ในความเหมือนที่ “แตกต่าง”

คงไม่มีอะไรจะ “สาธยาย” มากไปกว่า ฟุตบอลนัดนี้จะเป็นแมตช์ที่ดีที่สุดนับจากฤดูกาล 2018/19 เปิดฉากกันมา

ไม่เฉพาะว่าเป็น “จ่าฝูง” ลิเวอร์พูล บุกไปเยือน “รองจ่าฝูง” เชลซี หลังจากเพิ่งจะเจอกันมากลางสัปดาห์เท่านั้น

หรือไม่เพราะว่า ต่างฝ่ายต่างยังสะกดคำว่า “แพ้” ไม่เป็น โดยลิเวอร์พูล ชนะรวด 7 นัด ขณะที่เชลซี เพิ่งจะมาเสียมลทินนิด ๆ จากเกมล่าสุดที่ทำได้แค่เสมอเวสต์แฮม 0-0 ทำให้มีสถิติ ชนะ 6 เสมอ 1

ทว่า โดย “ภาพรวม” ก็จัดว่า สมศักดิ์ศรีที่สุด ณ บัดนาว ของพรีเมียร์ลีก นะครับ

ในส่วน “รายละเอียด” Key Battles เกมนี้จะมีแทบ “ทุกตำแหน่ง” 11 คนแบบ “ตัวต่อตัว” นะครับ

เหตุผลง่าย ๆ คือ ทั้ง เมาริซิโอ ซาร์รี และเยอร์เก้น คลอปป์ ต่างเล่นระบบ 4-3-3 เหมือนกัน และแนวทางในการเล่นก็ “เน้นรุก” คล้ายกันมาก ๆ

เมื่อระบบ “ชน” ระบบ การ “Battle” จึงแทบจะเป็นลักษณะตำแหน่งต่อตำแหน่ง โดยจะมี “จุดต่าง” กันบ้าง และผมคัดออกมา 5 จุดนะครับ:

1.กองหน้าทั้ง โมราต้า และชิรูด์ จะเป็น “หน้าเป้า” คอยค้ำ มากกว่าจะ “ดร็อปตัว” ลงมาต่ำแบบ false 9 ตามสไตล์ เฟียร์มิโน่

2.ตัวริมเส้นฝั่งซ้าย เอแดง อาซาร์ จะเป็น “เพลย์เมคเกอร์” ทำเกมทุกรูปแบบ และเคลื่อนที่ทุกที่ทุกทางมากกว่า ซาดิโอ มาเน่ รวมถึงอาซาร์ จะเก่งฉกาจในการเจาะโซน half-space (พื้นที่ระหว่าง โจ โกเมซ และเทรนท์) ได้ดีเยี่ยม แต่มาเน่จะมีความเร็วสูงกว่า และคาดเดาได้ยากกว่า (อาซาร์ยังนำดาวซัลโว 5 ประตู, มาเน่ อันดับ 2 ที่ 4 ประตู)

3.ฟูลแบ็ก ทั้ง 2 ฝั่งของลิเวอร์พูล: โรเบิร์ตสัน และเทรนท์ จะมีความเร็ว และเติมขึ้น-ลง ได้มันส์กว่าฝั่งเชลซีทั้ง อลองโซ่ และอัสปิลิกวยต้า แต่อลองโซ่ จะโดดเด่นเรื่องแทรกตัวเข้ากรอบ 18 หลา และมีส่วนในการทำประตูเสมอ ๆ

4.แม้กองกลาง 3 ตัวจะดูคล้ายกัน: จอร์จินโญ่-โควาซิช-กองเต้ กับไวจ์นัลดุม-มิลเนอร์-เกอิต้า (หากไม่ใช้ เฮนโด้) แต่ลิเวอร์พูลจะ “ไดนามิค” กว่าเล็กน้อย หมายถึง เคลื่อนที่เยอะ คล่องแคล่ว ขณะที่เชลซี จะนิ่ง และเก็บบอล ครองบอล ดีกว่า

5.ฟุตบอลลิเวอร์พูล และคลอปป์ จะ “เพรสซิ่ง” หนักหน่วงกว่า แม้ช่วงหลังจะ “เบาเครื่อง” ลงไป เพราะตระหนักถึงเกมการแข่งขันที่ถี่ยิบ และปริมาณมาก ขณะที่เชลซี จะมีการครองบอล ต่อบอล มากกว่า และ “ไดเร็กต์” น้อยกว่า ลิเวอร์พูล

ดังนั้น ท่ามกลางความเหมือนในระบบ 4-3-3 แต่ “คาแร็กเตอร์” ผู้เล่น และสไตล์การเล่นยังคงเป็น “รายละเอียด” ที่แอบต่างกันเล็กน้อยถึงปานกลางครับ

