In memory of ‘เฮียนอส’

18 August 2018
1,178 VIEWS

“แด่…หัวหน้าคนแรกของผม”

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ.1995 วันที่ 1เม.ย. คือ วันแรกที่ผมเริ่มต้นอาชีพผู้สื่อข่าวกีฬาต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ “โลกกีฬา” ที่มี อาจารย์เหน่ง หรือนอสตราดามุส หรือ “เฮียนอส” ที่ทุกคนคุ้ยเคยแทนชื่อจริง อภิสิทธิ์ อภิสุขสิริ เป็น 1 ใน 3หัวหน้าโดยตรง หรือก็คือ บรรณาธิการข่าวกีฬาต่างประเทศ ณ ตอนนั้น

ด้วยวัย 20 ต้น ๆ เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัย ผมจึงมีโอกาสได้ “เรียนรู้” และโชคดีได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ “เฮียนอส” ที่ผมเรียกว่า “อ.เหน่ง” ทั้งรายการวิทยุ และในส่วนสิ่งพิมพ์กระทั่งมีโอกาสได้เดินทางไปทำข่าวฟุตบอลประเทศอังกฤษในเดือน ก.ค.1997

จังหวะนั้นเป็นก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งเล็กน้อย ผมเดินทางไปแล้วก็เกิดภาวะผันผวนจากการลดค่าเงินบาทของรัฐบาลยุคนั้นทำให้เงินปอนด์มีมูลค่าแตะถึง100 บาทต่อ 1ปอนด์

พวกเราชาวสื่อ “วัฎจักร” ไปไม่รอดในวิกฤติประเทศดังกล่าวก่อนต้องปิดตัวลงไปช่วงปลายปี 1997 ณ จุดที่ผมยังอยู่กรุงลอนดอน

ประโยคอมตะที่ผมจะจดจำตลอดชีวิตเกิดขึ้นก่อนหนังสือพิมพ์ปิดตัว น่าจะประมาณบอลอังกฤษเพิ่งเปิดซีซั่นเดือน ส.ค.1997 ครับ

“ท็อป ๆ คุณคงต้องกลับเมืองไทยแล้ว บริษัทเราท่าทางจะไม่ดี ไว้ทุกอย่างโอเครแล้วค่อยเดินทางกลับมาใหม่” นั่นเป็นเสียงตามสายโทรศัพท์จากเมืองไทยของอาจารย์เหน่งถึงผมในกรุงลอนดอน

“อ.เหน่งครับ ถ้าเรากลับไปแล้ว มันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม? หรือบริษัทเรามีสิทธิ์ไปไม่รอดไหมครับ?”

“ผมตอบไม่ได้นะท็อป”

“อ.เหน่งครับ งั้นแบบนี้ได้ไหมครับ ผมขออยู่ต่อ ไม่รับเงิน และหากทุกอย่างโอเครกลับไปเหมือนเดิม เราค่อยว่ากัน ผมจะได้ไม่ต้องไป ๆ กลับ ๆ”

“งั้นแล้วแต่ท็อปนะ ดูแลตัวเองด้วยครับ”

ครับ ทุกถ้อยคำผมรำลึกได้ดี และนั่นคือ “สไตล์” การทำงาน และบริหารงานของ อ.เหน่งที่ผมจดจำไว้ แล้วเก็บมาปฏิบัติด้วยเหมือนกัน

คือ อ.เหน่งจะไม่บังคับ ไม่ออกคำสั่ง แต่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกน้อง ได้คิด ได้ตัดสินใจเอง

หากเหลือบ่ากว่าแรงจริง ๆ จึงจะมีประโยคเช่น “ผมรบกวนทำอันนั้นอันนี้ให้หน่อย”, “ผมฝากโน่นฝากนี่หน่อย”, “คุณอย่าลืม (จริง ๆ คงลืมไปแล้ว) ทำโน่นนี่นั่นนะ”

3 ประโยคข้างต้นนั่นแหละ คือ “คำสั่ง” ที่คนใกล้ชิดจะทราบว่า คำพูดเหล่านี้ คือ คำสั่ง

สั่งเหมือนไม่สั่ง!!!

