เหนือเป๊ป ยังมีซาร์รี่

10 December 2018
1,056 VIEWS

ก่อนบิ๊กแมตช์ เชลซี กับแมนฯ ซิตี้ ผมมีเควสชั่นมาร์กตัวโต ๆ ในหัวว่าเมาริซิโอ ซาร์รี่ จะหยุดยั้งทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ด้วยวิธีไหน

นักข่าวถามเจ้าตัวในการแถลงความพร้อมตอนบ่ายวันศุกร์ กุนซืออิตาเลียนตอบว่า “ปาดโธ่ เจอกันกี่ที ๆ ผมแพ้ตลอด คุณมาถามผิดคนแล้วล่ะ”

เสียงหัวเราะครืนในอารมณ์ขันหน้าตายของซาร์รี่

แต่หลังบ้าน ทีมงานเชลซี ซักซ้อมแท็คติกกันขะมักเขม้นบนเป้าหมายสองอย่าง หนึ่ง-เบรกเกมรุกของเรือใบให้อยู่ กับสอง-หาทางทำประตูให้ได้

หลายทีมบอกว่าแค่ข้อแรกอย่างเดียวก็ยากเต็มกลืน ฤดูกาลนี้มีลิเวอร์พูล ทีมเดียวที่หยุดแมนฯ ซิตี้ จากการมีสกอร์ แต่กระนั้น หงส์แดงก็ไม่สามารถทำข้อสองได้สำเร็จ

จนกระทั่ง “ทีมชาติ” เอ๊ย “ทีมชี้ต” คลอดออกมาราวหนึ่งชั่วโมงก่อนแข่ง ความคิดแวบแรกคือบอลบิ๊กแมตช์คู่นี้ไม่มีศูนย์หน้าธรรมชาติลงสนามเลยสักคน

ย้อนไปสัก 20-30 ปีที่แล้ว ใครมาบอกว่าฟุตบอลแห่งโลกอนาคตจะไม่มีที่ว่างสำหรับกองหน้าตัวเป้าทั้ง 22 ตำแหน่ง ผมคงว่าหมอนั่นต้องเพี้ยนแน่ ๆ

แล้วเกมจะออกมาอย่างไร ทำประตูกันแบบไหน กลางหรือปีกโยนบอลเข้าเขตโทษให้ใครโหม่ง

ลามไปถึงขั้นเป็นห่วงว่าเด็ก ๆ รุ่นใหม่ จะขาดไอดอลหรือเปล่า เพราะใครก็อยากโตมาเป็นศูนย์หน้า ผมเคยสมมุติตัวเองเป็นเอียน รัช บางคนเกิดในยุคมาร์โก แวน บาสเท่น, อลัน เชียเรอร์ ฯลฯ

แต่วิวัฒนาการของฟุตบอล เดินมาถึงจุดที่กองหน้า บางครั้งถูกมองเป็นส่วนเกินในสนาม หรือมีบทบาทเป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่ง

สเปน คว้าแชมป์ยูโร 2012 โดยไม่มีนักเตะเบอร์ 9 เป็นตัวจริง  เช่นเดียวกับโปรตุเกสอีกสี่ปีต่อมา แม้ฮีโร่ทำประตูชัยในนัดชิงก็คือศูนย์หน้าสำรองนั่นแหละ

กระทั่งฝรั่งเศส ชุดแชมป์โลก 2018 แต่ศูนย์หน้าเป้าอย่างโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ไม่มีชื่อทำประตูได้สักลูก

หลังดูเกม “ซูเปอร์คุณภาพ” ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้พักหนึ่ง ผมถึงเข้าใจว่าเกมเยี่ยงนี้ การส่งกองหน้าตัวเป้าลงไปแค่คนเดียว มีสิทธ์ทำให้ทีมนั้นเสียเปรียบคู่แข่ง

โดยเฉพาะทีมที่ถูกบีบให้ต้อง “ไล่บอล” อย่างเชลซี จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เล่นเอ้าท์ฟิลด์ ทั้ง 10 คน ต้องขยันแบบพร้อมเพรียง

ขาดแค่ “1” คน ช่องเปิดทันที และแมนฯ ซิตี้ ยุคนี้ เก่งมากในการเสาะแสวงหาช่องที่ว่า

ส่วนเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แม้ขาดเพชฆาตมือหนึ่งอย่างเซร์คิโอ อเกวโร่  ก็ยังมีทางเลือกด้วยการส่งกาเบรียล เชซุส ไปประจำการ

แต่กุนซือสมองเพชรอ่านเกมว่าซาร์รี่ น่าจะเล่นสไตล์ถนัด บีบสูง กองหลังดัน พยายามแย่งบอลในแดนคู่แข่ง ยิ่งเชลซี เป็นเจ้าบ้านด้วยแล้ว ไม่น่าเน้นถอยมาแพ็กเกมรับเต็มสูบ

นั่นคือเหตุผลที่เป๊ป ตัดสินใจใช้ความเร็วของราฮีม สเตอร์ลิง ในบทบาท false -9  โดยสลับกับริยาด มาห์เรซ แทนศูนย์หน้าเป้าอย่างเชซุส

