ซาราห์ โธมัส : เพราะความเท่าเทียมเป็นเรื่องปกติในสังคม

20 January 2019
164 VIEWS

ระยะหลัง เราเห็นเรื่องราวของการเหยียด (Racism) ในกีฬามากขึ้น ล่าสุดก็เป็นประเด็นของ คาลิดู คูลิบาลี่ ในการแข่งขัน กัลโช เซเรีย อา แต่กระนั้น ไม่ใช่ว่า โลกกีฬา จะเต็มไปด้วยเรื่องราวแบบนั้น เรื่องราวดี ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจก็ยังคงมีอีกมาก

แน่นอน มันรวมไปถึง เรื่องราวของ “ความเท่าเทียม” ต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สีผิว, เชื้อชาติ และ ศาสนา วันนี้ อยากจะนำเสนอ ความเท่าเทียมในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องราวของ ความเท่าเทียมทางเพศ แต่เกิดขึ้นกับกีฬาที่ไม่น่าจะมีผู้หญิงเป็นส่วนร่วมอย่าง อเมริกันฟุตบอล

และนี่คือเรื่องราวของ ซาราห์ โธมัส กรรมการหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์เอ็นเอฟแอล ที่ได้ตัดสินในเกมเพลย์ออฟ

1. 

ปี 2015 มีข่าวใหญ่ที่กลายเป็นปะเด็นให้พูดถึงกันพอสมควรทั้งในแง่สังคมและกีฬา กับการขึ้นมาทำหน้าเป็น ไลน์จัดจ์ บนสนามฤดูกาลปกติ ในศึกอเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล ของ ซาราห์ โธมัส กรรมการหญิง คนแรกของลีก “คนชนคน” ที่มีประวัติศาสตร์ ยาวนานเกินครึ่ง ศตวรรษ

ในตอนนั้น มีการพูดคุยกันถึงเรื่องราวของความเท่าเทียบทางเพศ โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และ ต่อต้าน การที่สมาคมผู้ตัดสิน ให้เธอขึ้นมาทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้

โธมัส ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนเลือนตำแหน่งในการตัดสิน จาก ไลน์ จัดจ์ มาเป็น ดาวน์ จัดจ์ หรือหัวหน้า ไลน์แมน ในปี 2017

และเธอก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง ในมกราคมปีนี้ เมื่อเธอกลายเป็นกรรมการหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ได้ทำหน้าที่ในช่วงเพลย์ออฟ ในเกมที่ นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ เอาชนะ ลอส แองเจลิส ชาร์จเจอร์ส ไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา

การเป็นกรรมการที่จะตัดสินในช่วงเพลย์ออฟ นั่น ไม่ใช่กรรมการคนไหน ก็จะได้เป็น มันต้องมาจากการคัดเลือกแล้ว ว่าพวกเขา (หรือเธอ) ทำหน้าที่ได้ดีจริง ซึ่งจะไม่ไช่การถูกเลือกมาทำหน้าที่ยกชุดแบบในฤดูกาลปกติ ที่ทีมของใคร ก็ทำหน้าที่ไปยกทีม หากแต่ถูกคัดสรร มาเป็นรายบุคคล เหมือนการรวมออลสตาร์กรรมการ ที่คัดมาแต่คนที่ทำหน้าที่ได้ดีแล้วจริง ๆ เท่านั้น

นั่นหมายความว่า ซาราห์ โธมัส เป็นกรรมการที่มีฝีมือจริง ๆ

และยังหมายความว่า การจะเป็นกรรมการที่มีฝีมือใน เอ็นเอฟแอล ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศแต่อย่างใด

2.