นอกจากนี้ และแม้จะมีบุคลิกสนุกสนาน แต่ อ.เหน่ง คือ คนที่สามารถเดิน ๆ แล้ว คนอื่น ๆ เดินตามได้อย่างไม่รู้ตัว เพราะคุณสมบัติผู้นำของแก

ครับ แกเป็น “ผู้นำ” แบบนั้นจริง ๆ

เป็นโดยบารมี เน้นพระคุณโดยแทบไม่เคยใช้ “พระเดช” เลยตลอดชีวิตที่รู้จักกัน และรู้จักคนรอบข้างคล้าย ๆ กันจะมีเพียงคน 2คนเท่านั้นที่ อ.เหน่งพูดบ่น (กับผม) “สบถ” ออกมา

แต่ก็ “สบถ” แบบ off record หรือพูดแค่ให้ได้ยินกันเองเท่านั้น

คน 2 คนนั้น สามารถพิจารณาตัวเองได้เลย…ผมยืนยัน!

 

ในเรื่องการ “ทำงาน” ผมก็ไม่เคยเห็นใครมี “ความจำ” ดีเยี่ยมเรื่องสถิติ, ชื่อนักกีฬา, ข้อมูลการแข่งขัน ฯลฯ เหมือน อ.เหน่ง ทั้งนี้คงเกิดเพราะการสะสมองค์ความรู้มานานหลายสิบปี

และพัฒนาตัวเองไม่หยุดนิ่งตลอดเวลา

เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าคนไหน “ทำงานหนัก” นอนน้อย และไม่ปฏิเสธงานแบบนี้มาก่อน

ทั้งนี้ ทุกคนคงทราบว่า แกป่วยหนัก (มาก) มาครั้งหนึ่งเมื่อปีก่อน และหยุดทำงานโดยเฉพาะ “ช่องทาง” FM99 ไปหลายเดือนก่อนจะกลับมาได้ใหม่

สัญญาณอันตรายครั้งนั้น “แจ้งเตือน” ตัวสีแดงเข้มแล้ว และจริง ๆ ก่อนหน้านั้น การขับรถแล้วหลับ แล้วเกิดอุบัติเหตุใหญ่น้อย ตัวแกผ่านประสบการณ์ “เฉียด” มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

กระทั่งครั้งนี้ ที่ อ.เหน่งไม่อาจหนี หรือ “ต่อสู้” กับต้นทุนสึกหรอของร่างกายที่โหมงานหนักมากว่า 30 ปีได้

“เมื่อเช้าแกเพิ่งจัดรายการ ทันเกมส์ ทาง TNN กับผมตอนตี 5แล้วกลับไปนอน และไม่ตื่นเลย พยายามช่วยกันแล้วก็ไม่สำเร็จ” คุณเอ็ม สยามรัฐ (เดิม), ฮอตสกอร์ (เดิม) และอีกหลายที่ในปัจจุบันกล่าวกับผม

ครับ แกทำงานหนัก และยังพักผ่อนไม่เป็นเวลาเหมือนเดิม

แต่ผมเชื่อว่า อ.เหน่ง มีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักจนแทบจะวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ

 

อาจารย์เหน่ง อภิสิทธิ์ อภิสุขสิริ เกิดเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2506หรืออีกประมาณ 3 เดือนจะมีอายุครบ 55 ปี เริ่มงานจากอาชีพครูบรรณารักษ์ (เหมือนแกเคยเล่าให้ผมฟัง) ก่อนจะจับพลัดจับผลูมาเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ “โลกกีฬา” ในยุค 90s

ผมเอง พยายามนึก “ข้อไม่ดี” ของแก แต่นึกไม่ออกเลยจริง ๆ แม้แต่ข้อเดียว

แกคือ “ตัวอย่าง” ที่ปฏิบัติให้เห็นไม่ใช่ “ชี้นิ้ว” ออกคำสั่ง หรือพยายามจะเป็น

ด้วยตัวตนของแกแบบนี้ อ.เหน่งจึงเป็นที่รักมากมาย แทบไม่มีศัตรู ดังจะเห็นได้จากเสียงรำลึกถึงแกอย่างอาลัยอาวรณ์จากการจากไปในครั้งนี้จากทั่วทุกวงการ

