“ช้างศึกซีเกมส์” ภาค “นิชิโนะ” กับมุมมองที่แตกต่าง

25 November 2019
96 VIEWS

ซีเกมส์ 2019 ที่ฟิลิปปินส์ น่าจะเป็นครั้งที่แฟนบอลไทยมีทั้ง “คาดหวัง” กับผลลัพธ์ และ “ยอมรับได้” หากทัพ “ช้างศึก” พลาดแชมป์

ด้วยสถิติสวยหรูของทัพ “ช้างศึก” ที่ครองเจ้าซีเกมส์มากถึง 16 สมัย ทิ้งอันดับสอง มาเลเซีย ที่ได้ไป 6 ครั้ง แบบไม่เห็นฝุ่น ตามมาด้วย เมียนมา 5 ครั้ง, อินโดนีเซีย 2 ครั้ง ส่วน เวียดนาม ได้ไปแค่ 1 ครั้ง

ถึงขนาดที่ “โค้ชซิโก้” เคยพลั้งปากพูดว่า “ซีเกมส์ใครมาทำก็ได้แชมป์” จนกลายเป็นประเด็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

แน่นอนว่า แฟนบอลไทยผู้คาดหวัง อยากเห็น “ช้างศึก” ได้ชูถ้วยแชมป์ทุกครั้งที่ลงชิงชัย เพราะถือเป็นรายการแห่งศักดิ์ศรีของภูมิภาคอาเซียน

นั่นทำให้ กุนซือ ผู้เข้ามารับงาน และ นักเตะ ต้องแบกความกดดันที่พลาดไม่ได้

แต่สำหรับผู้มาใหม่อย่าง อากิระ นิชิโนะ กลับมองต่างจากมุมให้สัมภาษณ์ ถึงทัวร์นาเมนท์ที่ปัจจัยไม่เอื้อต่อนักเตะเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็น การลงเล่นแบบวันเว้นวันในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจาก ทีมชาติไทย ต้องเจอโปรแกรมลงเตะ 15.00 น.ทุกนัดในรอบแรก

นอกจากนี้ ยังบังคับให้ส่งรายชื่อได้เพียง 20 คนเท่านั้น ยังโชคดีที่ สมาคมฯ สามารถเคลียร์การเปลี่ยนตัวได้ ส่งรายชื่อ พีฬาวัช อรรคธรรม ช่วยทีมแทน เอกนิษฐ์ ปัญญา ที่บาดเจ็บ

“ระเบียบการแข่งขันเหล่านี้ ไม่เหมาะกับนักฟุตบอลอาชีพนัก ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบอาชีพเต็มตัวมากกว่า”

อีกทั้ง ทัวร์นาเมนต์นี้ยังใช้สนามหญ้าเทียมเป็นสังเวียนแข้ง ทำให้ นิชิโนะ มองว่ามีความเสี่ยงที่ผู้เล่นจะได้รับบาดเจ็บอย่างมาก

“ตอนนี้ เราเหมือนกับว่ายืมสมบัติของสโมสรมาใช้อยู่ ดังนั้นจึงต้องทะนุถนอม และส่งคืนกลับสโมสรโดยที่ไม่มีความเสียหายอะไร ซึ่งตรงนี้ เราก็ต้องมาบริหารจัดการให้ดีว่าจะทำอย่างไร”

“ผมทราบดีถึงความคาดหวังของแฟนบอลทุกท่าน สิ่งที่อยากจะได้กลับมาก็คือชัยชนะอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ขอตั้งเป้าก่อนว่า จะพานักกีฬากลับมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บสักคน และถ้าเป็นไปได้ ในครั้งถัดไป ก็อยากให้พิจารณาถึงกฎ กติกา ที่เอื้อต่อสภาพร่างกายของนักกีฬาให้มากกว่านี้”

ด้วยเหตุและผลเหล่านี้ จึงมีบรรดา FC กุนซือเลือดซามูไร คล้อยตามยกมือเห็นด้วยและยอมรับได้ หาก “ช้างศึก” จะก้าวข้าม

อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมฟุตบอลของแต่ละชาติแตกต่างกัน โดยซีเกมส์กับไทยเราถือเป็นเรื่องศักดิ์ศรีแห่งภูมิภาค ถึงเราคิดจะ “ก้าวข้าม” ก็ต้องก้าวข้ามอย่างราชสีห์ที่น่าเกรงขาม เหมือน ญี่ปุ่น ที่พวกเขาก้าวไปยืนในระดับโลก แต่ก็ยังต้องชิงดีชิงเด่นกับ เกาหลีใต้ ในระดับเอเชีย

ดังนั้น การที่ “นิชิโนะ” จะไม่คาดหวังถึงแชมป์ โดยออกตัวยกข้ออ้างต่าง ๆ นานา คงเป็นไปไม่ได้

โดยเฉพาะการที่ สมาคมฯ ยอมทำตามกระแสเรียกร้องแฟนบอล เตรียมขยายสัญญาผูกมัดออกไปอีก 2 ปี จึงเสมือนการโยนภาระไว้บนบ่า กุนซือเลือดซามูไร อย่างหลีกเลี่ยงรับไว้ไม่ได้

แม้เป้าหมายใหญ่ “ช้างศึก” คือการเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายคัดบอลโลกเอเชีย แต่ ”แชมป์ซีเกมส์” ก็เป็นตัวพิสูจน์ฝีมือของ ”นิชิโนะ” ที่ผ่านศึกฟุตบอลโลกมาแล้วว่า เวทีระดับแค่นี้จะทำได้ดีแค่ไหน?

ฟุตบอลซีเกมส์ เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีที่กุนซือซามูไรอาจไม่ซึมซับ และเป็นเวทีที่ทำให้กุนซือหลายต่อหลายคนต้องโบกมือลา เพราะได้แค่แชมป์ยังไม่พอ ฟอร์มต้องดีเป็นที่ประทับใจแฟนบอลด้วย

ไม่เชื่อลองไปถาม “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ถึงตอนนี้เจ้าตัวยังยืนงงอยู่เลยว่า อุตส่าห์ทำทีมได้แชมป์ครั้งล่าสุดกลับมาเมืองไทย ทำไมโดนปลด???