‘ซานติ’ ยอดนักเตะหัวใจไม่แพ้

เพื่อต้อนรับปีใหม่ 2019 อยากเล่าเรื่องราวของยอดนักสู้คนหนึ่งที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง

กับโชคชะตาที่เผชิญ กับการต่อสู้ที่ฝ่าฟัน ผมว่าชีวิตของเขามีคุณค่าและเรื่องราวนั้นน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้แก่พวกเราทุกคนได้เป็นอย่างดีสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่นี้

ซานติ กาซอร์ลา ยอดนักเตะหัวใจไม่แพ้คนนี้ 🙂

“ผมเป็นเหมือนตัวต่อจิ๊กซอว์” 

ชิ้นส่วนของผิวหนังที่ท่อนแขนของเขาถูกตัดไปแปะที่ข้อเท้าขวา มีชิ้นที่ไปแปะไว้ที่ต้นขา และผิวหนังที่ด้านหลังขาไปแปะไว้ที่ส้นเท้า ที่เท้าของเขามีแผ่นเหล็กอยู่ข้างใน และเขามีเอ็นร้อยหวายที่ทำจากแฮมสตริง

I n d ตัวอักษรสามตัวยังอยู่ที่แขน แต่ i a ถูกแยกมาอยู่ที่ส้นเท้า – สำหรับคนเป็นพ่อที่สักชื่อลูกไว้บนแขน มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะทำใจยอมรับได้ง่ายนัก

“มิเกล ซานเชซ ศัลยแพทย์ทีผ่าตัดผมเขาใช้ผมเป็นกรณีศึกษา เขาและนักกายภาพบอกว่าตลอดชีวิตเขาไม่เคยเจอเคสที่หนักหนาแบบนี้เลย” 

ที่ว่าหนักนั้นรวมถึงการเจ็บที่เข่า เท้า ข้อเท้า การรักษาที่ผิดพลาด อาการที่กำเริบขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และการผ่าตัดมากถึง 10ครั้ง แผลผ่าตัดเปิดและติดเชื้อ เอ็นที่ถูกเชื้อไวรัสกัดกินยาวถึง 10 เซ็นติเมตร จนกัดเข้าไปถึงกระดูก แผลนั้นทำให้มีความเสี่ยงถึงขั้นตัดขาทิ้งเพื่อรักษาชีวิต

อาการบาดเจ็บนั้นทำให้เขาต้องพักการเล่นยาวถึง 636 วัน ระยะเวลาและความเจ็บปวดที่เผชิญมาทำให้เขาท้อ และคิดจะยอมแพ้

“ผมบอกกับครอบครัวว่ามันจบแล้ว พรุ่งนี้ผมจะคุยกับฮวนการ์ (นักกายภาพที่ดูแล) ว่าผมไปต่อไม่ไหวแล้ว” 

แต่โชคดีที่สุดท้ายมันไม่เกิดขึ้น นอกจากเขาจะไม่ต้องตัดขาทิ้งแล้ว ยังสามารถกลับมาลงเล่นได้อีกครั้งด้วย “ผมต้องหยิกตัวเองตอนที่คิดว่า นี่ผมจะได้เล่นในวันเสาร์แล้ว ผมรู้สึกดีกับมันในทุกวินาที ผมเข้าใจเวลานักฟุตบอลคิดว่ามันเจ็บปวดที่ต้องถูกกักในโรงแรมในคืนก่อนแข่ง แต่ผมเคยต้องนอนคนเดียวมาแล้วทั้งในโรงแรมและโรงพยาบาล และมันเป็นสิ่งที่ผมสู้เพื่อสิ่งนี้”

อาการบาดเจ็บของเขา จุดเริ่มต้นต้องย้อนไปไกลถึงเกมอุ่นเครื่องกับ ชิลี เมื่อ ก.ย.2013 ซึ่งจุดเริ่มต้นเล็กๆในวันนั้นกลายเป็นการนรกระยะเวลากว่า 5 ปี กับอาการบาดเจ็บมากมาย รวมถึงข้อเท้าที่หัก และเอ็นเข่าที่ขาด ในที่สุดมันมาถึงจุดที่เขาทนไม่ไหวเมื่อ ต.ค. 2016 ในเกมกับลูโดโกเร็ตส์ 

