‘ชนาธิป สรงกระสินธ์’ ดาวเตะผู้ทรงอิทธิพลของเจลีก

21 September 2019
364 VIEWS

สัปดาห์นี้ สำหรับคอบอลญี่ปุ่นคงต้องเงียบเหงาไปบ้าง เมื่อฟุตบอลเจลีก 1 ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นไม่มีโปรแกรมแข่งขัน โดยจะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในสุดสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ ห้วงเวลานี้นอกเหนือจากบรรดาฟุตบอลลีกยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปแล้ว “ฟุตบอลเจลีก” ลีกฟุตบอลของประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นอีกหนึ่งลีกฟุตบอลจากต่างแดนที่แฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจติดตามในทุกสัปดาห์

บางทีบางครั้งอาจมากกว่า ลา ลีกา ของสเปน , กัลโช่ เซเรียอา ของอิตาลี หรือ บุนเดสลีกา ของเยอรมันด้วยซ้ำ…

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากดาวเตะระดับโลกที่ถูกดึงตัวมาค้าแข้งยังแดนอาทิตย์อุทัยไม่ว่าจะเป็น อันเดรียส อิเนียสต้า ดาวิด บีญ่า หรือแม้แต่ เฟอร์นานโด ตอร์เรส ที่เพิ่งประกาศรีไทร์บนแผ่นดินญี่ปุ่นไปไม่นาน

แต่มันเกิดขึ้นจากดาวเตะขวัญใจชาวไทยที่ไปค้าแข้งยังลีกสูงสุดแดนอาทิตย์อุทัย และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งนอกและในสนามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนสถาปนาตัวเองกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลของเจลีก

เขาคือเจ้าของฉายา “เมสซี่เจ” หรือ ชนาธิป สรงกระสินธ์

ย้อนหลังไปในปี 2012 เจลีกได้เริ่มต้น “Asian Strategy” หรือยุทธศาสตร์เอเชีย โดยสาเหตุหลักของการจัดตั้งคือการเกิด 2 เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อันส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้าไปชมเกมฟุตบอลเจลีกในสนามได้แก่เหตุการณ์ “Lehman Shock” ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย อันเกิดจากการล่มสลายของวาณิชธนกิจเก่าแก่ อย่าง บริษัท Lehman Brothers ในช่วงปี 2008 – 2012 ที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม เมื่อปี 2011

ดูเหมือนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นขยายฐานแฟนฟุตบอลเจลีกจากเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นออกไปยังทวีปเอเชียมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นจากการการเข้าไปเป็นพันธมิตรกับแต่ละประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในย่านอาเซียน ก่อนจะเริ่มกลยุทธทำกิจกรรมต่างกับสมาคมฟุตบอลแต่ละประเทศ ทำให้เจลีกได้เรียนรู้ความคิด และการทำงานด้านอุตสาหกรรมฟุตบอลของแต่ละประเทศ จนพบว่านักเตะในอาเซียนมีคุณภาพแต่ยังไม่มีโอกาสไปเล่นในต่างประเทศมากนัก

ดังนั้นการนำนักเตะจากอาเซียน เช่น เวียดนาม , อินโดนีเซีย หรือไทยไปค้าแข้งยังเจลีก จะช่วยสร้างทั้งความแข็งแกร่งให้แก่ฟุตบอลในย่านอาเซียน และช่วยทำให้มีฐานแฟนบอลจากอาเซียนเพิ่มขึ้น เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งฐานแฟนบอลอิตาลีเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อ คาซูโยชิ มิอูระ และ ฮิเดโตชิ นากาตะ ย้ายไปเล่นในกัลโช่ เซเรียอา ซึ่งมันก็เป็นการช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลญี่ปุ่นเช่นกัน

