‘กะลาสี’ ที่เต็มไปด้วยอาวุธ

2 August 2019
229 VIEWS

สัปดาห์นี้ฟุตบอลเจลีก 1 ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นกลับมาเตะกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งในนัดที่ 21 ของทุกทีมนะครับ โดยมีโปรแกรมทั้งวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เลยทีเดียว

​แน่นอนว่าสถานการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือการเบียดลุ้นตำแหน่งแย่งแชมป์ ซึ่งฤดูกาล 2019 นี้การลุ้นแชมป์ขับเคี่ยวกันอย่างสนุกถึง 4 ทีมที่ ณ เวลานี้ ยังอยู่ในเส้นทาง

​โดยยอดทีมจากเมืองหลวงอย่าง เอฟซี โตเกียว ผงาดขึ้นนำเป็น “จ่าฝูง” มี 42 คะแนน ตามมาด้วยอันดับ 2 ทัพ “กะลาสี” โยโกฮามะ มารินอส มี 39 คะแนน จี้ติดด้วยอับดับ 3 และอันดับ 4 อย่าง “กวางเขาเหล็ก” คาชิมะ แอนท์เลอร์ส และ “แชมป์เก่า” คะวะซะกิ ฟรอนทาเล ที่มี 38 คะแนนเท่ากัน

​จากในบรรดา 4 ทีม ผมเชื่อว่าสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยเกือบทั้งหมด รวมทั้งตัวผมเองคงเอาใจช่วยทัพ “กะลาสี” โยโกฮามะ มารินอส เนื่องจากเป็นต้นสังกัดของแบ็คซ้ายขวัญใจแฟนบอลชาวไทยอย่าง “ธีราทร บุญมาทัน”

เพียงแค่ภาพในวันที่เจ้าตัวคว้ารางวัล “เอ็มวีพี” จากเกมที่ช่วยต้นสังกัดเอาชนะ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ ก็ดูยิ่งใหญ่ และน่าปลาบปลื้มใจแล้ว ลองนึกภาพ ธีราทร สร้างประวัติศาสตร์ ถือถ้วยแชมป์ เจลีก ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นดูสิครับว่าจะยิ่งใหญ่มากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม หากใครตามเชียร์ทัพ “กะลาสี” ก็ต้องตกอกตกใจกับข่าวคราวในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อดาวยิงตัวเก่งชาวบราซิลของทีมอย่าง เอดิการ์ จูนิโอ ได้รับบาดเจ็บกระดูกเท้าซ้ายแตกจากเกมที่บุกเอาชนะ วิสเซล โกเบ 2-0 และได้เดินทางกลับไปผ่าตัดที่ประเทศบ้านเกิด ซึ่งต้องพักรักษาตัวถึง 3 เดือน

เอดิการ์ จูนิโอ ถือเป็นดาวเตะคนสำคัญของทีมในปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้

หากพูดถึงหนึ่งใน “จุดเด่น” ของทัพ “กะลาสี” ภายใต้การคุมทัพของ อังเก พอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลียก็คือ เกมรุกที่ทรงประสิทธิภาพมากๆ ระเบิดประตูคู่แข่งได้ถึง 35 ประตูจาก 20 นัด มากที่สุดในลีกร่วมกับ คาชิมะ แอนท์เลอร์ส ซึ่ง เอดิการ์ จูนิโอ ถือเป็นกุญแจสำคัญของ “เกมรุก”ทัพ “กะลาสี” และถือว่ามีส่วนมากๆ กับผลงานที่กำลังร้อนแรงของทีมด้วยสถิติดีสุดในลีกจาก 5 นัดหลังสุดที่ชนะถึง 4 เกม

​โดยดาวยิงแซมบ้าวัย 28 ปี ซัดไป 11 ประตู จากการลงสนาม 16 เกม มากสุดของทีม และนำเป็นดาวซัลโวอยู่ขณะนี้ รวมทั้งมีค่าเฉลี่ยในโอกาสการทำประตูที่ 3.2 ครั้งต่อเกมเป็นอับดับที่ 7 ของลีกมากสุดในทีมตามสถิติของเจลีก

​จากสถิติ และผลงานดังกล่าวการขาด เอดิการ์ จูนิโอ ไปในห้วงเวลานี้ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการลุ้นแย่งแชมป์ จึงทำให้หลายคนเป็นกังวัลว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ทีมที่กำลังลงตัวและฟอร์มที่กำลังร้อนแรงอาจต้องสะดุด และส่งผลให้ตำแหน่งแชมป์ที่มีลุ้นอยู่อาจต้องหลุดลอยไป

​แต่ทว่าในความเป็นจริง แม้จะขาด เอดิการ์ จูนิโอ ไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ก็ใช่ว่า มารินอส จะถึงขั้นเป๋จนหมดลุ้นแชมป์ไปเสียทีเดียว

​เพราะพวกเขาไม่ได้มีอาวุธแค่อย่างเดียว…

แม้จะเสียอาวุธสำคัญในแดนหน้าไป แต่ทีมที่ลงตัวของอังเก พอสเตโคกลู ทั้งในเกมรับ และแดนกลาง ยังอยู่พร้อมหน้า มิหนำซ้ำยังมีอาวุธอื่นอีกมากมายที่สามารถทดแทนได้ โดยเฉพาะ2 ตัวรุกแนวหน้าอย่าง มาร์กอส จูเนียร์ และ เทรุโตะ นาคางาวะ

​โดยทั้ง 2 คนก็ถือว่ามีส่วนสำคัญทั้งการทำประตู และสร้างสรรค์โอกาสให้แก่ทีม  โดย มาร์กอส จูเนียร์ ตัวรุกชาวบราซิลที่ทำไป 9 ประตู 4 แอซซิสต์ รวมทั้ง เทรุฮิโตะ นาคางาวะ ที่ทำ 7 ประตู และแอซซิสต์มากที่สุดในลีกถึง 6 ครั้ง  ดังนั้นประสิทธิภาพในเกมรุกของทัพ “กะลาสี” คงไม่ลดน้อยถอยลงไปมากนัก

​และดูเหมือน อังเก พอสเตโคกลู จะเจอทางออกแก้ไขปัญหาที่ทีมจะต้องขาดดาวยิงคนสำคัยของทีมได้แล้ว

​โดยการแก้ปัญหาของ อังเก พอสเตโคกลู ซึ่งเราได้เห็นในนัดล่าสุดของเกมอุ่นเครื่องที่ โยโกฮามะ มารินอส แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3 คือการปรับตำแหน่งเล็กน้อยด้วยการดันเอา มาร์กอส จูเนียร์ ที่ปกติเล่นเป็นหน้าต่ำ ขึ้นไปยืนเป็นกองหน้า แล้วส่ง โคจิ มิโยชิ ดาวเตะมากความสามารถดีกรีทีมชาติญี่ปุ่นที่โชว์ฟร์มสุดยอดใน โคปา อเมริกา ที่ผ่านมา ลงมายืนเป็นหน้าต่ำแทน ซึ่งการประสานงานในเกมรุกระหว่าง มาร์กอส จูเนียร์ , นาคางาวะ และ มิโยชิ ก็มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก ประตูที่ทำได้ในเกมกับทีมเรือใบสีฟ้า สามประสานในแนวรุกก็มีส่วนกับประตูดังกล่าวด้วย

​ฉะนั้นด้วยอาวุธที่หลากหลาย และระบบทีมที่ลงตัว แม้จะขาดดาวยิงคนสำคัญไป แต่สำหรับ มารินอส นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถตัดชื่อพวกเขาออกจากการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดบนแผ่นดินญี่ปุ่นไปได้

สำหรับโปรแกรมนัดที่ 21 ของทัพ “กะลาสี” จะเปิดบ้านต้อนรับ ชิมิสุ เอส พัลส์ ในวันเสาร์นี้ เวลา 17.00 น.

และบางทีหลังผ่านพ้นนัดที่ 21 เราอาจจะได้เห็นทัพ “กะลาสี” ขึ้นสู่ตำแหน่งจ่าฝูงก็เป็นได้

#โรนิน