“ช่วงพักครึ่งมันคือการฆ่าผมทั้งเป็น เพราะมันหนาวมาก ผมเจ็บตั้งแต่เริ่มครึ่งหลังและอาการก็เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในคืนนั้นผมนอนร้องไห้ มันเจ็บปวดเกินจะทนแล้ว ผมต้องหยุด และจากนั้นปัญหาก็เริ่มต้นขึ้น”

ในเวลานั้น อาร์แซน เวนเกอร์ บอกว่าอาการของเขาไม่หนักหนา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาคือเขาไม่เคยได้กลับมาลงเล่นให้อาร์เซนอลอีกเลย

เพราะผิวหนังที่อยู่ในสภาพที่เลวร้าย แผลเปิด และทำให้เกิดการติดเชื้อ 

“ตอนที่ผมปั่นจักรยานในยิม ด้ายที่เย็บไว้นั้นหลุดทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปได้ รวมถึงจุลินทรีย์ พอตกกลางคืนน้ำเหลืองก็จะไหลออกมา ทุกครั้งที่พวกเขาเย็บแผลให้ผมใหม่ มันก็จะเป็นแบบนี้อีก น้ำเหลือเยอะขึ้นทุกที ถึงจะทำอย่างไรตาม เพราะพวกเขาไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในว่าเชื้อแบคทีเรียมันกินข้างในไปมากขนาดไหน พวกเขาไม่เคยตรวจพบได้ว่ามันเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวไหน”

“สิ่งที่พวกเขาบอกกับผมคือ ไม่ต้องคิดเรื่องการเล่นฟุตบอลเย ขอให้คิดถึงแค่การกลับมาใวช้ชีวิตปกติ เล่นกับลูกชายได้ หรือไปเดินเล่นได้ แต่ผมไม่ให้ความสำคัญกับน้ำหนักคำพูดของพวกเขาอีกแล้ว ผมตัดสินใจจะกลับไปสเปน ไปดูว่าพวกเขาจะมีอะไรแนะนำผมที่แตกต่างจากนี้หรือไม่”

“ผมเหนื่อย ผมต้องใช้เวลา 2-3 เดือนกับการผ่าตัด ผมเลยไปที่วิโตเรีย (เมืองในสเปน) ในวันรุ่งขึ้น และตอนนั้นเองที่พวกเขาพบเชื้อแบคทีเรีย 2 ชนิดที่เส้นเอ็น และอีกชนิดที่กระดูก”

“ตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าเอ็นที่แบคทีเรียกินไปจากการติดเชื้อนั้นมากขนาดไหน”

“มิเกล บอกกับผมว่าผมจำเป็นจะต้องถูกผ่าแผลจนกว่าที่จะพบเส้นเอ็น จากนั้นพวกเขาก็ผ่าผม ผ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น และสุดท้ายพวกเขาก็พบ และบอกกับผมว่าเส้นเอ็นผมหายไป 10 เซ็นติเมตร ซึ่งพวกเขาบอกว่าผมโชคดีแล้ว เพราะมันน่าจะกว่านั้น ซึ่งเมื่อเขาต้องสร้างเส้นเอ็นขึ้นมาใหม่ เขาถึงได้รู้ว่าอาการที่กระดูกของผมมันเลวร้ายแค่ไหน เขาสามารถเอานิ้วแหย่ลงไปได้เลย ซึ่งมันเป็นอันตรายมาก”

ที่อังกฤษ หมอบอกกับเขาว่าพวกเขารู้สาเหตุ พวกเขาจัดการได้ พวกเขาจะให้ยาปฏิชีวนะ แต่ประเด็นคือการใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่มีประโยชน์เลยหากใช้ไม่ถูกกับเชื้อ และหมอที่อังกฤษ ไม่เคยรู้ว่าเชื้ออะไรที่กัดกินเส้นเอ็นของเขาอยู่ และมันเป็นเรื่องที่ทำให้เขายังโกรธมาก แม้ว่าในเวลานี้จะพูดไปหัวเราะไปได้ก็ตาม