ครับ นึกย้อนไปวันนั้นที่แฟลตเล็ก ๆ ในกรุงลอนดอนที่หนุ่มน้อยวัย 24 ปีกำลังสับสนกับโชคชะตาค่าเงินบาทเล่นงานจนอ่วม

วันนั้น หาก “เฮียนอส” สั่งให้ผมกลับประเทศไทย ผมคงต้องกลับ

ผมคงไม่ได้อยู่อังกฤษรวมจากวันนั้นถึง9 ปี และได้ศึกษาหาความรู้กระทั่งจบปริญญาโท และเป็นตัวผมในวันนี้ไม่ว่าจะบทบาท “ไข่มุกดำ” หรืออะไรก็แล้วแต่ หรือในชื่อบริษัทเล็ก ๆ ส่วนตัว SPORTDesk. กับผู้ช่วยน้องรัก “ลูกแม่กิ่ง”

บุญคุณนั้น และมากกว่านั้น…ผมไม่เคยลืม

ขอให้ดวงวิญญาณ อ.เหน่ง อภิสิทธิ์ อภิสุขสิริ ไปสู่สุคติ พี่เหน่งไปสบายแล้ว

ผมขอให้พี่คอยเป็นกำลังใจให้ผม และน้อง ๆ เคยใต้บังคับบัญชาทุกคนที่ยังต้องต่อสู้บนโลกใบนี้นะครับ

โดย “พวกผม” จะไม่มีวันลืมพี่ชายที่แสนดีคนนี้ครับ

 

ด้วยรัก และอาลัย

“ไข่มุกดำ” ณัฐวุฒิ ประเทืองศิลป์

 

 

“อาจารย์เหน่ง” ด้วยรัก เคารพ และอาลัยสูงสุด

 

1.

ถึงเวลาจะผ่านมานานกว่า 14ปีแล้ว แต่ผมยังจำภาพและความรู้สึกได้อย่างแม่นยำครับ

วันนั้นเป็นวันที่ผมตื่นเต้นและประหม่าค่อนข้างมาก เพราะจะต้องขึ้นมาที่ชั้น 7ตึกฐานเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นส่วนของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กีฬาคิกออฟ โดยเป้าประสงค์ที่มาในวันนั้นคือการมาขอสมัครงานอย่างเป็นทางการ

ความจริงก่อนหน้าจะเข้าไปในวันนั้น ผมได้มีการพูดคุยกับพี่ “เบน ฟรีคิก” และพี่ “บีบิ๊ว”หรือพี่ธิต เอาไว้บ้างแล้วในเรื่องของการมาทำงานประจำในกอง บ.ก. หลังจากที่ผ่านการฝึกงานมา 2รอบ และพอจะมีผลงานให้พี่ๆเห็นว่าสามารถทำงานประจำได้

เพียงแต่สุดท้ายก็ต้องมาบอกกล่าวเพื่อถามความเห็นจาก“เฮียนอส” หรือ “อาจารย์เหน่ง”ผู้เป็นบรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์เสียก่อน

ถ้าอาจารย์เหน่งไม่เห็นด้วย หรือไม่คิดว่าผมดีพอ ผมก็ไม่ได้งาน

ผมจำได้ว่า “พี่โส”ซึ่งเป็นเลขาฯของอาจารย์เหน่งในเวลานั้น ยิ้มทักทายก่อนจะบอกว่าเดี๋ยวเข้าไปพบกับอาจารย์เหน่งในห้องทำงานนะ

ห้องทำงานของอาจารย์เหน่งเป็นห้องกระจกเล็กๆครับ อยู่มุมของชั้น ซึ่งจะเป็นที่ที่อาจารย์เหน่งนั่งทำงานอยู่เป็นประจำ

“เอ้า ว่าไงล่ะ” อาจารย์เหน่งที่นั่งอยู่ถามผมที่ทำตัวไม่ถูกในเวลานั้นก่อนที่ผมจะพูดด้วยเสียงสั่นๆว่า“ผมเรียนจบแล้ว ผมอยากทำงานที่นี่ครับ”

คำตอบที่ผมได้เป็นอย่างแรกคือ รอยยิ้ม

ก่อนจะบอกว่า “ก็ไปทำตามขั้นตอนให้ถูกต้องนะ”

 

2.

ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับอาจารย์เหน่ง เป็นความสัมพันธ์ที่มีระยะห่าง แต่ไม่เคยไกล

ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอาจจะทำให้ผมกับอาจารย์เหน่งไม่ได้ถึงกับใกล้ชิด เป็นมิตรสหายในการร่ำสุราอะไร

ทานข้าว? ก็มีน้อยครั้งที่เราจะได้ออกไปนั่งร่วมโต๊ะกันด้วยกัน

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำหรับผม อาจารย์เหน่งคือผู้ใหญ่และไม่ใช่ใครที่เราควรจะไปตีสนิทเล่นหัวด้วย โดยเฉพาะสำหรับคนที่วัยวุฒิน้อยกว่าอย่างผม

ดังนั้นเวลาพบกันส่วนใหญ่คือเวลาการทำงานที่กองบ.ก.

เพียงแต่ถ้ารู้ว่าอาจารย์เหน่งมาถึงที่ทำงานแล้ว ผมจะรีบเข้าไปสวัสดีทุกครั้ง ทักทายกันเล็กๆน้อยๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันนิดหน่อยตามประสาคนรักลูกหนัง

จากนั้นเราจะแยกย้ายกันไปที่โต๊ะทำงาน ซึ่งภาพที่เห็นเป็นประจำคือภาพของอาจารย์เหน่งที่นั่งพิมพ์งานอย่างตั้งใจและมีสมาธิ บางครั้งดูเหมือนรีบ ซึ่งก็รีบจริงเพราะอาจารย์เหน่งเป็นคนที่มีงานเยอะมาก และด้วยความเป็นคนรับผิดชอบทำให้อาจารย์เหน่งจะพยายามทำทุกอย่างให้เสร็จทันเวลาทุกครั้ง

เพราะไม่อยากให้คนที่ทำงานต่อต้องลำบากใจ

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้พบเห็นเป็นประจำ และซึมซับมาบ้างโดยไม่รู้ตัว

ในวงเล็บว่าแม้จะไม่ได้เสี้ยวของอาจารย์เหน่งเลยก็ตาม

และถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใกล้ชิดในระดับวงใน แต่ถ้าทำงานได้ดี ผมจะได้รับคำชมเชยฝากมาจากใครสักคนให้เข้าหู และทำให้หัวใจพองโตเป็นพิเศษ

เพราะมันเป็นการชมในแบบของเฮียนอส ที่ไม่ได้บอกกันบ่อยนัก

ถึงจะเล็กน้อย และเป็นนิสัยของเด็ก แต่คำชมของอาจาย์เหน่งก็เป็นกำลังใจที่ทำให้อยากทำดีต่อไป

หรือต่อให้ไม่มีใครฝากอะไรมาถึง แต่ผมรู้เสมอว่าอยู่ในสายตาของอาจารย์เหน่ง

แค่นั้นก็สบายใจ

 

3.

ผมเคยปฏิเสธการกลับมาร่วมงานกับอาจารย์เหน่งอยู่ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่อาจารย์เหน่งกำลังเริ่มก่อตั้งหนังสือพิมพ์กีฬาของตัวเองที่ร่วมกับ “หมอเมา”และหุ้นส่วนคนอื่นๆ

จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องนี้เป็นช่วงหลังจากที่คิกออฟปิดตัวลงได้ไม่นานนัก และสมาชิกในกองไปร่วมงานศพสมาชิกครอบครัวคนสำคัญของ “เมย์เดย์”หรือ “พี่ต้นหงส์” (ในกองจะมีต้นผีกับต้นหงส์) ที่สระบุรี

อาจารย์เหน่งเล่าถึงแนวคิดในระหว่างมื้อเย็นที่ร้านเทพประทานสเต็กเฮาส์“ผมอยากให้ทุกคนมีหุ้นด้วย”

ด้วยความไม่มั่นใจบางอย่างทำให้ผมไม่ใช่สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งฮอตสกอร์ในวันแรกเริ่ม

