เกมตัดสินบัลลังก์เจ้าสโมสรเอเชีย

22 November 2019
167 VIEWS

นับตั้งแต่ศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรเอเชียเริ่มต้นการแข่งขันในชื่อ เอเชี่ยน คลับ แชมเปี้ยนชิพ ในปี 1967 จวบจนกระทั่งแปรเปลี่ยนชื่อมาเป็น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์  ลีก ในปัจจุบัน ( เริ่มตั้งแต่ปี 2002 – 2003) โปฮัง สตีลเลอร์ส คือทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยการคว้าแชมป์ไปทั้งหมด 3 สมัยจากการเข้าชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง

ทว่าหากจะหาทีมที่ต้องผิดหวังจากศึกชิงบัลลังก์เจ้าสโมสรเอเชียมากที่สุด คงต้องบอกว่า อัล ฮิลาล ยอดทีมจากซาอุดิอาระเบีย เป็นทีมนั้น

แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะสามารถทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ถึง 6 ครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นสถิติมากที่สุดเหนือทุกทีม แต่ทว่าพวกเขากลับคว้าแชมป์ไปได้เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ส่วนอีก 4 ครั้งพวกเขาต้องชอกช้ำได้เพียงแค่ตำแหน่งรองแชมป์
 
โดยแชมป์ทั้ง 2 ครั้งของทีม “เดอะ บลูเวฟ” เกิดขึ้นในปี 1991 และ 2000 ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ได้แชมป์รายการนี้มากว่า 19 ปีเข้าให้แล้ว

อันที่จริงในช่วงระหว่างขวบปีที่พวกเขาห่างเหินจากการสัมผัสแชมป์สโมสรเอเชียที่เนิ่นนานถึง 19 ปีนั้น ยอดทีมจากซาอุดิอาระเบีย ยังสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ถึง 2 ครั้งคือในปี 2014 และ 2017 อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ต้องผิดหวังเมื่อต้องปราชัยให้กับคู่แข่งอย่าง เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอร์เรอร์ส จากออสเตรเลีย และ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ จากญี่ปุ่น ตามลำดับ

แต่ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับความผิดหวังบ่อยครั้งแค่ไหน แต่ดูเหมือนยอดทีมจากซาอุดิอาระเบียทีมนี้จะไม่เคยถอดใจที่จะหวนกลับมาครอบครองบัลลังก์เจ้าสโมสรเอเชียให้ได้อีกครั้ง

และดูเหมือนว่าโอกาสที่ดีที่สุดของพวกเขามาถึงแล้วหลังจากต้องรอมาถึง 19 ปี

ยอดทีมจากซาอุดิอาระเบียสามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง โดยมี อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ อดีตคู่ชิงชนะเลิศเมื่อปี 2017 เป็นคู่ต่อกร

ด้วยความกระหายตำแหน่งแชมป์ และการได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลที่เข้ามาให้กำลังใจเต็มสนาม คิง ซาอุด ยูนิเวอร์ซิตี้ ในเกมเลกแรกที่ได้โอกาสเป็นเจ้าบ้าน ทำให้พลพรรคนักเตะ อัล ฮิลัล ระดมกำลังบุกเข้าใส่ผู้มาเยือนจากแดนอาทิตย์อุทัยแบบไม่ได้หายใจหายคอ

ยอดทีมจากซาอุดิอาระเบียเป็นฝ่ายบุกกระหน่ำอยู่ข้างเดียว โดยมีเปอร์เซ็นต์ครองบอลสูงถึง 69.7% และสามารถสร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้ถึง 22 ครั้ง

น่าเสียดายที่พวกเขาสามารถทำได้เพียงแค่ประตูเดียวจากโอกาสที่มากขนาดนั้น อย่างไรก็ตามมันก็เพียงพอที่จะสร้างโอกาสที่ดีให้พวกเขาก้าวไปถึงบัลลังก์เจ้าสโมสรเอเชียได้ในปีนี้ อีกทั้งการที่ไม่เสียประตูในบ้านก็ยิ่งสร้างโอกาสที่ดีในเรื่องของอะเวย์โกลให้พวกเขามากขึ้นไปอีก

และหากเทียบกับการเข้าชิง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ที่พวกเขาพลาดหวัง ในปี  2014 และ 2017 ถือว่าครั้งนี้พวกเขามีผลการแข่งขันดีที่สุดที่สามารถชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ก่อน

โดยเกมเลกแรกของรอบชิงชนะเลิศปี 2014 อัล ฮิลาล เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการออกไปเยือน ให้แก่ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอร์เรอร์ส 0 – 1 ทำให้ในเกมนัดที่สองพวกเขาต้องลงเล่นในสถานการณ์ที่เป็นรอง และต้องเผชิญกับความกดดันจนทำให้ทำได้แค่เพียงเปิดบ้านเสมอกับ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอร์เรอร์ส 0 – 0 เท่านั้น