อย่างไรก็ตาม สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เป๊ป คาดคะเนผิดเพราะกองหลังเชลซี ยืนต่ำถึงต่ำมาก ผิดวิสัยธรรมชาติฟุตบอลของซาร์รี่

หมายถึงความเร็วของตัวจี๊ดทั้งสเตอร์ลิ่ง, มาห์เรซ และลีรอย ซาเน่ แทบไม่มีประโยชน์ แมนฯ ซิตี้ กลับต้องการความแม่นยำในการผ่านบอลพื้นที่แคบๆ มากกว่า

แฟนเรือใบอาจคิดถึงเควิน เดอ บรอยน์ ขึ้นมาจับจิตในสถานการณ์แบบนี้

มิหนำซ้ำ ซาร์รี่ ไม่ได้หัวหดตั้งรับแบบจอดรสบัสขวางประตูเหมือนหลายทีมพยายาม และมักล้มเหลว

แต่กุนซือยาเส้นสั่งแผนให้ลูกทีมไล่เพรสทั้งแผ่นดิน เอ๊ย ทั้งสนาม ผมไม่แปลกใจที่มาเตโอ โควาซิช โดนเปลี่ยนออกคนแรกตั้งแต่ชั่วโมงเศษ เพราะวิ่งขึ้นลงเยอะมากจนเดี้ยง

เชลซี ไล่บีบ กดดัน เร่งจังหวะฟุตบอลของแมนฯ ซิตี้ ที่แม้ครองบอลได้ เข้าทำในพื้นที่สุดท้ายเยอะกว่า แต่แทบนึกไม่ออกว่ามีโอกาสยิงจะ ๆ แบบไม่มีตัวบล็อกด้านหน้าหรือไม่

ถือว่าแผนของซาร์รี่ ได้ผลมาครึ่งหนึ่ง สามารถสร้างความอึดอัดให้ทีมเยือน ด้วยการเล่นเกมที่มีวินัย ขยัน และอดทนรอเวลา

ผ่านมากกว่าครึ่งชั่วโมงแรก สถิติโชว์หราหน้าจอว่าแมนฯ ซิตี้ ต่อบอลในแดนสุดท้ายกี่ครั้ง และเชลซีกี่ครั้ง

ผมจำตัวเลขของเรือใบไม่ได้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือเชลซี ไม่มีการต่อบอลสักครั้งเดียวในพื้นที่ 1/3 หรือไฟนั่ล เทิร์ด

ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นรองอื้อซ่า แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันอยู่ที่เชลซี  ทำให้ซิตี้ ไม่ได้หลุดไปล่อเป้าเคปา อาร์ริซาบาลาก้า แบบง่าย ๆ ต่างหาก

แล้วที่สุด ความอดทนมาตั้งแต่ต้นเกม ทำให้เราเห็นอีกครึ่งหนึ่งของแผนที่ซาร์รี่ เตรียมไว้

เกมบุกฉับพลันของเชลซี เหมือนฝูงผึ้งแตกรัง หน้าเติม ปีกเติม กลางเติมด้วยความรวดเร็ว ขณะที่นักเตะแมนฯ ซิตี้ ไม่ตั้งตัว หรือตั้งไม่ทัน

วินาทีที่เอ็นโกโล่ ก็องเต้ วิ่งมาแปเสียเสียบเพดานตาข่าย เชลซี มีตัวรุกในเขตโทษถึง 5 คน ยังไม่นับวิลเลียน ห่างแค่ครึ่งก้าวทางซ้าย และจอร์จินโญ่ หน้าเขตโทษรอเก็บแถวสอง

ผมกลับไปดูไฮไลท์ จังหวะทิ้งบอลยาวของดาวิด ลุยซ์ ไปจบด้วยการยิงของมิดฟิลด์ฝรั่งเศส ใช้เวลาเกือบ 20 วินาที มีนักเตะสัมผัสบอลจากลุยซ์, เปโดร โรดริเกวซ, วิลเลียน, มาร์กอส อลอนโซ่, เอแด็ง อาซาร์ และก็องเต้

แนวรุก กลาง หลังยันฟูลแบ็ก มีส่วนหมด

ยิ่งเกมชิงจังหวะแบบนี้ ใครโดนก่อนมีโอกาสแพ้สูง แมนฯ ซิตี้ ยิ่งเล่นยิ่งตื่อ จะต่อบอลเข้าไปทำ ก็ไม่มีช่องให้เจาะ พอใช้บอลยาวก็โดนกองหลังสูงใหญ่กว่าของเชลซี กวาดกินหมด

โดยสรุป ไม่ใช่คืนของแมนฯ ซิตี้ สเตอร์ลิง คงเสียดายโอกาสทำประตูในช่วงไม่ถึง 10 นาทีแรก บางทีโฉมหน้าเกมคงเปลี่ยนไปจากเดิม

แต่ต้องให้เครดิตเชลซี และเมาริซิโอ ซาร์รี่ ว่าวางแผนมาเนี้ยบ นักเตะทำได้เป๊ะ ทุกอย่างเข้าล็อก

ปัญหาคือจะมีสักกี่ทีมที่สามารถเล่นได้แบบนี้ แผนของโค้ชก็ส่วนหนึ่ง แต่คุณภาพนักฟุตบอลจะทำได้ถึงหรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง….