การกลับมาของ พรีเมียร์ลีก ที่จะต้องเตะให้จบใน 39 วัน!

29 May 2020
144 VIEWS

เรารู้กันไปแล้วเมื่อวานว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก (ที่เรารัก) จะกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเป็นเกมกลางสัปดาห์ โดยจะประเดิมด้วยเกมใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี พบ อาร์เซนอล และ แอสตัน วิลลา พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ภายใต้สนามที่ไร้คนดูแบบที่ทุกลีกในยุโรปทำตาม ๆ กันมา แต่นั่นก็นับเป็นก้าวสำคัญสู่การจบฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก และเป็นก้าวแรก (อีกครั้ง) ที่ทีม ลิเวอร์พูล จะกลับมาสู่เส้นท้างหารคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของการกลับมาเตะกันในครั้งนี้ อยู่ที่การวางโปรแกรมและความถี่ในการลงสนาม เนื่องจากพวกเขากำหนดวันที่ต้องจบฤดูกาลไว้แล้ว ในสัปดาห์ที่ 25-26 กรกฎาคม นั่นหมายความว่า ลีกสูงสุดของอังกฤษ จะต้องเล่นกันถึง 92 เกม ใน 39 วันเท่านั้น โดยคำอธิบายที่มาพร้อมกันนั้นระบุว่า จะมีการเตะกันในวัน เสาร์ และ อาทิตย์ วันละ 4 คู่ และจะมีเกมในวันศุกร์ และ จันทร์ด้วย ส่วนกลางสัปดาห์จะต้องมีเกมในบางสัปดาห์เช่นกัน

โดยกำหนดการณ์ที่ออกมา เกมในวันศุกร์ จะเตะกันเวลา ตี 2 ตามเวลาไทย, วันเสาร์ มีตั้งแต่ 18:30 น., 21:00 น., 23:30 น. และ ตี 2 ส่วนวันอาทิตย์ 18:00 น., 20:00 น., 22:00 น. และ ตี 1 ขณะที่เกม มันเดย์ไนท์ จะมีช่วงเดียวเหมือนเกมวันศุกร์ และเป็นเวลาเดียวกัน คือ ตี 2 ตามเวลาไทย

พร้อมกันกับการกำหนดวันจบของพรีเมียร์ลีก ในแถลงการณ์ฉบับเดียวกันได้มีการเปิดเผยวันที่จะมีการเล่นเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอล เอฟเอ คัพ ที่เวมบลีย์ ออกมาแล้วเช่นกัน ว่าพวกเขาจะชิงชนะเลิศกันในวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเกมในรอบก่อนหน้านั้น ทั้ง ก่อนรองชนะเลิศ และ รองชนะเลิศ ก็จะเตะกันในช่วงกลางสัปดาห์ที่ไม่มีการแข่งขันของพรีเมียร์ลีกนั่นเอง

ดังนั้นวันแรกของเดือนที่ 8 จะเป็นวันที่ฟุตบอลอังกฤษจบฤดูกาลโดยสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ และบรรดาทีมที่มีคิวลงเล่นในฟุตบอลสโมสรยุโรป จะได้เวลาพักราว 1 สัปดาห์ก่อนที่ทั้ง ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก จะกลับมาฟ้าแข้งอีกครั้งในวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งดูจะเป็นการดีต่อบรรดาทีมที่ต้องลงเล่นทั้ง 2 รายการอยู่พอสมควร 

ถึงแม้แผนการจะดูรัดกุม แต่พรีเมียร์ลีก ก็ยังได้ปรึกษากันเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือ โควิด-19 ที่อาจระบาดมาอีกครั้ง และได้ผลสรุปว่า ถ้ามีเวฟที่ 2 หรือ 3 และมันส่งผลมาถึงนักฟุตบอล พวกเขาอาจจะให้มีนักเตะที่เข้าสนามได้ราว 15 คนต่อทีมเท่านั้น โดยถ้าสนามใดมีความเสี่ยงสูงเพราะอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาดของโควิด-19 ทางลีกก็มีสิทธิ์สั่งให้ไปเตะที่สนามกลางในเมืองอื่น ๆ ได้ด้วย และถ้าหากสุดท้ายแล้วไม่สามารถแข่งขันกันต่อได้ พวกเขาก็จะตัดจบโดยไม่มีการรั้งรอที่จะแข่งขันกันอีก โดยใช้กฎ คะแนนเฉลี่ยต่อเกม เป็นตัวตัดสิน

