5 ประเด็นจับตานัดชิงฯ ‘แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์’

19 July 2019
227 VIEWS

ศึกชิงแชมป์แห่งชาติทวีปแอฟริกา เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยในค่ำคืนนี้รอบชิงฯ ระหว่าง แอลจีเรีย กับ เซเนกัล จะฟาดแข้งกันในเวลา 02.00 น. ที่สนาม ไคโร อินเตอร์เนชั่นแนล ในกรุงไคโร ประเทศอิยิปต์

และนี่คือ 5 ประเด็นที่ต้องไม่พลาดสำหรับเกมสุดสำคัญครั้งนี้…

1.สำหรับคู่ชิงฯ แอลจีเรีย-เซเนกัล ถือเป็นการรีแมตช์ จากรอบแบ่งกลุ่ม เพราะในรอบแบ่งกลุ่มทั้ง 2 ทีมอยู่ร่วมสายกันในกลุ่ม C ด้วยกัน โดยผลงานในรอบแรก แอลจีเรีย เอาชนะ เซเนกัล ได้ 1-0 จากประตูชัยของ ยูเซฟ เบลไลลี่  

2.สำหรับเส้นทางการเข้าสู่รอบชิงฯ ต้องถือว่า แอลจีเรีย มีจุดเด่นมากๆ อยู่ที่เกมรับ เพราะเพิ่งเสียไปแค่ 2 ประตูเท่านั้น และเพิ่งมาเสียประตูครั้งแรกในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เสมอ ไอวอรี่โคสต์ 1-1 ก่อนที่แอลจีเรีย จะชนะจุดโทษมาได้ ส่วนอีก 1 ประตู เสียในเกมรอบรองฯ ที่เอาชนะ ไนจีเรีย 2-1 ขณะที่ในรอบแรก 3 นัด ที่เอาชนะ เคนย่า, เซเนกัล, แทนซาเนีย  และรอบ 16 ทีม ที่ชนะ กีนี  พวกเขาไม่เสียประตูเลย 

ขณะที่ฝั่ง เซเนกัล เป็นทีมที่เขี้ยวลากดินในรอบน็อกเอาท์มากๆ โดยเฉือนชนะคู่แข่งด้วยสกอร์ 1-0 มาตลอด ไล่ตั้งแต่ ชนะ อูกันด้า รอบ 16 ทีม, ชนะ เบนิน รอบ 8 ทีม และชนะ ตูนีเซีย รอบรองฯ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 

3.ปัญหาของฝั่ง เซเนกัล สิ่งที่ดูจะเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่สุดคือทีมต้องขาด คาลิดู คูลิบาลี่ เซนเตอร์แบ็กแกนหลักจากนาโปลี สะสมใบเหลืองครบโควตาหลังถูกจดชื่อเกมรอบรองชนะเลิศที่ต่อเวลาพิเศษ 120 นาทีเฉือน ตูนิเซีย จนทำให้ คูลิบาลี่ ต้องติดโทษแบนในนัดชิงฯ  

สำหรับคีย์แมนของทั้ง 2 ทีมในเกมนี้คงหนีไม่พ้นซูเปอร์สตาร์ที่โลดเล่นในพรีเมียร์ลีก โดยฝั่ง เซเนกัล มี ซาดิโอ มาเน่ เป็นตัวชูโรง ซึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์  แนวรุกของลิเวอร์พูล ซัดไปแล้ว 3 ประตู ขณะที่ แอลจีเรีย มี ริยาด มาห์เรซ กัปตันทีมจากแมนฯซิตี้ ที่ตลอดทัวร์นาเมนต์ สังหารไปแล้ว 3 ประตูเช่นเดียวกัน แต่ฝั่งแอลจีเรีย ยังมี อดัม อูนาส ตัวสำรองทีเด็ดที่ซัดไปแล้ว 3 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้เช่นกัน 

4.หากย้อนไปในอดีต แอลจีเรีย เคยเป็นแชมป์ของรายการนี้มาแล้ว 1 ครั้ง ในปี 1990 ซึ่งปีนั้นพวกเขาเป็นเจ้าภาพ และเอาชนะ ไนจีเรีย 1-0 ในรอบชิงฯ ดังนั้นครั้งนี้พวกเขามีลุ้นแชมป์เป็นสมัยที่ 2 

ขณะที่ เซเนกัล ยังไม่เคยไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้เลย โดยผลงานที่ดีที่สุดคือการเป็นรองแชมป์ เมื่อปี 2002 โดยครั้งนั้น เซเนกัล แพ้ต่อแคเมอรูน ซึ่งเหตุการณ์ เมื่อปี 2002 อาลิอู ซิสเซ่ กุนซือเซเนกัลคนปัจจุบัน ก็เป็นนักเตะในทีมในวันนั้นด้วย ดังนั้น อาลิอู ซิสเซ่ จึงมีโอกาสลบล้างฝันร้ายในวันนั้น เมื่อ 17 ปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้จะเป็นในบทบาทผู้จัดการทีมแทน

5. สำหรับนัดชิงฯครั้งนี้ ถือเป็นเพียงครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์ 32 ครั้ง ที่โค้ชของทีมที่เข้าชิงฯ เป็นโค้ชเชื้อสายแอฟริกันทั้ง 2 ทีม โดย อาลิอู ซิสเซ่ เคยเป็นอดีตนักเตะทีมชาติเซเนกัลในยุคต้นๆ 2000s ส่วนโค้ชแอลจีเรีย คือ ฌาแมล แบลมาดี้ ก็เป็นอดีตนักเตะทีมชาติแอลจีเรียในยุคต้น 2000s เช่นกัน  

ด้าน ซาดิโอ มาเน่  ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนเกมนัดชิงฯว่า ถ้าหากสมมุติเขาสามารถแลกเหรียญแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เขาทำได้กับลิเวอร์พูล กับแชมป์ทวีปแอฟริกา เขาเองก็อยากจะแลก เพราะเขาอยากนำพาความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมให้กับทีมชาติเซเนกัลเป็นครั้งแรกให้ได้