย์ที่ต้องการ ในอนาคตผมอาจจะทำทีมเกมรุกก็ได้ ขึ้นอยู่กับสโมสรใหม่ที่ได้ทำ โดยส่วนตัวผมยังชอบระบบ 4-2-3-1 โดยตอนนี้เหนื่อยมาก เหนื่อยมากที่สุด ผมทำได้แล้ว ไม่ต้องเล่นสวย แต่อยู่รอดได้ให้คนจดจำ และจะขอพักก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” โค้ช โจ เปรยให้ฟัง

พลังแฟนบอลเฉลี่ย 3,000 คนต่อนัดสบาย ๆ หรือพร้อมจะทำลายสถิติด้วยตัวเลข 10,046 คน เช่น ในนัดปะทะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 5 ส.ค.ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า พลังสนับสนุนสู่สโมสรแห่งนี้มีเพียงใด กับยอดไลค์เพจเฟซบุ๊คมากกว่า 70,000 คน

นัดเยือนจะมีกลุ่ม “ฮาร์ดคอร์” ตามติดไปเชียร์ และให้กำลังใจทีมทุกนัดด้วยพลังเสียงทะลุจอทีวีอีกหลายคันรถบัสอย่างต่อเนื่อง

เรียกได้ว่า ทุกภาคส่วนของทีมนับรวมแฟนบอลได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่นักเตะเองก็แน่นอนว่า ได้โชว์ตัวด้วยหัวใจจนนัดสุดท้ายโดยหลายคนได้ทีมต้นสังกัดใหม่แล้ว และหลายคนคงไม่มีปัญหา ขณะที่ต้องมีบ้างที่ต้องกระเสือกกระสนต่อไปอันเป็นวิถีปกติของอุตสาหกรรมฟุตบอลอยู่แล้ว

@@@

-ปตท.ล้มเหลวหรือไม่ในเชิง “จริยธรรม บริษัท”

จริยธรรม บริษัท หรือ Company Ethics แปลง่าย ๆ ว่า การปรับหลักจริยธรรมมาเป็นรูปแบบในการบริหารงาน และประกอบกิจกรรม กิจการทางธุรกิจ ที่งานนี้ถือว่า “ในสนาม” สโมสรฯ ประสบความสำเร็จทะลุเป้าหมาย (ไม่เพียงได้ขึ้นชั้น แต่ได้แชมป์ และไม่เพียงรอดตกชั้น แต่รอดได้ที่ 11 และรอดตั้งแต่นัดที่ 28 ของฤดูกาล)

แต่สโมสรฯ จะตอบคำถามทางจริยธรรมว่า จะยุติการทำทีมด้วยเหตุผลใด?

มันคงไม่มี “คำตอบ” ที่ absolute หรือดีเลิศไม่มีข้อเสีย แต่การที่จะยุติบทบาทการสนับสนุน และเลิกทำทีมขณะที่ผลงานในสนามกำลังไปได้สวย และมีแนวโน้มทิศทางเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ยังไงก็ไม่ make sense

ส่วนนอกสนามหากพูดถึง “งบประมาณ” ระดับ 100 ล้านบาทต่อปีกับองค์กรที่รายได้ และกำไรมหาศาลไม่รู้จะเรียกว่า หลักหมื่น หรือหลักแสนล้านบาท หรือที่ไปใช้จ่ายกับแคมเปญต่าง ๆ มันก็คือ “เศษเงิน” เท่านั้น ใช่ไหม หากจะมาว่านี่คือ รายจ่ายทางตรงที่ไม่ “คุ้มค่า” ให้ฟุตบอล

ทั้งนี้ ปตท.อาจจะลืมไปหรือไม่ว่า หากไม่ได้ทำทีมของตัวเอง องค์กรน้ำมันแห่งนี้จะหาเหตุผลใด “ไม่สนับสนุน” ทีมฟุตบอลอื่น ๆ โดยเฉพาะทีมที่มีฐานนักการเมือง หรือผู้หลักผู้ใหญ่ “ไทยสไตล์” ขอมาอีกหลายทีมในหลายระดับเลเวลการสนับสนุน

หากเลือกสนับสนุนกลุ่มนักการเมือง และผู้บริหาร ระยอง เอฟซี มันจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ปตท.จะปฏิเสธกลุ่มอื่น ๆ ทีมอื่น ๆ ได้

