อังกฤษจะไม่ได้อะไรจากเกมเยือนบัลแกเรีย!

14 October 2019
149 VIEWS

แกเร็ธ เซาธ์เกต เคยพูดถึงทีมชาติอังกฤษที่ตัวเองคุมทัพไว้มากมาย แต่ประเด็นที่น่าหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุด คือ เรื่อง “เกมรับ” ที่ไม่ใช่เฉพาะแฟนบอล หรือสื่อมวลชน (ทั่วโลก) มองเห็นเท่านั้น

ตัวกุนซือทีมชาติสิงโตคำรามนั่นแหละทราบดีถึง “ความจริง” ว่า หากจะไปได้ไกลในเวทีระดับเมเจอร์ อังกฤษต้องทำได้ดีกว่านี้หลายสิบเท่า

เกมกับ บัลแกเรีย ตี 1.45 หลังเที่ยงคืนวันจันทร์ 14 ต.ค.นี้ ใคร ๆ อาจมองว่า “สำคัญ” จะสำคัญมาก หรือน้อยก็แล้วแต่ เพราะหากชนะเจ้าถิ่นถึงกรุงโซเฟีย แล้วโคโซโว ไม่ชนะมอนเตเนโกร ทัพสิงโตจะได้คำรามใน “ยูโร 2020” รอบสุดท้ายทันที

หรือจะสำคัญในแง่จะเป็นอีกแมตช์ได้ทดสอบทีม เพราะลูกทีม คลาซิเมียร์ บาลาคอฟ อดีตตำนานทีมชาติยังไงก็คือทีมแจกแต้มในกลุ่ม A อยู่แล้ว

แต่อังกฤษจะได้ทดสอบ “เกมรับ” แบบที่ต้องการ หรือแบบที่มีข่าวว่า จะกลับไปเล่น “แบ็คทรี” เหมือนตอน “บอลโลก 2018” อีกหรือไม่?

นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นนะครับ เพราะเกมรุกบัลแกเรีย นำโดยเพลย์เมคเกอร์ตัวเก๋า อิเวลิน โปปอฟ คงไม่ใช่ทีมที่มีเกมรุก หรือจะว่าไปแล้ว เกมเคาน์เตอร์แอทแทค “ทดสอบ” แนวรับรั่ว ๆ ของนักเตะผู้ดีได้มากพอ

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเล่นระบบหลัง 3 เช่นเกมแรกที่แพ้อังกฤษ 0 – 4 หรือหลัง 4 เหมือนที่บุกเสมอมอนเตเนโกร 0-0 ได้ล่าสุดเมื่อ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา บัลแกเรียมักจะ “รับต่ำ” และไม่ได้เพรสซิ่งอะไรมากมาย

แต่จะรอแค่ “โต้กลับ” พื้นที่หลังไลน์รับที่อังกฤษจะดันขึ้นสูงเท่านั้น

ซึ่งหากไม่พลาดเอง ทั้งไมเคิล คีน และแฮร์รี แม็คไกว์ร น่าจะ “เอาอยู่” ได้ไม่ยาก เพราะรูปแบบวิธีการเล่นบัลแกเรียต่างจากสาธารณเชคที่ aggressive play อย่างมาก

ดังนั้น เกมรับไม่ควรเสียประตูด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเล่นระบบใดในเกมที่จะได้เห็น เบน ชิลเวลล์ ทางฝั่งซ้ายแน่ ๆ เพราะแดนนี่ โรสส์ โดนแบนพอดี

ขณะที่เกมรุกกับ 3 ประสานแดนหน้าที่ดูลงตัวแล้ว 2 คน: ราฮีม สเตอร์ลิง (ซ้าย), แฮร์รี เคน (ตรงกลาง) และมาร์คัส แรชฟอร์ด/เจดอน ซานโช (ขวา) คือ จุดเด่นที่เต็มไปด้วยความเร็วจากด้านข้าง สามารถ 1 v 1 ได้ และจบสกอร์ได้จาก เคน

บาลานซ์แดนกลางจะเป็นอีกจุดที่น่ากังวลถัดจากเกมรับ เพราะตอนนี้ เดแคลน ไรซ์ เหมือนจะสถาปนาตัวเองเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ holding ball และทำได้ดีเพียงระดับหนึ่งโดยมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ขวา) และรอสส์ บาร์คลีย์/เมสัน เมาท์ (ซ้าย) รวมผนึกพลัง

สมดุลย์ (บาลานซ์) ยังไม่ได้ เช่น สนับสนุนเกมรุกไม่ดีพอ เหมือนครึ่งแรกกับสาธารณเชคที่ตอนนั้นเล่น 4-2-3-1 แต่ดีขึ้นหลังปรับมาเป็น 4-3-3 ในครึ่งหลัง

ระบบแรก เมาท์, ซานโช, สเตอร์ลิง และเคน ได้รับบอลน้อยในเกมที่แพ้เชค เพราะทั้งเฮนโด้ กับไรซ์ โดนกดดันจนไม่ได้หายใจหายคอ และเคลื่อนที่ช้า/น้อย ทว่าจะไม่ต้องเจอแบบนั้นในเกมนี้

ขณะเดียวกันเวลารับ หากมิดฟิลด์ 3 ตัวที่มีไรซ์เป็นตัวรับดันขึ้น แผงหลังก็ต้องดันตาม หรือสมดุลระหว่างไลน์รับ ไลน์กลาง และไลน์หน้า ต้องถูกต้องมากกว่านี้ หาไม่แล้วก็โดนเหมือนที่เสีย 3 ประตูให้โคโซโว หรือ 2 ประตูให้เชค เพราะมีช่องว่างระหว่างไลน์ หรือระหว่างตัวผู้เล่นมากไป

รวมความแล้วนัดนี้ อังกฤษจะต้อง “แข่งขัน” กับตัวเอง และเล่นให้ละเอียดที่สุดโดยมีโจทย์ต้องไม่พลาดใน “เกมรับ” โดยเฉพาะจังหวะโดนโต้กลับ และมิดฟิลด์ต้องโชว์ “บาลานซ์” รับ และรุกให้ได้เห็นในแมตช์ที่ควรจะ “ชนะขาด” ครับ