ถึงเวลา ‘อินทรีเหล็ก’ ยุคผลัดใบใหม่

5 September 2019
530 VIEWS

นับตั้งแต่ ทีมชาติเยอรมนี ตกรอบแรกฟุตบอลโลก 2018 อย่างพลิกความคาดหมาย โยอัคคิม เลิฟ เทรนเนอร์พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ และวางรากฐานของ “อินทรีเหล็ก” ยุคผลัดใบใหม่อีกครั้ง 

และหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ โยอัคคิม เลิฟ ยอมตัดแข้งตัวเก๋า รุ่นซีเนียร์ของทีมชาติออกไป แบบชนิดที่เรียกได้ว่า ‘ตัดบัวไม่เหลือใย ตัดใจไม่เหลือรัก’ 

ความจริงแล้ว ประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ เพราะในช่วงมีนาคม โยอัคคิม เลิฟ ประกาศอย่างชัดเจนว่าใครที่ ‘หมดแล้ว’ คงไม่มีที่ว่างให้อีกในทีมชาติเยอรมนียุคใหม่ 

3 แข้งที่ถูกประกาศชื่อออกมาอย่างชัดเจนว่า จะไม่ถูกเรียกมาติดทีมชาติเยอรมนีอีกแล้ว ได้แก่ โธมัส มุลเลอร์ (อายุ 29 ติดทีมชาติ 100 นัด), มัตต์ ฮุมเมิลส์ (อายุ 30 ติดทีมชาติ 70 นัด) และ เจอโรม บัวเต็ง (อายุ 31 ติดทีมชาติ 76 นัด ) ซึ่งทั้ง 3 คนนั้นก็ถือเป็นแกนหลักมาตั้งแต่ชุดได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 บนแผ่นดินบราซิล เมื่อปี 2014 ด้วย

โยอัคคิม เลิฟ เพียงแต่มีทางออกให้กับเรื่องนี้แบบช่องเล็กๆ แคบๆ โดยกล่าวไว้ว่า ทั้ง 3 คนยังมีโอกาสหวนคืนติดธงอีกครั้ง หากทีมชาติชุดเลือดใหม่เกิดมีปัญหานักเตะบาดเจ็บหรือไม่พร้อมเล่นในเคสหลายๆคนในเวลาเดียวกัน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแมตช์ ฟีฟ่า เดย์ เดินทางมาถึงในสัปดาห์นี้ ซึ่งเยอรมนี ของโยกี้ เลิฟ จะต้องดวลกับเนเธอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์เหนือ ในยูโร 2020 รอบคัดเลือก รายชื่อตัวเก๋า ทั้ง มุลเลอร์, บัวเต็ง และ ฮุมเมิลส์ ก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแลจากบุนเดสเทรนเนอร์เช่นเดิม 

และแน่นอนว่า ประเด็น 3 แข้งเก๋าถูกหมางเมินนั้น ยังคงเครื่องหมายคำถามที่หลายๆ ฝ่ายตั้งโจทย์เอาไว้ กับการตัดสินใจของ โยกี้ เลิฟ และก่อนเกมโปรแกรมทีมชาติครั้งนี้ เลิฟ ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลง

“สำหรับทีมชาติ… คุณไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างภายในวันเดียว ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้งานทั้ง 3 นักเตะตัวเก๋าต่อไปดีไหม ? หลังจากจบฟุตบอลโลก แม้ว่าพวกเขาจะเป็นนักเตะเวิลด์คลาส และอาจเป็นอยู่ถึงตอนนี้”

“แต่ตอนนี้ มันถึงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ผลัดใบใหม่ วงจรใหม่ควรเริ่มในช่วงคัดเลือกยูโร 2020 นี้ และก่อนการคัดเลือกจะมาถึง เราต้องการดูว่าดาวรุ่งคนไหนที่เราสามารถพึ่งพาได้บ้าง เรารู้ว่านักเตะรุ่นเก่าฝีมือดี บางคนดีมาก แต่มันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว” โยอัคคิม เลิฟ ให้คำอธิบาย

แน่นอนว่า นับตั้งแต่ มีนาคม 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นอันร้อนแรงนี้ได้ปะทุดุเดือดขึ้น เลิฟ ได้เรียกนักเตะหน้าใหม่เข้าสู่ทีมชาติหลายคน 

หากยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ในแมตช์ที่จะเจอกับเนเธอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์เหนือ ครั้งนี้ เลิฟ ได้เรียก กองหน้าผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์เข้าแคมป์ทีมชาติเลยแม้แต่ครั้งเดียวอย่าง ลูก้า วัลด์ชมิดท์ กองหน้าวัย 23 ปี จากไฟร์บวร์กมาติดทีม  

โดยเลิฟหวังเอาไว้ว่า วัลด์ชมิดท์ จะเป็นตัวปิดบัญชีคนสำรอง ต่อจาก ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งเพิ่งทำแฮตทริกแรกในชีวิต ในเกมบุนเดสลีกา ที่ แอร์แบร์ ไลป์ซิก บุกไปชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ด้วยสกอร์ 3-1

นอกจากนี้ เลิฟ ยังเรียก นิคลาส สตาร์ก กองหลังจากแฮร์ธ่า เบอร์ลิน เข้าแคมป์อีกครั้ง หลังจากเมื่อมี.ค. เคยเรียกตัวมาซ้อมแล้ว  แต่ทว่ากองหลังวัย 24 ยังไม่ได้รับโอกาสให้ลงเล่นในทีมชาติเลยแม้แต่นาทีเดียว  

ที่ผ่านมา ในช่วงที่เลิฟ ไม่ได้เรียก 3 แข้งเก๋ามาติดทีม ผลงานของเยอรมนีช่างเตะตา เพราะเก็บชัยได้ 3 นัดรวด ทั้งบุกชนะเนเธอร์แลนด์ 3-2 , บุกชนะเบลารุส 2-0 และเปิดบ้านถล่มเอสโตเนีย 8-0 

ไอเดียของ เลิฟ ยังคงมีทั้งกระแสที่เห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย – แต่สุดท้ายแล้วอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจวางแท็กติกส์ย่อมขึ้นอยู่กับเขา  

แต่การตัดสินใจแบบนี้ จะเวิร์กหรือไม่เวิร์ก คงต้องเอา ‘ผลงาน’ ในสนาม เป็นคำตอบ…