เขาเคยคิดที่จะดำเนินการฟ้องร้อง เพราะการวินิจฉัยที่ผิดพลาดมันได้ทำให้เขาต้องตกนรกทั้งเป็น ทั้งๆที่หากพบสาเหตุตั้งแต่แรกทุกอย่างจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่สุดท้ายครอบครัวบอกกับเขาว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะทำแบบนั้น 

นั่นทำให้เขาตัดสินใจปล่อยวาง แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับคำขอโทษ หรือการแสดงความรับผิดชอบใดๆเลยก็ตาม

“พวกเขาไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือขอโทษ ที่พวกเขาไม่ตระหนักในเรื่องนี้ ผมได้รับการบอกเพียงว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว แต่มันไม่ใช่เพราะว่าเชื้อแบคทีเรียไม่ถูกตรวจพบ มันเป็นแค่โชคร้ายเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกผิดด้วยซ้ำ ขณะที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ดีกับผมมาก เขาสนับสนุนผมเสมอ เขาต่อสัญญาให้ผมใหม่ตั้งแต่ก่อนการผ่าตัดครั้งแรก ซึ่งเป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่มาก เขาโทรมาบอกผมว่า ซานติ ผมจะให้สัญญาคุณอีกปี สัญญาอยู่ที่นี่แล้ว คุณแค่เซ็นมัน จากนั้นไปผ่าตัดแบบสบายใจนะ ซึ่งมันช่วยให้ผมสามารถมีสมาธิกับการรักษาโดยปราศจากความกลัว ผมรู้สึกซาบซึ้งในเรื่องนี้อย่างที่สุด”

แต่ความจริงเรื่องนี้เขาเองก็มีส่วนผิด ตอนที่ได้แผลในเกมกับชิลี แทนที่จะยอมโดนเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 20 เขากลับฝืนเล่นต่อจนครบเกม ซึ่งแม้อาร์เซนอล จะมีคำถามกับเรื่องนี้ว่าทำไมเขาถึงฝืนเล่นต่อแต่ก็เคารพการตัดสินใจ

โชคร้ายที่มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ และผลของการกระทำที่ละเลยสิ่งเล็กๆน้อยๆคือการที่เขาต้องอดทนในการสร้างเส้นเอ็นใหม่ที่ทำจากกล้ามเนื้อที่ตัดจากกล้ามเนื้อด้านหลังโคนขา (แฮมสตริง) และมีแผ่นเหล็กยึดที่ส้นเท้า

“ที่อังกฤษพวกเขาบอกผมว่าผมคงจะไม่มีทางกลับมาเล่นได้อีกแล้ว แต่ที่สเปน เขาบอกผมว่า ซานติ อาการมันเลวร้ายนะ แต่เราจะสู้กับมัน”

การต่อสู้นั้นหนักแค่ไหน?

ก็แค่ต้องทิ้งภรรยาและลูก 2 คนเอาไว้ที่ลอนดอน ขณะที่ตัวเองต้องบินมารักษาตัวที่วิโตเรีย และฟื้นฟูสภาพร่างกายที่ซาลามังกา แบบเงียบๆคนเดียว โดยที่กระบวนการรักษานั้นกินระยะเวลายาวนาน นานจนเขายอมแพ้ไปแล้ว

“มีช่วงเวลาที่ผมคิดยอมแพ้ไปแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดในเรื่องนี้คือการที่เราไม่เห็นสัญญาณที่ดีเลย ผมเลยไปคุยกับทีมแพทย์ แต่พวกเขาถามผมกลับว่า อยากจะกลับมาเล่นฟุตบอลหรือเปล่า? ผมตอบว่าใช่ เขาก็บอกว่า งั้นก็แบบนั้นแหละ วันนี้เราลองดูพยายามกัน แล้วพรุ่งนี้เราก็มาดูผลกันอีกที”