การกลับมาเล่นในอีก 92 นัดที่เหลือในคราวนี้ จะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนในสหราชอาณาจักร ได้ดูเกมถ่ายทอดสดทางทีวีครบทั้งหมดด้วย โดยจะมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศผ่านเครือข่ายต่าง ๆ แบ่งเป็น สกาย สปอร์ตส์ จะถ่ายทอดทั้งหมด 64 เกม จากเดิมที่ถือสิทธ์อยู่ 47 เกม โดยอีก 20 เกม จะเป็นของ บีที สปอร์ต ส่วน อมาซอน ไพร์ม จะได้โควตาเพิ่มอีก 4 เกม และที่เหลืออีก 4 เกม จะถ่ายทอดทาง บีบีซี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สถานีโทรทัศน์แห่งชาติได้ถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกด้วย โดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้ถ่ายทอดฟุตบอลลีกสูงสุดก็ต้องย้อนไปสมัยเป็นฟุตบอลดิวิชั่น 1 ในปี 1988 เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเงินจำนวน 330 ล้านปอนด์ หรือราว 13,000 ล้านบาท ที่สโมสรพรีเมียร์ลีกต้องชดใช้ให้เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ก็ยังคงต้องดำเนินการตามนั้นต่อไป แต่อาจจะมีข่าวดีว่า ถ้าพวกเขาสามารถลงเล่นได้จนจบฤดูกาลภายใน 39 วันที่ว่า จำนวนเงินที่ต้องจ่าย อาจจะลดลงมาเหลือแค่ราว 150 ล้านปอนด์ หรือ 5,900 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทุกสโมสรต้องพยายามกันต่อไปเพื่อให้พวกเขาเสียหายน้อยที่สุด

โดยเรื่องทั้งหมดนี้ ได้รับการยืนยันจาก ริชาร์ด มาสเตอร์ส หัวหน้าผู้บริหารของ พรีเมียร์ลีก โดยเขากล่าวว่า “วันนี้เราได้ทำการตกลงกันล่วงหน้าเพื่อที่จะให้ พรีเมียร์ลีก กลับมาเดินหน้ากันอีกครั้งในวันพุธที่ 17 มิถุนายน

“แต่วันที่ได้กล่าวไปนี้ ยังจะไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ จนกว่าเราทั้งหมดจะเข้าไปพูดคุยเรื่องความปลอดภัยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงผู้สนับสนุนทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก่อนเป็นอันดับแรก

“น่าเศร้า ที่การแข่งขันจะต้องเกิดขึ้นโดยไม่มีแฟนบอลในสนาม ดังนั้น เรายินดีที่ที่จะเดินหน้าเพื่อหาทางจัดการกับปัญหานี้ในเชิงบวก เพื่อให้แฟนบอลของเราได้มีส่วนร่วมกับเกมทั้ง 92 เกมที่เหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อไป”

เบื้องต้น แฟนบอลทั้งในอังกฤษ และ ทั่วโลกค่อนข้างยินดีกับข่าวที่เกิดขึ้นนี้ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้เกี่ยวข้องหลายราย แสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของนักเตะที่ยังน่าจะไม่ฟิตพอในวันที่ 17 มิถุนายน และยังต้องเล่นเกมหนัก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลา 39 วันโดนไม่ได้มีเวลาพักที่เพียงพอ ซึ่งอาจจะทำให้นักเตะเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าที่ควร ซึ่งปัญหานี้ ก็น่าจะถูกเอาไปพูดคุยกันหลังจากนี้ต่อไปเช่นกัน

แต่ตอนนี้ น่าจะเป็นเวลาที่ดีที่แฟนบอลจะได้ตั้งตารอคอยฟุตบอลของพวกเขาอีกครั้ง โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล ที่เตรียมนับถอยหลังถึงแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีกันได้แล้ว!