อัศวินสีส้มคืนชีพ และ ปีที่ล้มเหลวของอินทรีเหล็ก

20 November 2018
301 VIEWS

ฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คู่บิ๊กแมตช์ ในลีก A กลุ่ม 1 ที่เฟลตินส์ อารีน่าใน เกลเซ่นเคียเช่น เยอรมนี ชวดการเก็บ 3 คะแนนอย่างน่าเจ็บใจตัวเองที่สุด เพราะเสมอกับเนเธอร์แลนด์ 2-2 สุดระทึก ทั้งที่ ‘อินทรีเหล็ก’ นำก่อน 2 ประตู ตั้งแต่ 20 นาทีแรกจากติโม แวร์เนอร์ และ เลรอย ซาเน่ แต่เนเธอร์แลนด์ ตีเสมอแบบโกงความตายพลิกนรก เพราะมาได้ 2 ประตูในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม จากควินซี่ โพรเมส ปีกจากเซบีย่า และประตูตีเสมอในช่วงทดเจ็บจากเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค

ชัยชนะนัดนี้ทำให้ เนเธอร์แลนด์ คว้าแชมป์ของลีกเอ กลุ่ม 1 จากการมี 7 คะแนนเท่ากับฝรั่งเศส เพื่อนร่วมกลุ่มอีกหนึ่งทีม แต่ Head to head ของเนเธอร์แลนด์ดีกว่า และทำให้เนเธอร์แลนด์ ตีตั๋วกรีฑาทัพเข้าสู่รอบรองฯ ของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกได้สำเร็จ…เรียกได้ว่าเป็นการฟื้นคืนชีพอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาผลงานตกต่ำจนกระทั่งไม่ได้ไปร่วมมหกรรมฟุตบอลโลก 2018 เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

ผลงานการกลับมากู้ชื่อเสียงของ ‘อัศวินสีส้ม’ในครั้งนี้ คงต้องยกเครดิต ความดีความชอบให้กับหัวเรือใหญ่อย่าง โรนัลด์ คูมัน ที่เข้ามาคุมทีมแทนที่ดิ๊ก อัทโวคาท เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และค่อย ๆ ปรับโฉม ผ่าตัดห้องเครื่องของทีมชาติ เพราะแม้ยุคนี้ ‘อัศวินสีส้ม’ จะขาดซูเปอร์สตาร์ยุคเก่าที่โรยราไปกันหมดแล้ว ทั้งอาร์เยน ร็อบเบน, เวสลี่ย์ สไนจ์เดอร์ หรือ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ที่รีไทร์จากทีมชาติไปกันหมดแล้ว แต่ทีมก็มีสิ่งที่ทดแทนจากบรรดานักเตะที่ไม่ใช่ระดับท็อปของยุโรป ด้วยการทุ่มพลัง ทุ่มแรงกาย และทีมศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค กองหลังลิเวอร์พูลที่เป็นกัปตันทีม

การแก้เกมของคูมันในนัดล่าสุดที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการประตูอย่างที่สุด เพราะตามหลังเยอรมนีถึง 2 ประตู และเขายอม ‘แลก’ หมดหน้าตัก ด้วยการพลิกโฉมปรับกลยุทธ เพราะยอมดัน ฟาน ไดจ์ค จากกองหลังให้ไปยืนค้ำเป็นกองหน้า และสุดท้ายแล้วมัน ‘เวิร์ค’ จากการที่กองหลังหงส์แดงเป็นคนพังประตูสุดสำคัญช่วงทดเจ็บ

“ผมได้รับโน้ตกระดาษมาจากดไวท์ โลเดเวเจส กับ คีส ฟาน วอนเดเรน สองผู้ช่วยของผม ตอนที่เราตาม 2-0 พวกเขาถามผมว่าเราควรแก้แผนไหม ผมเลยตอบไปว่าใช่

“จากนั้นผมก็ได้โน้ตมา แผนก็คือเวอร์จิลไปยืนข้างหน้า ผมเลยส่งไปให้เคนนี่ เตเต้ กองหลังของทีม แล้วสุดท้ายมันก็เป็นประตูตีเสมอที่ยอดเยี่ยมจากคนที่ถูกสั่งในโน๊ตว่าให้ไปยืนข้างหน้า” โรนัลด์ คูมัน เผยกลยุทธที่สุดท้ายทำให้เนเธอร์แลนด์ตีเสมอเยอรมนี