ข้างต้นทั้งในแง่ “ภาพรวม” และ “รายละเอียด” จะเป็นจุดตัดสินเกมนัดนี้ และแม้ซาร์รี่จะ “ถล่มตน” กว่า ทีมของเค้ายังคงตามหลังคลอปป์ และเด็ก ๆ อยู่อย่างน้อย 1 ฤดูกาลเพราะเพิ่ง “มาใหม่”

ทว่า “พื้นฐาน” ของทีมชุดนี้ยังต่อยอดมาจากทั้งทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ และอันโตนิโอ คอนเต้ ที่ได้แชมป์อยู่มิใช่น้อย

ผมยัง “สนใจ” เป็นพิเศษกับซูเปอร์สตาร์ทั้ง 2 ทีมจะทำผลงานได้อย่างไรใน “เกมใหญ่”

เฉพาะอย่างยิ่ง จอร์จินโญ่ พลังขับเคลื่อนหลักของเชลซีที่จะเจอบททดสอบเป็นครั้งแรกกับ “พื้นที่” และ “เวลา” ในการเล่นที่จะมีน้อยกว่าทุกนัด

ทั้งนี้ ส่วนตัวเอ่ยชื่อเพลย์เมคเกอร์อิตาเลียน เพราะ “ชื่นชอบ” เป็นพิเศษเหมือนที่เคยเขียนถึงตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล และยิ่งได้เห็น “ของจริง” ยิ่งประทับใจ

เช่นกัน ผมยังมองว่า บอลเชลซีฝากผีฝากไข้ไว้กับจอร์จินโญ่ในการออก “บอลแรก” เยอะอันทำให้มิดฟิลด์วัย 27 ปีมีอิทธิพลกับทีมสูงมาก (รวมถึงความสามารถเฉพาะตัวของ อาซาร์)

มากกว่านักเตะคนใดคนหนึ่งของลิเวอร์พูล หากจะเทียบกันตัวต่อตัว ดังนั้น “จุดนี้” จึงอยากให้จับตาเป็นพิเศษ

ต่าง ๆ นานาทั้งหลายทั้งปวงรวมกันจึงทำให้เกมนัดนี้ใส่ “5 ดาว” ลงไปได้เลย และเกมจะจบ 90 นาทีอย่างรวดเร็ว ถูกใจพระเดช พระคุณแน่นอนครับ

<ad> “บิ๊กแมตช์” เกมนี้ยังสามารถรับชมได้แบบชัดเจนเต็มอรรถรสที่สุดในระบบ 4K ทาง “ทรู วิชั่นส์” ช่อง 400 วันเสาร์ที่ 28 ก.ย. ตั้งแต่เวลา 23.30 น. ข้อมูลเพิ่มเติมรายละเอียดตามนี้ครับ https://bit.ly/2yu6Qs6



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Thought

มาต้า อยู่ไปก็ไลฟ์บอย

มาริโน่

ช่วงหนี่ง สโลแกน “ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย” ถูกแชร์ต่อหนักหน่วงในโซเชียล  มนุษย์เงินเดือนหลายคนพากันกดไลค์ด้วยความชอบใจคล้ายเก็บกด. สำหรับนักเตะอาชีพ การอยู่ผิดทีม ผิดเวลา ก็มีสิทธ์ลงเอยด้วยจุดจบเดียวกัน วัยรุ่นยุค 20 (พ.ศ.) อย่างผม เคยมีคำพูดเก๋ๆ ว่าอยู่ไปก็ไลฟ์บอย

Thought

ความท้าทายของพ่อมดลูกหนังแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

Dechruch

ในฟุตบอล “เจลีก” ของญี่ปุ่น เราสามารถพบเห็นผู้เล่นฝีเท้าดีมีคุณภาพมากมาย ทั้งดาวเตะสายเลือดซามูไรหรือดาวเตะชาวต่างชาติที่ผลัดถิ่นมาค้าแข้งบนดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้

Story

เมสซี่-พระเจ้าคนเดิมของบาร์ซ่ากลับมาแล้ว

SPORTDesk. Team

ยังจำลีโอเนล เมสซี่ ผู้ชายคนที่สวมปลอกแขนกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า แสดงอาการผิดหวังรุนแรงคุกเข่าลงบนพื้น พร้อมกับคราบสีหน้าที่อาบไปด้วยความผิดหวังชอกช้ำ หลังจากตกรอบฟุตบอลโลกด้วยน้ำมือทีมชาติฝรั่งเศส ได้หรือไม่?