ส่วนเกมเลกแรกของรอบชิงชนะเลิศปี 2017 ที่พวกเขาได้พวกเขาได้เล่นในบ้านก่อนแต่พลาดโอกาสสำคัญทำได้แค่เสมอกับ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ แบบมีสกอร์ 1 – 1 เสียประตูอะเวย์โกลให้แก่อาคันตุกะผู้มาเยือนทำให้เกมนัดที่ สองพวกเขาลงเล่นด้วยสถานการณ์ที่เป็นรองคู่แข่งอีกครั้ง และเต็มไปด้วยความกดดันที่มากกว่า จนบุกพ่าย อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ 1 – 0 ได้เพียงรองแชมป์อีกครั้ง

ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในทางที่เป็นต่อคู่ต่อสู้ ผนวกกับสถิติของศึกชิงเจ้าสโมสรเอเชียรายการนี้ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อเป็น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก และเล่นในระบบเหย้า-เยือน ที่หากเกมเลกแรกมีผลแพ้ชนะทีมที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก่อนในเกมแรกสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียว

รวมถึงความมุ่งมั่นของนักเตะหลายๆคนในทีมที่ผ่านความผิดหวังมาจากรอบชิงชนะเลิศทั้ง 2 ครั้งล่าสุดก็ดูจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ อัล ฮิลาล ก้าวไปถึงบัลลังก์เจ้าสโมสรเอเชียที่พวกเขาต้องผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเฝ้ารอมานานกว่า 19 ปีได้สักที
 
“ตอนนี้เรายังไม่ได้แชมป์แต่เราหวังว่าโชคจะเข้าข้างเราในเกมเลก 2 เพื่อให้เราได้แชมป์ที่เราพยายามจะคว้ามันมานาน” โมฮัมหมัด อัล ชัลฮูบ กัปตันทีม อัล ฮิลัล หนึ่งในผู้เล่นที่ผ่านความผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศทั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้กับทีมเอื้อนเอ่ยถึงความมุ่งหวังที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ให้ได้สีกทีหลังจากทีมพยายามมาเนิ่นนาน

และไม่เพียงแค่หวังพึ่งพาโชคชะตาเท่านั้น เพราะกัปตันทีมวัย 38 ปีเผยว่าพลพรรคขุนพล อัล ฮิลัล  เตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อที่จะทำผลงานในเลก 2 ของนัดชิงชนะเลิศให้ได้เหมือนเกมแรกที่ผ่านมาเพื่อเป็นผู้ชนะ

โดยหากยอดทีมจากซาอุดิอาระเบียทำได้ ก็จะทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ 2 ที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 สมัยต่อจาก โปฮัง สตีลเลอร์

อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์ดูจะเป็นใจให้กับพลพรรค อัล ฮิลาล แต่สำหรับคู่ต่อกรของพวกเขาอย่าง อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ คงไม่ยอมให้ยอดทีมจากซาอุดิอาระเบียบุกมาเถลิงแชมป์ได้อย่างง่ายดายในบ้านตัวเองถึงจะเป็นฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบก็ตาม

โทโมอากิ มากิโนะ ปราการหลังตัวเก่งของอุราะวะ เรดส์ ไดมอนด์ คิดว่าการพ่ายแพ้เพียงแค่ 1 – 0 ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่เลวร้ายจนเกินไป และพวกเขาเรียนรู้ความผิดพลาดจากเกมแรกที่ซาอุดิอาระเบีย และเชื่อว่าจะทำได้ดีขึ้นเมื่อกลับมาเล่นเลก 2 ที่ ไชตามะ สเตเดี้ยม บ้านของตัวเอง

ยิ่งเกมนี้ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ จะได้ ชูซาคุ นิชิคาวะ ผู้รักษาประตูตัวเก่งกลับมาจากการติดโทษแบนด้วยน่าจะทำให้พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น หลังเกมเลกแรกที่ออกไปเยือนแม้จะช่วยเซฟประตูได้หลายต่อหลายครั้งแต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของผู้รักษาประตูสำรอง ฮารุกิ ฟูกุชิมะ ก็นำมาซึ่งการเสียประตู และความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในเลกแรก การได้ นิชิคาวะ กลับมายืนเฝ้าเสาก็จะช่วยให้พลพรรคนักเตะ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นเฉกเช่นเดียวกันกับ อัล ฮิลาล ถ้าหากอุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาและคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ในครั้งนี้จะทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ 2  ที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 สมัยต่อจาก โปฮัง สตีลเลอร์

นั่นทำให้เกมที่ ไซตามะ สเตเดี้ยม ยังคงน่าติดตาม เพราะผลการแข่งขันสามารถออกได้ 2 หน้า และน่าติดตามว่าในท้ายที่สุดจะเป็น อัล ฮิลาล ที่สามารถลบล้างคราบน้ำตาแห่งความผิดหวัง ถอนแค้นยอดทีมจากแดนปลาดิบคว้าแชมป์เจ้าสโมสรเอเชียได้เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี และเป็นทีมสโมสรที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ได้สำเร็จ

หรือเป็นอุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ ที่พลิกสถานการณ์กลับมาย้ำแค้นยอดทีมจากแดนเศรษฐีน้ำมันได้อีกครั้ง ผงาดเป็นเจ้าสโมสรเอเชีย และเป็นทีมที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ได้สำเร็จแทน

สิ้นเสียงนกหวีดยาวที่ไซตามะ สเตเดี้ยม ในวันเสาร์นี้ เวลา 17.00 น. เราก็จะได้ทราบกัน…