แต่หลังใช้ชีวิตรอนแรมภายนอกอยู่นาน และเข้าที่ลำบาก ผมปรึกษาพี่ท็อป “ไข่มุกดำ” ถึงการกลับมาขอโอกาสในการทำงานที่ฮอตสกอร์อีกครั้ง

พี่ท็อปรับปากว่าจะคุยกับอาจารย์เหน่งให้ และผลที่ได้คือ “มาเลย”

ที่กองบัญชาการฮอตสกอร์ในซอยสามัคคี อาจารย์เหน่งเรียกผมขึ้นไปคุยด้วยเรื่องของการทำงานและเงินเดือนที่ต้องการ

หลังการเจรจาสั้นๆที่จบลงอย่างเรียบง่ายเพราะเราต่างเข้าใจกันอย่างดี ผมบอกอาจารย์เหน่งว่า “ขอบคุณมากนะครับที่ให้ผมกลับมา ผมดีใจที่ได้ช่วยงานอาจารย์เหน่งอีกครั้ง”

ผมพูดเพราะผมหมายความเช่นนั้น

อาจารย์เหน่งเป็นไม่กี่คนที่ผมอยากทำงานเป็นลูกน้องด้วยตลอดไป

ขณะที่อาจารย์เหน่งตอบกลับมาและทำให้ผมน้ำตารื้น

“ขอบคุณมากที่กลับมาช่วยกัน”

 

4.

ช่วงเวลาท้ายๆของการทำงานที่ฮอตสกอร์ บรรยากาศในการทำงานไม่ดีนัก

มีบางเรื่องเกิดขึ้น และผมกับพี่ท็อปกลายเป็นหมาหัวเน่า

ในช่วงเวลานั้นที่ไม่เคยมีใครมาสอบถามเรื่องว่าเป็นมาอย่างไร และในเวลาที่ผมพยายามชี้แจงแต่ไม่ได้รับการใส่ใจ

อาจารย์เหน่งเป็นคนที่รับฟังและสอบถามกลับถึงเรื่องราวอย่างเป็นกลาง

ไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด ไม่คิดจะใช้พระเดชกับใครทั้งที่ทำได้

อาจารย์เหน่งเป็นคนแบบนี้ เป็นกลางเสมอ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม จะสนิทหรือไม่ก็ตาม

สิ่งที่ผมและพี่ท็อปขอจึงมีเพียงแค่ “โอกาส”ในการที่จะได้พูดกับทุกคน

หลังจากนั้นไม่นานนัก ลูกแม่กิ่งและไข่มุกดำก็ตัดสินใจที่ออกมา

ในวันนั้นคนที่เราห่วงมากที่สุดคืออาจารย์เหน่ง

แต่อาจารย์เหน่งกลับบอกเพียงว่า “ไม่ต้องห่วงผม ผมดูแลตัวเองได้ เอาไว้เราคงมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก”

และผมรู้ว่าอาจารย์เหน่งก็ห่วงผมมากกว่า

วันผันเวลาผ่านมานานพอสมควร ผมยังเฝ้ารอที่จะได้กลับมาร่วมงานกับอาจารย์เหน่งเสมอ ไม่ว่าจะบทบาทไหนก็ตาม

น่าเสียดายที่ผมคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว…

และน่าเสียดายที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้ไปพบกับอาจารย์เหน่งอีก

และน่าเสียดายมากกว่าที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสสวัสดีทักทายแกอีกครั้ง

อย่างไรก็ดีผมรู้ว่าหากอาจารย์เหน่งยังรับรู้ จะไม่มีการบอกให้เรานั่งเศร้าโศกหรือเสียใจกับการจากไป

เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา

ช้าหรือเร็วเราต่างต้องพลัดพราก

สิ่งที่จะคงอยู่คือวันเวลาและความทรงจำ

ในวันนี้ ผมได้บทเรียนสุดท้ายจากเจ้านายคนแรกอันเป็นที่รักและเคารพสูงสุดคนนี้

“อยู่ให้เขารัก จากให้เขาอาลัย”

ขอบพระคุณอาจารย์เหน่งที่เอ็นดูและดูแลลูกน้องคนนี้เสมอ ขอให้อาจารย์เหน่งไปสู่ภพภูมิที่งดงามนะครับ

 

รักและเคารพตลอดไป

ลูกแม่กิ่ง

 

