สไนจ์เดอร์ปิดฉาก 15 ปีกับอัศวินสีส้ม

7 September 2018
117 VIEWS

เซทชุดรับแขก,โซฟานุ่มๆ, ทีวี ชั้นวางหนังสือ อยู่กลางสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า และ มีเวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ นั่งชมภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาผ่านทางทีวีนับตั้งแต่เขารับใช้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์เป็นครั้งแรก ถือเป็นฉากการโบกมือลาทีมชาติของสไนจ์เดอร์ที่แปลกตากว่านักเตะคนอื่น ๆในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล …แต่มันก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นหัวใจ น่าจดจำไปอีกนานแสนนาน…

ประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลของเหล่าขุนพล Oranje ต้องจารึกเอาไว้ว่า วันที่ 6 ก.ย. 2018 คือวันที่ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ นักเตะซึ่งรับใช้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์มากที่สุด ได้ยุติบทบาทการรับใช้ชาติลง โดยหลังจบเกมที่เนเธอร์แลนด์อุ่นเครื่องชนะเปรู 2-1 โดยสไนจ์เดอร์ลงเล่นไปทั้งสิ้น 62 นาทีก่อนจะเปลี่ยนตัวออกไป ซึ่งเรื่องผลการแข่งขันเกมนี้ เมมฟิส เดปาย ช่วยเร่งเครื่องยิง 2 ประตูท้ายเกมให้ฝ่ายอัศวินสีส้ม เจ้าบ้านแซงชนะไป

หลังจบเกม เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ นั่งอยู่บนโซฟาเคียงข้างกับโยลันเธ่ คาเบา ฟาน คาสแบร์เก้น ภรรยาสาวซึ่งมีอาชีพเป็นนักแสดง และลูกชายวัยกำลังซนอีก 2 คนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมกับรับชมวีดีโอคำอวยพรจากเพื่อน ๆ ร่วมทีมชาติ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับชีวิตนักฟุตบอลของเขา…

และในงานพิธีอำลาทีมชาติของสไนจ์เดอร์ครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก จิอันนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่าคนปัจจบันมาร่วมงานเลี้ยงอำลาในสนามอีกด้วย

ความจริงแล้ว สไนจ์เดอร์ ประกาศกล่าวคำอำลาทีมชาติตั้งแต่ มี.ค. ที่ผ่านมา แต่ในเวลาต่อมาเขาก็ได้รับเกียรติจาก KNVB รวมถึงโรนัลด์ คูมัน กุนซือทีมชาติ เรียกติดทีมชาติอีก 1 นัด เพื่อจัดงานเลี้ยงวันอำลาให้อย่างสมเกียรติ ให้สมกับที่เขาถวายหัว ทุ่มชีวิตเล่นให้อัศวินสีส้มมาเนิ่นนาน…รวมถึงทำสถิติเป็นผู้เล่นที่เล่นให้ทีมชาติมากที่สุดอีกด้วย

บนวัย 34 ปี สไนจ์เดอร์ รับใช้ทีมชาติไปทั้งสิ้น 134 เกม มากกว่าอันดับ 2 อย่างเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ 4 เกม ส่วนจำนวนการยิงประตูในนามทีมชาติ สไนจ์เดอร์ ซัดไปทั้งสิ้น 31 ประตู ถือเป็นอันดับ 10 ตลอดกาลของทีมชาติ