โดยเจลีกยังปรับโควต้านักเตะต่างชาติเพื่อเอื้อให้นักเตะจากอาเซียนมีโอกาสได้ย้ายมาค้าแข้งมากยิ่งขึ้นสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว จากเดิมทีที่ให้โควต้านักเตะต่างชาติในการลงสนาม เป็น 3 (ต่างชาติ)+1(เอเชีย)+1 (อาเซียน) ก่อนที่ปี 2015 กาตาร์ และ อิหร่าน จะเข้ามาเป็นพันธมิตรด้วย จึงได้มีการเพิ่มโควต้าจากชาติพันธมิตร จำกัดทีมละไม่เกิน 1 คนเหมือนเดิม กระทั่งฤดูกาล 2017 ได้ประกาศให้ใช้นักเตะจากโควต้าชาติพันธมิตร แบบไม่จำกัดจำนวน

ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมาเราจึงได้เห็นนักเตะจากอาเซียนเริ่มเก็บข้าวของไปค้าแข้งยังแดนอาทิตย์อุทัยมากขึ้น เช่น เล คอง วิน , อิรฟาน บัคดิม , สเตฟาโน ลิลิปาลี , เหงียน คอง เฟือง ที่ล้วนแล้วแต่เคยมีความหลังบนแผ่นดินญี่ปุ่นด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการมาของพวกเขาก็ช่วยสร้างกระแสฟุตบอลเจลีกให้เกิดขึ้นในกลุ่มแฟนบอลชาติต่างๆเหล่านั้นได้

แต่กระนั้นก็เป็นแค่การจุดกระแสเล็กๆเท่านั้น เนื่องจากกลุ่มนักเตะอาเซียนดังกล่าวได้ลงเล่นในระดับเจลีก 2 ซึ่งเป็นลีกรองเท่านั้น ไม่ได้ลงเล่นในฟุตบอลเจลีก 1 ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของญี่ปุ่น และก็ไม่ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งมากนัก

ซึ่งนั่นแตกต่างจาก ชนาธิป สรงกระสินธ์

การย้ายมาค้าแข้งยังแผ่นดินญี่ปุ่นของเจ้าของฉายา “เมสซี่เจ” ส่งผลในแง่บวกให้กับเจลีกและต้นสังกัดอย่าง คอนซาโดเล ซัปโปโร ทั้งใน และนอกสนาม

เมื่อชนาธิปย้ายมายัง คอนซาโดเล ซัปโปโร เมื่อช่วงกลางปี 2017 มันกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ทั้งทวีปเอเชีย เพราะนี่คือการย้ายทีมออกไปเล่นในต่างแดนของผู้เล่นที่ดีที่สุดของไทย ซึ่งกำลังมีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม และถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการฟุตบอลไทย

การมาของชนาธิปทำให้ยอดติดตามในสื่อโซเชียลมีเดียเฟซบุคเจลีกแฟนเพจเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนในปัจจุบันมีผู้ติดตามเป็นแอคเคาน์ไทยกว่า 450,000 แอคเคาท์ หรือเกือบเท่าตัวของแอคเคาท์ญี่ปุ่น

ชนาธิปทำให้สโมสรแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มียอดคนติดตามในสื่อโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีสปอนเซอร์เข้ามาเพิ่มขึ้น ว่ากันว่ามีคนประมาณ 2 ล้านคนในซัปโปโร แต่มีคนเข้าไปชมการฝึกซ้อมครั้งแรกของชนาธิปผ่านสตรีมมิ่งสดถึง 3 ล้านคน

ในประเทศไทยมีแฟนบอลรอชมเกมถ่ายทอดสดเกมการแข่งขันของ คอนซาโดเล ซัปโปโร ผ่านทางทรูวิชั่นส์ในแต่ละสัปดาห์เป็นจำนวนมาก อย่างในปี 2017 ที่ทีมนกเค้าแมวเมืองเหนือพบกับ คาวาซากิ ฟรอนทาเล ซึ่ง ชนาธิป ลงตัวจริง 90 นาทีมีรายงานว่าแฟนบอลชาวไทยรอชมเกมนั้นกว่า 400,000 คน มากกว่าแฟนบอลที่รอชมการถ่ายทอดสดเกมในไทยลีกของทีมยักษ์ใหญ่ด้วยซ้ำ