บางทีรายจ่าย “ทางอ้อม” ตรงนี้จะมากกว่าสนับสนุนทีมตัวเอง และมอบความสุขกลับคืนให้ชาวระยองไม่มากก็น้อยตามกุศโลบายการสร้างทีมก็ได้

ในเชิงความเห็นอกเห็นใจ หรือ compassion หากทราบอยู่แล้วว่า จะไม่ทำทีม ทำไมจึงไม่สื่อสารใน “ขอบเขต” ที่ทำได้ให้กับผู้เล่น และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะคลุมเครือทำไม

“ในฐานะฝ่ายบริหาร เรายืนยันจะทำหน้าที่ของเรา จ่ายเงินเดือนพวกคุณทุกคนจนครบตามสัญญา ขณะที่เรื่องอนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เป้าหมายคือสิ่งที่เราต้องทำให้ได้ มันเป็นหน้าที่ของพวกคุณ และเมื่อถึงเวลาเราจะมาคุยกัน” (ผู้เขียนพูด)

คำพูดลักษณะนี้สามารถทำได้ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้คงไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หรือหากจะใช่ คนคนนั้นก็คง “ยิ่งใหญ่” เกินกว่าจะมาพูดสิ่งเหล่านี้เองโดยตรง

ทว่าผู้บริหารระดับรองลงมาที่รับนโยบายมา สามารถพูดได้ ทำได้ ใช่ไหม

นี่จึงเป็น “บทเรียน” สำคัญกับการจะเล่นกับความรู้สึกของคนหัวใจกีฬาอย่างแท้จริง

@@@

-อนาคต #savepttrayong

วิถีฟุตบอล และความพิเศษที่แตกต่างของฟุตบอล (Peculiarity of Football Business) ได้ถูกศึกษาแล้วแค่ไหนก่อนการตัดสินใจครั้งนี้ คือ คำถามหนึ่ง

ในต่างประเทศซึ่งแฟนบอลมีความผูกพันกับสโมสรฯ มันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายทีมเชียร์ หรือซื้อสินค้าอีกสโมสรที่อาจ ลด แลก แจก แถม เพราะแฟนบอลจะยอมซื้อสินค้าราคาเต็มของทีมรักมากกว่าด้วยความยินดี

ใช่ ทีมฟุตบอลไม่ใช่ product แบบผงซักฟอก, ยางรถยนต์ ฯลฯ หรือเอาให้จะแจ้ง คือ “น้ำมัน” ที่ความซื่อสัตย์ต่อทีมจะสูงมาก และจะไม่ย้ายไปซัพพอร์ตทีมอื่นเหมือนย้ายปั๊มเจ้าประจำไปเติม “น้ำมัน” อีกยี่ห้อที่แถมน้ำดื่ม หรือมีโปรโมชั่นดี ๆ

มันคือการ “เปรียบเทียบ” ที่อาจจะเจ็บลึก แต่นี่คือ แฟนบอล และคือแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การจะยุบ จะพัก หรือดำเนินการต่อไป นักเตะ, โค้ช และทีมงาน ต่างเข้าใจดี และรู้ถึงความเคลื่อนไหวในอาชีพอยู่แล้ว

เพราะหากทำทีมต่อ ทีมชุดนี้อาจมีนักเตะถูกเลือกให้ “ไปต่อ” ไม่ถึง 10 คน หรือแค่สัก 5 คนก็ได้

และหากผู้บริหารยังคงไม่พอใจ โค้ชโจ, โค้ชนพ และทีมงาน อาจต้องหอบกระเป๋าออกไปจากแคมป์ก็ได้เช่นกัน

ดังนั้น การจะ #savepttrayong ไม่ได้หมายความว่า มันคือ การเซฟตำแหน่งในทีมของพวกเค้า

แต่มันคือ การ “เซฟทีมรัก” อู่ข่าวอู่น้ำในปัจจุบัน และช่วยสนับสนุนเสียงจากแฟนบอล “พลังเพลิง” มากกว่า

เพราะ “ฟุตบอล” ไม่ใช่องค์กรที่จะทำงานกันไปจนเกษียณอายุ แต่มันมีวันเวลาของมันที่สั้นมาก แต่ก็ไม่ควรมาเจอ “จุดจบ” ง่ายดายเหมือนปิด “สวิตซ์ไฟ” แลกกับความรู้สึกทุกคนที่รักทีมแบบนี้

อย่างไรก็ดี แม้การเลิกทำทีมแบบดื้อ ๆ เช่นนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ทว่าที่ทุกคนประหลาดใจปน “เสียใจ” คือ ไม่มีใครคิดว่า ปตท.จะทำแบบนี้!!!