 

เดี๋ยวนะ เพิ่งตื่น….งัวเงียพร้อมกับข่าวว่า ‘เฮียนอส’ เสีย แว่บแรกนึกว่าอ่านผิด มันจะเป็นไปได้ไง วันแม่ที่ผ่านมายังทักไปถามไถ่แก ชวนแกออกมารวมพลกินข้าวกันอยู่เลย

มันไวเกินไปหรือเปล่า กับคนที่เราเพิ่งคุยเนี่ยนะ

ผมยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณอะไรแกเลยซักคำ เพราะผมเข้ามาทำนสพ. ‘คิกออฟ’ ได้ก็เพราะแก แปลข่าวเป็น พิมพ์โดยไม่ต้องมองแป้นก็เพราะแก เป็นผู้เป็นคนได้ก็เพราะแก

ผมน้อยใจแกมาตลอด เพราะไม่ว่าผมทำอะไรแกมักด่าผมต่อหน้าคนอื่น ทำเยอะก็ยังด่า ด่าจนผมยื่นใบลาออกอ่ะคิดดู

มองย้อนกลับไปอาจเพราะเป็นเด็กฝาก ถ้างานออกมาแย่แกคือคนที่ต้องรับผิดชอบ แกคงอยากให้เราพัฒนาฝีมือ

จริงๆแล้วเหมือนพรมลิขิตเพราะผมไปเจอแกที่บริษัทเล็กๆแห่งนึง แกมีปัญหาที่ คิกออฟ ก็เลยลาออกและมาทำที่นี่ แกเคยบอกว่าใฝ่ฝันอยากทำงานออฟฟิสมานานแล้ว ก็เลยถือโอกาสมาทำ

น่าจะทำอยู่ 1-2 ปี แกก็กลับไปทำที่ คิกออฟ ตามเดิม ผมก็เลยขอตามแกไปด้วย แกบอกคำเดียว “มึงไปฝึกพิมพ์ให้คล่องก่อนดีกว่า แล้วค่อยว่ากันใหม่”

จนสุดท้ายปี 2002 ผมก็ได้เข้ามาทำหนังสือพิมพ์กีฬาตามที่ใฝ่ฝัน หลังสมัครไปทั่วโดนปฏิเสธมาหมด

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าถ้าไม่มี “เฮียนอส” หรือที่ผมเรียกแกมาตลอดว่า ”พี่เหน่ง” ผมคงยังแปลข่าวไม่เป็น ไม่รู้ขั้นตอนการทำงานต่างๆ เว็บที่ทำอยู่คงไม่สามารถเดินมาได้ถึงวันนี้

ตั้งแต่”คิกออฟ” ปิดตัวเมื่อ 10 ปีก่อน ผมกับพี่เหน่งก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เจอกันตามงานที่ทรูจัดบ้างเล็กน้อย คือคนที่รู้จักเรารู้ว่าเขาโอเคดี ทำงานปกติ มีชีวิตที่ดีเราก็ดีใจไปด้วย รู้สึกแบบนี้กับทุกๆคน ไม่ต้องคุยแต่ขอแค่พวกเขาไม่เจ็บไม่ไข้เราก็ดีใจแทน

จนกระทั่งวันแม่ที่ผ่านมา ผมไปปลดล็อกการตั้งค่าไลน์ที่ไม่ให้ใครแอดเราได้ เพื่อผมจะคุยกับบริษัทจองรถที่ผมกำลังจะไปเที่ยวต่างจังหวัด

เรามีเบอร์โทรกันและกัน มันเลยไปเด้งเตือนเฮียนอส จนเกิดบทสนทนาที่จบลงภายในไม่กี่ประโยค

แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือบทสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา 2 คน

 

เบน ฟรีคิก

 

 

เกือบจะทุกวันในตอนเช้าเวลาประมาณเกือบจะ 7 โมง แถวๆห้องแต่งหน้าของททบ 5 ผมจะพบกับ “พี่เหน่ง” หรือคนในวงการกีฬาจะเรียกแกว่า “เฮียนอส”