เรื่องราวอันสวยหรูของเนเธอร์แลนด์ ช่างกลายเป็นเหรียญคนละด้านกับเรื่องราวของเยอรมนี เพราะปีนี้ถือเป็นปีที่น่าผิดหวังของเหล่าขุนพลอีนทรีเหล็ก เพราะตลอดปี 2018 พวกเขาเจอแต่คำวิพากษ์วิจารณ์ที่ซัดถาโถมมาราวกับพายุ

ตลอดทั้งปี 2018 เยอรมนี ภายใต้การคุมทีมของโยอัคคิม เลิฟ ชนะ แค่ 4 เกม (ชนะซาอุ, ชนะเปรู, ชนะรัสเซีย เกมอุ่นเครื่อง และชนะสวีเดนในบอลโลก) เสมอ 3 เกม และแพ้ไปถึง 6 เกม ยิงได้ 14 ประตู เสีย 17 ประตู ซึ่งนับเป็นผลงานในปีปฏิทินที่เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่ปี 1964 เลยทีเดียว

ล้มเหลวครั้งแรกที่เห็นเด่นชัดของเยอรมนี คือ ตกรอบแรกในฟุตบอลโลก 2018, ส่วนศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เป็นความล้มเหลวต่อเนื่องลำดับที่ 2 เพราะตอนนี้อินทรีเหล็กต้องหล่นชั้นลงไปเล่นในลีก B

ความดีความชอบของโยอัคคิม เลิฟ ที่เคยพาเยอรมนีเป็นแชมป์โลก 2014 ณ เวลานี้ แฟนบอลเริ่มลืมเลือนและพยายามซุกมันเอาไว้ในซอกหลืบหัวใจเพื่อพยายามลืมๆมันแล้ว เพราะพวกเขาต่างก็ต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ดิ่งเหวลงแบบนี้, แม้หลังจบฟุตบอลโลก เลิฟจะมีทัศนคติในแบบที่แฟนบอลต้องการ นั่นคือเลิฟลดละ ‘อัตตา’ ของตัวเองลงมา แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาตอนนี้ยังไม่สัมฤทธิ์ผล และเกมนี้ มีแฟนบอลบางส่วนในสนามถือป้ายผ้าไล่เลิฟด้วย

“ลูกทีมของผมเล่นได้ยอดเยี่ยมในครึ่งแรก จากการนำ 2 ประตู แต่พอหลังพักครึ่ง เราต้องได้ประตูที่สามแล้ว แล้วสุดท้ายทำไม่ได้เราก็โดนลงโทษอย่างน่าเจ็บปวด”โยอัคคิม เลิฟ กล่าว

สำหรับนัดนี้ ที่เฟลตินส์ อารีน่า ยังเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์สำคัญของนักเตะทีมชาติเยอรมนี อย่างโธมัส มุลเลอร์ ที่ได้ลงเล่นทีมชาติเป็นนัดที่ 100 และเป็นนักเตะเยอรมนีลำดับที่ 11 ที่ลงสนามรับใช้อินทรีเหล็กถึงหลักไมล์ 100 นัด แต่ก็เป็นงานเลี้ยงฉลอง 100 นัดที่สุดกร่อยของมุลเลอร์จากผลเสมอสุดดราม่า อีกทั้งในช่วงหลัง มุลเลอร์ กลายเป็นเป้าของแฟนบอลที่เรียกร้องไม่ให้เอาเขาติดทีมชาติด้วย จากฟอร์มการเล่นที่ดร็อปลงไปกับต้นสังกัดบาเยิร์น

เยอรมนี ต้องตกลงไปเล่นในลีก B เช่นเดียวกับ ไอซ์แลนด์, โปแลนด์ และ โครเอเชีย ขณะที่ เนเธอร์แลนด์ ที่ด่ำดิ่งมาหลายปี แต่ฟื้นคืนชีพได้แล้ว ด้วยการทะลุเข้ารอบรองฯ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ร่วมกับ สวิตเซอร์แลนด์,โปรตุเกส และ อังกฤษ

เรื่องราวในปี 2018 ของอินทรีเหล็ก กับ อัศวินสีส้ม ช่างเป็นเรื่องราวที่แตกต่างกันเหลือเกิน…