…ภาพตัดมาสุดท้ายที่การถามตอบ Q & A หลังการแถลงข่าวจึงมีคำถามเกี่ยวกับการ “พักทีม” ที่พอจะสรุป “ใจความ” ได้เพียงว่า มีการศึกษากันมาเป็นปี ๆ (ไม่ได้ระบุว่า “กี่ปี”?)

แต่ใน “ดีเทล” คำตอบเช่น จะให้แฟน ๆ ไปสนับสนุนทีมระยอง เอฟซี แทนก็แสดงให้เห็นถึงความ “เข้าใจ” แล้วว่า ผู้บริหารมีความเข้าใจในฟุตบอลเพียงใด

“คุณเป็นแฟนลิเวอร์พูล จะให้เปลี่ยนไปเชียร์เอฟเวอร์ตัน อย่างนั้นหรือ” ทำนองนั้น

คำตอบอื่น ๆ ที่น่าสนใจ และสำคัญก็มี เช่น ปตท.จะรักษาสัญญา จ่ายเงินครบจำนวนแน่นอน และปตท.มีเงิน ดังนั้นไม่จำเป็นต้อง “ขายทีม”

รวมความแล้วน่าจะสรุปได้ว่า มีแนวความคิดจะ “พักทีม” มาระยะหนึ่งแล้วโดยทำการศึกษาในระดับที่ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งอย่างแท้จริง

สุดท้ายก็ต้องติดตามกันว่า เอฟเฟคต์จากการตัดสินใจครั้งนี้จะแผ่กระจายขนาดไหนใน “โลกบอลไทย” ที่จะไม่มีทีมชื่อ “พีทีที ระยอง” อีกแล้ว


MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Story

10 ควันหลง 4 ลีกใหญ่ยุโรป

SPORTDesk. Team

สัปดาห์ที่ผ่านมา ฟุตบอล 4 ลีกใหญ่มีประเด็นน่าสนใจให้ขุดคุ้ย ล้วงลึก มากมาย ทั้งสถานการณ์จ่าฝูงที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นทางการของพรีเมียร์ลีก ในสเปนก็มีประเด็นการย้ำแค้นของบาร์เซโลน่าในศึกเอล กลาซิโก้ ส่วนที่เยอรมนี ตอนนี้ บาเยิร์น-ดอร์ทมุนด์ สถานการณ์กลับมาในจุดที่เท่ากันอีกแล้ว…

Thought

จาก “สถิติ” แล้วต้องจับตา เจมี วาร์ดี้ เท่านั้น!

ไข่มุกดำ

ด้วยความเคารพต่อบรรดาเพื่อนร่วมทีมของ เจมี่ วาร์ดี้ ระดับท็อปไม่ว่าจะแนวรุกอย่าง แมดดิสัน, ทีเลอมองส์, บาร์นส, เปเรซ หรือแนวรับ เอนดิดี้, โซยุนคู, อีแวนส์ หรือฟูลแบ็คที่ดีมาก ๆ ทั้ง 2 ฝั่ง ริคาร์โด กับ ชิลเวลล์ หรือแม้กระทั่ง แคสเปอร์ ชไมเคิล ทว่า วาร์ดี้ นี่แหละครับ “กุญแจ” สำคัญของเลสเตอร์ในเกมวันนี้ที่แอนฟิลด์

Story

2 วินาทีที่สถิติโลกมาราธอนเกือบโดนทำลาย

SPORTDesk. Team

กำแพงสถิติโลกของการวิ่งมาราธอนที่ 2 ชั่วโมง 1:39 นาที ยังมั่นคงและตั้งตระหง่านเหมือนเดิม จากเจ้าของผลงานที่ชื่อ อีเลียด คิปโชเก้ ชายชาวเคนย่า ทำไว้เมื่อปี 2018