ปกติ ผมจะทักทาย แก ก่อนเสมอไม่ว่าจะเป็นเจอกันที่ที่จอดรถ หรือว่าบริเวณโถงทางเดิน

เมื่อวานนี้ เป็นวันที่แปลกมากเพราะว่า พี่เหน่งเดินมาหาผมในห้องแต่งหน้าแล้วพูดว่า “วิทย์ สวัสดีครับ” ผมแค่รู้สึกว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นชิน เพราะผมทักแกก่อนทุกครั้ง… แต่ว่าไม่ได้คิดอะไร

วันนี้ผมทราบข่าวเศร้าถึงการจากไปของ เจ้านายเก่าของผม ที่รับผมเข้าทำงานในหนังสือพิมพ์โลกกีฬารายวันเมื่อปี 1995 ก้าวแรกของผมในชีวิตนักข่าวกีฬา

ไม่มีอะไรมากเกินกว่าที่จะบอกความในใจว่า เสียใจกับการจากไป ทองอดีตเจ้านายเก่ารุ่นพี่ที่แสนจะจิตใจดี เยือกเย็นและมีน้ำใจคนนี้มากๆครับ

 

RIP ครับพี่เหน่ง

ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน

 

 

ด้วยรักเฮียนอส…

ผมรู้จัก “เฮียนอส” อภิสิทธิ์ อภิสุขสิริ ผ่านทางทีวี สมัยที่ผมยังเป็นเด็กน้อยดูรายการฟุตบอลตอนมัธยม เห็น เฮียนอส ในทีวีแล้วเกิดความรักต่อแกแล้ว ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

เวลาผ่านไป ผมคือเด็กฝึกงานในชีวิตมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ราวๆปี 2006 ผมเลือกฝึกกับนสพ. คิกออฟ ซึ่งมีเฮียนอสเป็นบ.ก. ณ ขณะนั้น ความรู้สึกที่มีต่อเฮียนอส คือเคารพแก ในฐานะแกคือผู้ใหญ่… เฮียนอสคือหัวเรือใหญ่

ปี 2007 ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่แรกในชีวิต ที่ นสพ.คิกออฟ ครั้งนี้ถือว่าได้ร่วมงานกันแบบเต็มตัวแล้ว ชีวิตตรงนั้นมันเหมือนฝันครับ คนที่เราชอบเขา ผ่านทางทีวี ทางวิทยุ แต่นี่เรามาได้ทำงานกับเขาแล้ว ช่วงเวลา 1 ปีครึ่ง ที่อยู่ที่นี่ ผมคือน้องคนเล็กสุด แต่ผมสัมผัสได้ว่า พี่ๆ ทุกคนในกอง ต่างรักและเคารพเฮียนอส หรือ “อ.เหน่ง”

เฮียนอสคือหัวหน้าที่มีเมตตา…อารมณ์ดี เสมอๆ

จากนั้นปี 2009-2012 ผมร่วมงานกับเฮียนอสแบบเข้าขั้นลึกซึ้งกว่าที่คิกออฟมากๆ เพราะผมต้องทำบทป้อนให้กับเฮียนอส ในรายการกีฬาที่ tnn และ รายการ 9 ทันเกมส์ ที่ช่อง 9

ทุกๆวัน เฮียนอสจะทำการบ้านมาเองเสมอๆ เฮียนอสคือแทบจะใช้ประโยชน์จากบทของผมน้อยมาก

ผมผิดพลาดอะไร เฮียนอสก็มีเมตตา ชี้แนะอย่างใจเย็น

ปี 2012 ที่ผมเดินจากมา จากการร่วมงานกัน เฮียนอส แกยังอวยพรให้ผมโชคดี

ในเช้าตี 5 วันศุกร์ ช่วงยูโร 2012 วันนั้นผมยังจำได้เสมอ…

วันนี้ ผมทราบข่าวการจากไปของเฮียนอส…

มันว่างเปล่า มากๆครับ ในความรู้สึก…

แต่ผมลองทบทวนตัวเอง ผมจะมีความภาคภูมิใจเสมอๆ เมื่อผมบอกใครๆ ว่าผมเคยทำงานที่คิกออฟ

ภูมิใจที่เคยได้ร่วมงานกับ “เฮียนอส”

อันเป็นที่รักของพวกเรา….

 

ดา ขาเดฟ