รูนี่ย์ : เป็นเกียรติมากที่จะได้กล่าวลาแฟนอังกฤษ

13 November 2018
125 VIEWS

ฟุตบอลลีกยุโรป ณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงพักเบรก ให้พักได้หายใจหายคอ และหลีกทางให้กับโปรแกรมฟุตบอลทีมชาติ อย่างไรก็ตามข่าวสารในวงการฟุตบอลยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเสมอ โดยเฉพาะทีมชาติอังกฤษ ทีมขวัญใจมหาชน ที่มีคิวโปรแกรมอุ่นเครื่องกับ สหรัฐอเมริกา วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้โปรแกรมดวลกับโครเอเชีย ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก วันที่ 18 พฤศจิกายน ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่เกมอุ่นเครื่องกับ “ลุงแซม” ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากแมตช์นี้กำลังจะกลายเป็นแมตช์ ส่งท้ายโบกมือลาให้กับ “เวย์น รูนี่ย์” ผู้ที่เคยรับใช้ชาติมาอย่างยาวนานเป็นอันดับ 2 ของพงศาวดารฟุตบอลผู้ดี

เวย์น รูนี่ย์ บนวัย 33 ปี ปัจจุบันย้ายตัวเองไปค้าแข้งบนแผ่นดินแห่งความเสรีที่สหรัฐ กับสโมสร ดี.ซี ยูไนเต็ด และเขาห่างหายจากการติดทีมชาติอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปีแล้ว นับตั้งแต่เขาประกาศอำลาสิงโตคำรามเมื่อ 2 ปีก่อน จากจำนวนติดธงทีมชาติไปแล้ว 119 เกม และเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติด้วย จากจำนวน 53 ประตู นำหน้าเซอร์บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ที่รั้งเป็นอันดับ 2 ที่ยิงให้อังกฤษไป 49 ประตูด้วยจำนวน 4 ประตู

ย้อนหลังไปแมตช์สุดท้ายที่รูนี่ย์ ได้สัมผัสเกมกับทีมชาติอังกฤษ คือแมตช์ดวลกับคู่แค้นตลอดกาล อย่างสกอตแลนด์ เมื่อพฤศจิกายน ปี 2016 และด้วยฟอร์มการเล่นที่ตกลงไป จนกระทั่งต้องระหกระเหินย้ายจากแมนฯยูไนเต็ด ไป เอฟเวอร์ตัน จากนั้นย้ายไป ดีซี ยูไนเต็ด ตามลำดับ ดังนั้นการหวนคืนสู่ทีมชาติในครั้งนี้ย่อมมีความหมาย กับลูกผู้ชายที่ชื่อรูนี่ย์แน่นอน

แม้ว่า การเรียกตัว รูนี่ย์ กลับมาติดทีมชาติ จะเป็นเจตนารมย์ที่ชัดเจน ของแกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ คนปัจจุบัน ที่ต้องการให้เกียรติแก่ อดีตศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของสิงโตคำราม ที่จะได้กล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการกับแฟนๆ แต่ มันก็มีบางกระแสออกมาว่า มนต์ขลังของการติดทีมชาติอังกฤษได้เสื่อมคลายลงไป เพราะการเรียกรูนี่ย์มาในครั้งนี้ เป็นการเรียกมา เพื่อให้ติดทีม เพื่อให้เพิ่มตัวเลขครบเป็น 120 เกมเท่านั้น ไม่ได้เอาเกณฑ์มาตรฐานจากฟอร์มการเล่นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า การเรียกรูนี่ย์ มาติดทีมในครั้งนี้ ใช่ว่าจะไม่มีความหมาย เพราะอย่างน้อย ๆ ทีมชาติอังกฤษก็ได้ประกาศให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า พวกเขาอยาก “ให้เกียรติ” อดีตกัปตันทีมที่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ 14 ปี ตั้งแต่ 2003–2016 อีกทั้งแมตช์ดวลกับสหรัฐก็เป็นเพียงแค่เกมอุ่นเครื่อง หาได้มีความหมายสำคัญ จะเป็นจะตายใดๆ และการกลับมาติดทีมชาติ กลับมามีหวนรำลึกถึงความรู้สึกเก่าๆ ย่อมมีความหมายต่อรูนี่ย์ อย่างมหาศาล

“ผมไม่ค่อยรู้อะไรมากหรอกครับว่าผมจะต้องลงไปเล่นแบบไหน” รูนี่ย์ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ของสโมสรดี.ซี ยูไนเต็ด

“ผมจะเข้าไปพูดคุยกับแกเร็ธ เซาธ์เกต และมาดูกันว่าเขาต้องการให้ผมเล่นแบบไหน แต่ผมก็มีความสุขนะที่แกเร็ธ เซาธ์เกตเรียกตัวผมไป”

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่า นอกจากนี้แมตช์นี้จะเป็นการอำลาทีมชาติอย่างเป็นทางการให้กับรูนี่ย์แล้ว จะเป็นการช่วยโปรโมต องค์กรการกุศลของรูนี่ย์ที่เขาคอยช่วยเหลือเด็กๆผู้ด้อยโอกาสด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมนี้ รวมถึงไม่ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม และใส่เสื้อหมายเลข 10 เบอร์ประจำตัวอีกตัว เพราะเซาธ์เกตมีความตั้งใจที่จะส่งรูนี่ย์ลงไปในเกมที่เวมบลี่ย์ในช่วงครึ่งเวลาหลัง

“ถือว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ สำหรับสมาคมฟุตบอลอังกฤษที่เปิดทางอนุญาตให้ผมโปรโมตองค์กรการกุศล มันคงจะเป็นเกมที่สำคัญมากๆ และเป็นการช่วยเพิ่มเงินบริจาค และจะเอาไปช่วยเหลือเด็ก ๆ”

“การได้เล่น…ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม การได้เห็นอดีตเพื่อนร่วมทีม และได้พบแกเร็ธ เซาธ์เกต ได้เจอสตาฟฟ์โค้ช มันเป็นห้วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของผม” รูนี่ย์กล่าว

“การได้ใส่ยูนิฟอร์มทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง ต่อหน้าแฟนๆ มันเป็นหนทางที่ผมจะเดินไปขอบคุณแฟนๆของผม เดินเข้าไปขอบคุณพวกเขาที่ช่วยสนับสนุนผมตลอดช่วงเวลาที่ผมรับใช้ทีมชาติอังกฤษตลอดมา”

Fact Files : ทำเนียบนักเตะติดทีมชาติอังกฤษ

อันดับ 1 ปีเตอร์ ชิลตัน 1970–1990 125 นัด
อันดับ 2 เวย์น รูนี่ย์ 2003–2016 119 นัด
อันดับ 3 เดวิด เบ็คแฮม 1996–2009 115 นัด
อันดับ 4 สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด 2000–2014 114 นัด
อันดับ 5 บ๊อบบี้ มัวร์ 1962–1973 108 นัด
อันดับ 6 แอชลี่ย์ โคล 2001–2014 107 นัด
อันดับ 7 บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน 1958–1970 106 นัด
แฟรงค์ แลมพาร์ด 1999–2014 106 นัด
อันดับ 8 บิลลี่ ไรท์ 1946–1959 105 นัด
อันดับ 9 ไบรอัน ร็อบสัน 1980–1991 90 นัด
อันดับ 10 ไมเคิล โอเว่น 1998–2008 89 นัด