กว่าจะได้รับการยอมรับขนาดนี้ โธมัส ต้องฝ่าฟันอุปสรรค์ และ คำดูถูกมาไม่น้อย เช่นกัน แต่ด้วยความรัก และ หัวใจของนักกีฬา ก็พาเธอมาทำหน้าที่ใน เอ็นเอฟแอล ได้สำเร็จ

ตั้งแต่เด็ก เธอเติมโตมาต่างจากผู้หญิงอื่น ๆ ที่ชอบจะอยู่ในร้านเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอาง เพราะ โธมัส เติบโตมากับการเล่นกีฬา เธอหลงรักมันมาตั้งแต่เด็ก

จากการที่พื้นเพเป็นคนเมือง ปาสคากูล่า มลรัฐมิสซิสซิปี้ เมื่ออยู่มัธยมศึกษา เธอก็เล่นกีฬาอย่าง ซอฟต์บอล มาตลอด และดีพอที่จะติดทีมโรงเรียนไปแข่งชิงแชมป์รัฐในสมัยมัธยมฯ ปลาย ด้วย

หลังจากนั้น เมื่อต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัย เธอก็เลือกมหาวิทยาลัยที่ไม่ไกลบ้านนัก อย่าง ยูนิเวอร์ ซิตี้ ออฟ โมบิล ในมลรัฐอลาบาม่า ที่ห่างออกไปราว 40 นาทีโดยการขับรถบนทางหลวงหมายเลข90

ที่นั่น เธอกลายมาเป็น ส่วนหนึ่งของทีมบาสเก็ตบอล ในมหาวิทยาลัย และด้วยฝีมือที่เหนือกว่าคนอื่น เธอก็ได้รับทุนการศึกษาจากการเล่น บาสฯ นั่นเอง หลังจากที่เธอได้เป็นหนึ่งในตัวผู้เล่นระดับ ออล อเมริกัน ทีม

หลังจากเรียนจบไม่นาน เธอก็มุ่งหน้าสู่เส้นทางของการเป็นกรรมการในทันที โดยในปี 1996 เธอได้รับการบรรจุให้ทำงานเป็นกรรมการในลีก กัลฟ์ โคสต์ ฟุตบอล ออฟฟิเชียล แอสโซซิเอชั่น โดยเป็นลีกระดับมัธยมปลาย

หลังจากนั่น 10 ปี เธอก็ได้รับการชักชวนจาก เจอร์รี่ ออสติน อดีตกรรมการของ เอ็นเอฟแอล ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานของ คอนเฟเรนซ์ ยูเอสเอ หรือ ซี ยูเอสเอ ซึ่งเป็นชื่อสายของฟุตบอลระดับ เอ็นซีเอเอ สายหนึ่ง ซึ่งเป็นสายในดิวิชั่นหนึ่ง ให้ไปทำงานด้วยกัน

หลังจากนั้น เธอก็มีชื่อเพิ่มมากขึ้น ในฐานะ 1 ใน 5 กรรมการหญิงที่ทำงานในระดับ เอ็นซีเอเอ และยังกลายมาเป็นกรรมาการหญิงคนแรกที่ได้ตัดสินในเกมของ บิ๊กเทน ด้วย

3.

เส้นทางของ โธมัส ใน เอ็นเอฟแอล เกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อธอเข้ารับการทดสอบ เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ใน เอ็นเอฟแอล และเธอก็ดลายเป็นหนึ่งใน 21 คนที่ผ่านการคัดเลือกในปีนั้น

หลังจากนั้นเธอก็ทำหน้าที่ ที่แนววางลูกในมินิแคมป์ของทีมอย่าง นิวออร์ลีน เซนต์ส และ อินเดียนาโพลิส โคลท์ส พร้อมกันนั้น เธอก็ได้รับการอบรมจากเอ็นเอฟแอล ในโปรแกรมการพัฒนาผู้ตัดสิน

จนในปี 2015 เธอก็กลายมาเป็นผู้ตัดสินหญิงคนแรกของ เอ็นเอฟแอล อย่างเป็นทางการ และเป็นผู้ตัดสินหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของลีกด้วย 

เธอทำงานในทีมของหัวหน้ากรรมการ พีท โมเรลลี่ และลงทำหน้าที่ตัดสินเป็นไลน์จัดจ์ เกมแรกในชีวิต ในเกมระหว่าง แคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ พบ ฮิวสตัน เท็กแซนส์ ที่ เอ็นอาร์จี สเตเดี้ยม

และเรื่องราวของเธอ ก็เป็นแรงบัลดาลใจให้หญิงสาวที่มีหัวใจรักกีฬาคนอื่น ๆ มาตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

4. 

