ปลดโลเปเตกี : ฟางเส้นสุดท้ายคือความอับอายใน เอล กลาซิโก้

30 October 2018
382 VIEWS

ชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมเรอัล มาดริดของฆูเลน โลเปเตกี เปรียบเสมือนกับการนั่งรถไฟเหาะ เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นกุนซือทีมชาติสเปน สามารถพากระทิงดุเข้ารอบไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายได้แบบใส ๆ จากผลงานในรอบคัดเลือกที่ยอดเยี่ยมแบบนอนมา

ไทม์ไลน์ชีวิตของโลเปเตกี ขึ้นสุด-ลงสุด ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะเขากำลังจะคุมทีมชาติสเปนลุยฟุตบอลโลกเวอร์ชั่นรัสเซียแบบเต็มตัว โดยสเปนมีคิวลงเล่นฟุตบอลโลกนัดแรกกับโปรตุเกสในวันที่ 15 มิถุนายน แต่ทว่า 3 วันก่อนจะถึง โลเปเตกีกลับไปเปิดตัวเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของเรอัล มาดริด ด้วยรอยยิ้มอันชื่นบาน เพียงแค่ข้ามคืน สมาคมฟุตบอลสเปนจัดการ “ปลด” โลเปเตกีออกจาการคุมบังเหียนกระทิงดุทันที ทั้งที่เหลืออีกแค่ 2 วัน สเปนจะเล่นฟุตบอลโลก

ชีวิตการคุมทีมบนถิ่นซานติอาโก้ เบอนาเบวของโลเปเตกี ตลอด 4 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของราชันชุดขาว แม้จะมีหลายฝ่ายเห็นใจที่ทีมไม่ได้ซูเปอร์สตาร์เข้ามาเสริมทีมเลย อีกทั้งยังเสียคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่กลายเป็นช่องว่างรูโบ๋ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของเรอัล มาดริดที่เหลืออยู่ ณ ตอนนี้ โลเปเตกีก็ยังถือว่ามี นักเตะดี ๆ เต็มทีม มีสมาชิกถึง 8 คน ที่ติดอยู่ในรายชื่อ shortlist บัลลงดอร์ 2018 ดังนั้นผลงานที่ออกมาจริงเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้…

29 ตุลาคม หนึ่งวันหลังจากพ่ายแพ้ศึกเอล กลาซิโก้ แบบยับเยินที่คัมป์ นู 5-1 กลายเป็นวันที่โลเปเตกีต้องถูก “ปลด” อีกครั้ง

ณ ตอนนี้ เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ในเกมลีก ไปแล้ว 4 เกมแล้ว รั้งอยู่อันดับที่ 9 บนตารางคะแนนลาลีกา หลังจากผ่านไปแค่ 10 นัด ราชันชุดขาวกลายสภาพเป็น “ราชันชุดขาด” เพราะเก็บได้แค่ 14 คะแนน จาก 30 แต้มเต็ม และตามหลังบาร์เซโลน่าคู่ปรับตลอดกาลถึง 7 คะแนนแล้ว และสุดท้ายมันถึงเวลาที่ต้องเดินยากทางหันหลังให้กัน ระหว่าง เรอัล มาดริดกับกุนซือวัย 52 ปี

ผลงานของโลเปเตกี นับว่าเป็นผลงานการออกสตาร์ตที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2001-02 และจำนวนเกม 14 เกมที่โลเปเตกีคุมทีมเรอัล มาดริดนั้น นับได้ว่าเป็นกุนซือที่ได้รับโอกาสน้อยที่สุด นับตั้งแต่โฆเซ่ อันโตนีโอ คามาโช่ ได้ลองงานคุมทีมเรอัล มาดริด 6 เกม แล้วก็หลุดจากตำแหน่งไปในฤดูกาล 2004-05

นอกจากนี้ การแพ้ 4 และเสมอ 1 นัด ใน 5 เกมหลังสุดของโลเปเตกี ยังนับเป็นผลงานตกต่ำสุด ๆ ของทีม นับตั้งแต่ยุคของฆวนเด้ รามอส ฤดูกาล 2008-09 ที่เคยแพ้ 5 นัดซ้อน ๆ อีกด้วย

“หลังจากการประชุมและการตัดสินใจของบอร์ดบริหารเรอัล มาดริด ผมอยากจะขอบคุณสโมสรกับโอกาสที่พวกเขามอบให้

“ขอบคุณนักเตะสำหรับความพยายาม รวมถึงทุกคนในสโมสรสำหรับการดูแลอย่างดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมซาบซึ้งใจกับแฟนบอลสำหรับการสนับสนุน ผมขออวยพรให้ให้พวกเขาโชคดีกับช่วงที่เหลือของฤดูกาล” โลเปเตกี เปิดใจกับสื่อมวลชนหลังจากเขาต้องกลายเป็นอดีตกับเรอัล มาดริดไปแล้ว

สำหรับ ราชันชุดขาว จะแต่งตั้ง ซานติอาโก้ โซลารี่ อดีตกองกลางเชิงสูงของทีม และก่อนหน้านี้เขาเป็นโค้ชของทีมชุด เบ อยู่ โดยโซลารี่กำลังทำผลงานในเซกุนด้า ดิวิชั่นไปได้สวย เพราะรั้งอันดับ 5 ตามหลังจ่าฝูง พอนเฟอร์ราดิน่า อยู่ 3 คะแนน

สาเหตุที่เรอัล มาดริด ตั้ง โซลารี กุนซือวัย 42 ปีชาวอาร์เจนไตน์ เข้ามาขัดตาทัพ ก็เพราะส่วนหนึ่ง อยากจะตามรอย “ซีดานโมเดล” นั่นคือการผลักดัน “คนใน” ให้เขามาเป็นผู้จัดการทีมชุดใหญ่ เหมือนกับสมัยที่เรอัล มาดริด ดัน ซีดาน ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ แทนที่ราฟาเอล เบนิเตซ ที่โดนปลดเมื่อมกราคม 2016

ถึงแม้ โซลารี่ จะเป็นกุนซือคนใหม่แล้ว แต่สื่อมวลชนต่างๆยังเชื่อว่าเรอัล มาดริด ก็กำลังหากุนซือ “มีชื่อ” เข้ามาแก้วิกฤตครั้งนี้เช่นกัน โดยชื่อที่ตกอยู่ในข่าย ได้แก่ โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือแมนฯยูไนเต็ด ที่เคยทำราชันชุดขาวในช่วง 2010-13 รวมถึงโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยียมซึ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2018

จากนี้ โซลารี่ จะสานงานบนถิ่นซานติอาโก้ เบอนาเบวได้ดีแค่ไหน และเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่…คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Fact files : ประวัติคุมทีมฆูเลน โลเปเตกี
2003 : สเปน ยู-17
2003 : ราโย
2008-09 : เรอัล มาดริด เบ
2010-13 สเปน ยู-19
2010-14 สเปน ยู-20
2012-14 สเปน ยู-21
2014-16 ปอร์โต้
2016-18 สเปน
2018 เรอัล มาดริด