ไม่เพียงแค่นั้นการมาของชนาธิปยังช่วยให้เมืองซัปโปโร และเกาะฮอกไกโด เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของเมืองซัปโปโรด้วย เมื่อมีบริษัททัวร์หลายแห่งในประเทศไทยจัดทัวร์มาซัปโปโรเพื่อชมการแข่งขันของทีม คอนซาโดเล ซัปโปโร รวมทั้งมีรายงานว่าจะมีคนไทยเข้าชมการฝึกซ้อมของทีมนกเค้าแมวเมืองเหนือประมาณ 40 – 50 คนต่อวัน

นอกจากนั้นการวางตัวที่ดี บุคลิกที่อ่อนน้อม ความเป็นกันเอง บวกกับการพยายามเรียนรู้ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นทำให้ชนาธิปสามารถซื้อใจ และเข้าไปครองใจแฟนบอลของคอนซาโดเล ซัปโปโร ได้อย่างรวดเร็ว

นั่นคือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนอกสนามหลังจากที่เจ้าของฉายา “เมสซี่เจ” ย้ายมาใช้ชีวิตลูกหนังบนแผ่นดินญี่ปุ่น

แต่ดาวเตะวัย 25 ย่าง 26 ปีคนนี้ไม่ได้สร้างแต่ปรากฎการณ์นอกสนามเท่านั้น เมื่อเขายังสร้างความมหัศจรรย์ในสนามจนกลายเป็นที่ยอมรับได้สำเร็จ

ชนาธิปไม่เพียงแค่สามารถผ่านบททดสอบของมาตรฐานการเล่นในเจลีกได้อย่างสบายๆ แต่เจ้าตัวยังสถาปนาตัวเองเป็นผู้เล่นแถวหน้าของเจลีกได้อย่างไร้ข้อกังขา และถือเป็นนักเตะคนสำคัญที่มีส่วนช่วยยกระดับให้ทีมนกเค้าแมวเมืองเหนือจากทีมกลางตาราง ขยับขึ้นมาอยู่ในหัวแถวของเจลีก จนเกือบจะได้สิทธ์ไปเล่นในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2018 และเจ้าตัวยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของเจลีกด้วย

นั่นทำให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ เป็นนักเตะผู้ทรงอิทธิพลที่ทำให้กระแสฟุตบอลเจลีกติดลมบนในประเทศไทย ณ เวลานี้

ทว่าแม้จะฮิตติดลมบนไปแล้ว แต่ก็มีหนึ่งคำถามที่ท้าทายสำหรับเจลีก

ถ้าหากวันหนึ่งวันใดข้างหน้าเจ้าของฉายา “เมสซี่เจ” ไม่ได้ลงเล่นในเจลีกแล้ว ฟุตบอลเจลีกยังคงจะเป็นที่นิยมในประเทศไทยเหมือนเดิมหรือไม่?

เชื่อว่าด้วยยุทธศาสตร์เอเชียของเจลีกที่เน้นความร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รวมถึงสโมสรฟุตบอลในประเทศไทย จะทำให้พวกเขาค้นพบดาวเตะชาวไทยที่มีฝีเท้า และความสามารถมากพอจะลงเล่นในเจลีกตามรอยชนาธิปได้

เหมือนอย่างที่นักเตะฝีเท้าดีของไทยตามรอยชนาธิปเข้าสู่เจลีกอีกหลายต่อหลายคน ทั้ง ธีรศิลป์ แดงดา , ธีราทร บุญมาทัน และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

ไม่รวมดาวเตะในระดับเยาวชนอีกหลายต่อหลายคนที่ได้รับโอกาสฝึกซ้อม และลงเล่นกับทีมในระดับเจลีก

ซึ่งในแต่ละเกมที่มีนักเตะไทยลงสนาม แฟนบอลชาวไทยจะรอคอยติดตามชม และเอาใจช่วยดาวเตะเลือดเนื้อเชื้อไขชาวสยามให้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในแต่ละสัปดาห์

ฉะนั้นตราบใดที่มีนักเตะไทยลงเล่นในเจลีกอย่างต่อเนื่อง กระแสความนิยมในเจลีกก็คงจะไม่เลือนหายไปจากแฟนบอลชาวไทยอย่างแน่นอน

#โรนิน