ถึงแม้จะมีอีกบทบาทหนึ่งเป็นกรรมการในกีฬาที่ค่อนข้างดูรุนแรง อย่างอเมริกันฟุตบอล แต่อีกบทบาท โธมัส ก็เป็นคุณแม่ของลูก ๆ สามคน

คนรอบตัวที่รู้จักเธอ มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอเป็นคนที่ค่อนข้างประหยัดคำพูด แต่เป็นคนที่มักจะชอบยิ้มแทนการตอบคำถาม

ในปี 2015 ซีเอ็นเอ็น เคยไปสัมภาษณ์เธอ หลังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในทีมงานผู้ตัดสิน เธอก็ตอบสั้น ๆ แค่เพียงว่า 

“ต้องการจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะที่ฉันเลือกเส้นทางนี้เพราะรักมัน

“คนอื่น ๆ ไม่ได้เห็นฉันเป็นผู้หญิงหรอก พวกเขาเห็นฉันเป็นกรรมการคนหนึ่งเหมือนกัน”

คำตอบของเธอ มันได้อธิบายแล้วว่า อะไรคือความเท่าเทียมที่เกิดขึ้นในวงการนี้

5. 

การทำหน้าที่ของ โธมัส ในเกมระหว่าง นิวอิงแลนด์ กับ ลอส แองเจลิส เป็นไปด้วยดี ไม่ต่างจากเกมอื่น ๆ ที่เธอทำหน้าที่มา อาจจะมีติดขัดหน่อยก็ตรงที่ ฟิลิป ริเวอร์ส ควอร์เตอร์แบคทีมเยือน มักโวยว่า เขาไม่ได้ธงจากการเล่นนอกเกมมากเท่าที่ควร

แต่โดยรวม ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และ เอ็นเอฟแอล ก็ได้รับการยกย่องอย่างมาก ที่เลือกจะให้ มัส ทำหน้าที่ในนัดนี้

“นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่มีผู้ตัดสินหญิง ทำงานในเพลย์ออฟ นี่มันแสดงให้เห็นว่า เอ็นเอฟแอล เดินมาไกลขนาดไหน พวกเขาติดตาม และ พยายามที่จะสร้างก้าวอันยิ่งใหญ่ในเรื่องของความเท่าเทียม” เลาร่า รีส์ ผู้ก่อตั้ง แต่ ผู้บริหารมูลนิธิ รีส์ แอนด์ รีส์ พูดถึงเรื่องนี้

“แต่ พวกเขาอาจจะทำแบบนี้เพราะรู้ว่ามันสำคัญก็ได้ เอ็นเอฟแอล อาจจะผลักดันให้ผู้หญิงขึ้นมาทำหน้าที่สำคัญ เพราะรู้ว่า ตอนนี้ โลกกำลังจับตามองในเรื่องนี้”

แต่ไม่ว่า จะด้วยเหตุผลอะไร ภาพตวามของผู้หญิงกับ บทบาทของอเมริกัน ฟุตบอล ก็ถูกขีดขึ้นมาใหม่แล้ว

6. 

ในขณะที่ เอ็นเอฟแอล และวงการกีฬาอื่น ๆ ไปไกลแล้ว ในประเทศไทย การเหยียดเพศ กลับเป็นเรื่องล้อเล่น และ ยอมรับได้ของคนบางกลุ่ม

วาทะที่ว่า “ขำ ๆ ไม่เห็นเป็นไร” กลายเป็นวาทะแก้ตัวของคนที่เหยียดเพศด้วยวาจาอย่างสนุกปาก โดนไม่แคร์ว่า คนที่ได้ยินจะรู้สึกอย่างไร

ถึงแม้เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่นไม่ได้ แต่เราก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองได้

เพราะ เมื่อเริ่มนับ 1 แล้ว 2-3-4จะตามมาเอง

เหมือนที่ เอ็นเอฟแอล เริ่มต้นกับ ซาราห์ โธมัส นั่นแหละ