“นั่นเป็นช่วงที่ผมได้เริ่มสังเกตเห็นพัฒนาการเล็กๆ วันนึงผมได้มีโอกาสลงไปเดินในสนามหญ้า และมันทำให้จิตใจเราปลอดโปร่ง ผมกลับไปโรงแรมด้วยรอยยิ้ม ซึ่งต้องบอกว่าพวกเขาฉลาดมาก พวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้จิตใจของผมปลอดโปร่ง ให้ผมได้เตะบอล ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมเริ่มกลับมาเป็นนักฟุตบอลอีกครั้ง เสร็จแล้วพวกเขาก็จะบอกผมว่า พรุ่งนี้เราจะซ้อมบอลมากขึ้น ซึ่งด้วยทริกแบบนี้ มันทำให้วันพรุ่งนี้มีความหมายมากขึ้น”

ถึงการสัมผัสบอลในเวลานั้นจะเจ็บ แต่เมื่อครอบครัวโทรมาหา เขาก็จะเล่าด้วยความตื่นเต้นทุกครั้ง แต่มันก็มีช่วงเวลาที่ลำบากใจ เมื่อกลับมาบ้านได้ไม่ทันไร เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องไปใหม่ เสียงเศร้าสร้อยของลูกที่ถามว่า “พ่อจะไปอีกแล้วใช่ไหม” ทำให้หัวใจของเขาแทบขาด

“แต่ผมทำมันเพื่อพวกเขาด้วยเหมือนกัน เพราะผมรู้ว่าพวกเขาก็บ้าฟุตบอลด้วย”

หลังความพยายามอย่างยาวนาน ในที่สุดกาซอร์ลา ก็กลับมาได้อีกครั้ง

อาจจะไม่ใช่กับอาร์เซนอล แบบที่เขาปรารถนา เพราะสโมสรไม่สามารถรอเขาได้ไหว แต่วันนี้กับการได้กลับมาที่ เอล มาดริกัล และสวมเสื้อสีเหลืองของ El Sumarino Amarillo อีกครั้งก็ทำให้หัวใจของเขาพองโต

การเปิดตัวของเขากับสโมสรเก่าเป็นหนึ่งในการเปิดตัวนักฟุตบอลที่ได้รับการชื่นชมอย่างมาก กับการเปิตดัวสไตล์นักมายากลที่เสกตัวเองให้ปรากฏขึ้นในตู้กระจกเล็กๆกลางสนาม

“ผมต้องซ่อนอยู่ข้างในนั้นถึง 45 นาที ในที่แคบๆ หายใจแทบไม่ออก ปวดหลังไปหมด” 

แต่สิ่งที่เขาเผชิญมาตลอดก่อนหน้านี้ มันยากและมากเกินกว่าที่จะทำให้เขารู้สึกอะไรกับเรื่องนี้

นักมายากล ซานติ กาซอร์ลา กลับมาแล้ว ด้วยหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้



RELATED POSTS

Story

การหวนคืนสู่วงการอีกครั้งของบิ๊กฟิล

SPORTDesk. Team

หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ หรือ แฟนบอลชาวไทยเราเรียกสั้นๆว่า “บิ๊กฟิล” เคยมีจุดสูงสุดของชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล นั่นคือพาทีมชาติบราซิล ก้าวเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 5 ในแบบฉบับฟุตบอลโลกเวอร์ชั่นเอเชียญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เมื่อ 2002 หรือ 16 ปีก่อน

Thought

ชี้ชะตาจ้าวอาเซียน

เดชรัช นุชพุ่ม

สำหรับผมการต้องเขียนถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ที่ไม่มี “ทีมไทย” เป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินเอาเสียเลย เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 ครั้งที่ทีมช้างศึกไม่ได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศคือในปี 2004-2005 และ 2010 ที่ทัพช้างศึกตกรอบแรก

Story

เอฟเวอร์ตันเสริมมีน่า-โกเมสเพื่อไปถ้วยยุโรปให้ได้

SPORTDesk. Team

เอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทีมของกุนซือใหม่ มาร์โก้ ซิลวา กลายเป็นทีมที่เดินเครื่องเติมศักยภาพให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างน่าสนใจและเกียร์แรงที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเส้นตายของตลาด ซึ่งเดอะท็อฟฟี่ไปคว้านักเตะบาร์เซโลน่า มาอีก 2 คน นั่นคือเยอร์รี่ มีน่า กองหลังทีมชาติโคลอมเบีย และ อังเดร โกเมส กองกลางโปรตุเกส