สไนจ์เดอร์ เริ่มติดธงทีมชาติตั้งแต่ปี 2003 จนกระทั่งปัจจุบันปี 2018 ผ่านยุคสมัยกุนซือทีมชาติทั้ง ดิ๊ก อัดโวคาท, มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น, เบิร์ต ฟาน มาร์ไวก์, หลุยส์ ฟาน กัล, กุส ฮิดดิ้ง, แดนนี่ บลินด์ และล่าสุดคือโรนัลด์ คูมัน โดยเพลย์เมกเกอร์จอมเทคนิคและเชิงสูง มีไฮไลท์สำคัญของชีวิตการรับใช้ชาติก็คือการระเบิดฟอร์มการเล่น จนกระทั่งพาอัศวินสีส้มเดินทางไปถึงรอบชิงฯ ฟุตบอลโลก 2010 ก่อนที่จะแพ้สเปนแบบน่าเสียดายเป็นที่สุด ขณะที่ในฟุตบอลโลก 2014 สไนจ์เดอร์พาทีมไปถึงอันดับที่ 3

“ผมมีความสุข และสนุกกับทุกๆนาทีที่อยู่ในสนามฟุตบอลในนามทีมชาติ” เวสลี่ย์ สไนเดอร์ เปิดใจหลังจากผ่านพ้นการรับใช้ชาตินัดสุดท้าย

“ผมรู้ดีว่ามันเดินทางมาถึงตอนจบแล้ว… ผมขอกล่าวคำอา ณ ห้วงเวลาที่ดี และที่ผ่านมา มันเป็นเต็มด้วยเส้นทางความสวยงาม…”

ส่วนประเด็นการเป็นผู้นำในห้องแต่งตัวในทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ต่อจากนี้สไนจ์เดอร์ขอมอบภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ ต่อไปให้กับเมมฟิส เดปาย แนวรุกจากสโมสรโอลิมปิก ลียงต่อไป “ผมขอส่งต่อภาระผู้นำและเสื้อของผมต่อไปให้กับเดปาย เขานั้นได้เสื้อทีมชาติของผมไป ที่ผ่านมาเดปายแสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขามีช่วงเวลาที่ดีกับทีมชาติ ผมเองก็หวังว่าเดปายจะอยู่ในเส้นทางการพัฒนาต่อไป”

ด้าน เมมฟิส เดปาย ทายาทผู้นำทีมของทีมเนเธอร์แลนด์ ให้ความเห็นในเชิงยกย่องเชิดชู สไนจ์เดอร์ ที่ดูแลเขามาอย่างดี “นับตั้งแต่ผมได้เข้าร่วมทีมชาติ เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ดูแลและปกป้องผมเอาไว้ใต้ปีกของเขาตลอด และยามอยู่นอกสนาม เราก็ติดต่อกันอยู่เสมอ ๆ ต้องบอกว่าเวสลี่ย์ เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของผมเลย การที่เขาให้เสื้อหมายเลข 10 พร้อมกับลายเซ็นของเขาให้กับผมนั้น ผมต้องบอกว่าผมยินดีมาก ๆ ที่ได้รับมันจากเวสลี่ย์”

ย้อนเข็มนาฬิกาไปเมื่อปี 2010 นั่นต้องถือว่าเป็นปีทองของสไนจ์เดอร์ จากการพาอินเตอร์ มิลาน เป็นทริปเปิ้ลแชมป์ ส่วนทีมชาติก็เดินทางไปถึงรอบชิงฯ บอลโลก พร้อมทั้งยิงในเวิลด์คัพ 5 ประตูเท่า ๆ กับดาวซัลโวในทัวร์นาเมนต์นั้น อย่างโธมัส มุลเลอร์, ดีเอโก้ ฟอร์ลัน และดาบิด บีย่า แต่เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล เพราะปีนั้นเขาเป็นเพียงอันดับ 4 ในฟีฟ่า บัลลง ดอร์…แค่นั้นเอง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ ก็ยังเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่เสมอสำหรับแฟนบอลอัศวินสีส้ม… และเขาจะอยู่ในใจตลอดไป…
————–
Fact Files : เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์
สโมสร
2002-2007 : ไอแอ๊กซ์
2007-2009 : เรอัล มาดริด
2009-2012 : อินเตอร์
2012 – 2017 : กาลาตาซาราย
2017-2018 : นีซ
2018 – ปัจจุบัน : อัล การาฟ่า