กลับอิตาลีครั้งนี้ ‘ซาร์รี่’ ไม่ใช่คนเดิม

นับเป็นเรื่องที่ทุกคนในวงการฟุตบอลคาดเดาไว้อยู่แล้ว สำหรับการเข้ามาคุมทีมยูเวนตุสของ เมาริซิโอ ซาร์รี่

โดยเหตุการณ์ลำดับตามขั้นตอนคือ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือยูเวนตุสคนเก่าขอแยกทาง แม้จะได้แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ที่อาจจะดูเป็น ‘ของตาย’

แต่การไม่ประสบความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากพยายามมาหลายครั้ง ดูจะทำให้เส้นทางของ อัลเลกรี กับ ยูเว่ ถึงทางที่ตีบตัน

ขณะเดียวกัน ทางฝั่ง เชลซี ไม่ประสบความสำเร็จในลีกประเทศอังกฤษ จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตลอดทั้งซีซั่น ที่มีทั้งขึ้นและดำดิ่ง แต่การที่ ซาร์รี่ พาทีมเก็บแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ได้ ก็ถือเป็นรางวัลให้กับทีมและเป็นรางวัลสำหรับตัวเอง

ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ก็นับได้ว่า ‘น่าจะ’ เป็น ทางลง ของ ซาร์รี่ ที่มาในเวลาที่เหมาะสมแล้ว 

การแยกทางของ ซาร์รี่ กับ เชลซี ดูจะเป็นการ ‘เห็นด้วย’ ของทั้ง 2 ฝ่าย โดยยูเวนตุสยินยอมมอบเงินฉีกสัญญา 5 ล้านปอนด์ให้ฝั่งเชลซี และการที่ ซาร์รี่ รับงานคุมทีมยูเวนตุสต่อทันที ก็น่าจะเป็นช่วงที่ประจวบเหมาะ เพราะการกลับมาสู่แผ่นดินอิตาลีอีกครั้งของซาร์รี่  แต่คราวนี้เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว… 

ในอดีต ซาร์รี่ ได้รับการยกย่องมากในการคุมทีม นาโปลี สู้กับ ยูเวนตุส แต่จนแล้วจนรอด ซาร์รี่ ก็ไม่เคยมี ‘ถ้วยแชมป์’ ติดไม้ติดมือมาเลย 

แต่ครั้งนี้ในการกลับมา ความรู้สึกของซาร์รี่ คงได้ปลดปล่อยตัวเอง และ ‘คลายล็อก’ ความกดดันไปแล้ว เพราะอย่างน้อยชีวิตการเป็นกุนซือของเขา ก็มี ‘แชมป์’ ติดมือมาจากเซลซีแล้วการมาคุม ยูเวนตุส ที่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เปาโล ดีบาล่า และซูเปอร์สตาร์คนอื่นๆ น่าจะผ่อนคลายมากขึ้น

สำหรับ ซาร์รี่ กุนซือวัย 60 ปี เซ็นสัญญาคุมทีมบนถิ่นอลิอันซ์ สเตเดี้ยม เป็นเวลา 3 ฤดูกาล และสิ่งที่เป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด คือต้องพา ยูเวนตุส กลับไปครองบัลลังก์แชมป์ยุโรปให้ได้  หลังจากม้าลายไม่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาตั้งแต่ปี 1996

ส่วนในลีก เซเรีย อา คงมีคำตอบเดียวคือ ‘แชมป์เท่านั้น’ เพราะศักยภาพของทีมดูจะเหนือกว่าเพื่อนๆร่วมลีกไปหลายช่วงตัว

นอกจากนี้ ในทัพม้าลาย น่าจะมี ‘ของ’ ให้ซาร์รี่ เลือกใช้งาน ได้มากกว่าสมัยที่เขาต้องจำกัดจำเขี่ยสมัยคุมนาโปลี  ดังนั้นการเข้ามาคุมยูเว่ของซาร์รี่ครั้งนี้ เรียกได้ว่า เขามีคลังแสงที่เต็มประสิทธิ์ภาพมากกว่าเดิม…

ส่วนฝั่ง เชลซี ที่ตำแหน่งกุนซือว่างลงนั้น ทิศทางของสื่อชี้และเชียร์ไปในทางเดียวกันว่า แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางของทีม และปัจจุบันเป็นกุนซือของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในลีกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ คือตัวเก็งเต็งหนึ่ง และผลงานที่ผ่านก็น่าจับตามอง จากการที่พา ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จบอันดับ 6 และตะลุยไปจนถึง รอบชิงฯเพลย์ออฟ ก่อนจะพ่ายต่อแอสตัน วิลล่า 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2003 ในยุคที่ โรมัน อบราโมวิช เป็นเจ้าของทีมเชลซีนั้น เขาจะนิยมชมชอบให้กุนซือที่ ‘มีชื่อ’ ในระดับท็อปของทวีปมาโดยตลอด อาทิ โจเซ่ มูรินโญ่ , คาร์โล อันเชล็อตติ, กุส ฮิดดิ้งค์ 

ดังนั้นชื่อเสียงของ แลมพาร์ด ในการเป็นกุนซือ ณ ขณะนี้ อาจจะยังไม่ตรง ‘สเป็ค’ ของอบราโมวิช แต่ข้อได้เปรียบของ แลมพาร์ด ก็คือการที่เขาเคยเป็นคนใน และเป็นลูกหม้อเก่า 

ขณะเดียวกัน แฮรี่ เรดแนปป์ อดีตกุนซือสเปอร์สที่มีศักย์เป็นลุงของแฟรงค์ แลมพาร์ด ก็ออกมาเชียร์ว่า แลมพาร์ด น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว กับการรับงานในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ในเวลานี้…

ทั้ง 2 ประเด็นยังคงเป็นเรื่องที่น่าติดตาม ทั้งชีวิตใหม่ในอิตาลีอีกครั้งของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ และใครจะมารับเผือกร้อนในสแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นคนต่อไป…


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Feature

DAZN : เมื่อวัฒนธรรมเน็ตฟลิกซ์รุกล้ำสู่โลกกีฬา

Mr.BOSTON

ไม่กี่วันมานี้ หลังการประกาศลิขสิทธิ์เหนือ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ของ โกล ไทยแลนด์ ที่จะถ่ายทอดสดแบบ ไลฟ์ สตรีมมิง ฟุตบอลถ้วยพิเศษรายการนี้ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป ก็ทำให้แฟนบอลในสยามประเทศบางส่วนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าทำไม โกล ถึงคิดจะมาถ่ายทอดฟุตบอล และทำให้ชื่อของ DAZN (อ่านว่า ดะ-โซน)ปรากฏสู่สายตาแฟนบอลชาวไทยในที่สุด

Story

World Cup Diary: เรื่องราวที่คุณไม่ควรพลาดใน Day 29

SPORTDesk. Team

สวัสดีวันพัก ของทั้งนักฟุตบอล คนดู และคนทำงาน เรายังได้พักกันอีก วันในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่เกมชิงที่ 3 จะกลับมา

Story

โรนัลโด้ท้าเมสซี่ – ลองย้ายออกจากบาร์ซ่าดูบ้าง

SPORTDesk. Team

กลายเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนฟุตบอลต่างประเทศหยิบยก ชูประเด็นเอามาพาดหัวในเชิงแซว ๆ อำ ๆ กันเล็กน้อย ๆ สำหรับการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้ายูเวนตุส ที่พูดถึง “อดีต” ศัตรูที่รักอย่างลีโอเนล เมสซี่ แนวรุกคนเขียนประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลยุคใหม่ของบาร์เซโลน่า