ตัดสินด้วย “เท้า”

ผมสตาร์ตเขียนบทความนี้ตอนจบครึ่งแรกเกมจาก นิว เวมบลีย์ หลังประตูสุดสวยที่สุดลูกหนึ่งในฤดูกาลนี้จาก มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำให้แมนฯยูไนเต็ด ออกนำเจ้าถิ่น สเปอร์ส 1-0

ประตูนี้คือ “คลาสสิค” และเป็นความงดงามของจังหวะเคาน์เตอร์แอทแทคที่กลุ่มนักเตะปิศาจแดงทำได้ร่วมกันอย่างสมบูรณ์

ไล่บี้แดนกลางขณะที่ไก่เดือยทองกำลังสร้างเกมรุกทางขวา บีบให้ทริปเปียร์ “ผิดพลาด” เปิดบอลเสียกลางสนาม และป๊อกบา เปิดบอล assist ปลิดวิญญาณ 30 หลาไปฝั่งขวาที่ว่างให้ แรชฟอร์ด พุ่งหาบอล และควบจี้ฉีกหนี แฟร์ตองเก้น ในสถานการณ์ 1:1

จังหวะดังกล่าว สเปอร์สกำลังดาหน้ากันรุก แต่ด้วย 2-3 เหตุผลไม่นับ เปิดงาม จบสวย ประตูอันดีต่อใจนี้จึงบังเกิดขึ้น

ในครึ่งแรกที่โปเช็ตติโน่ และลูกทีมไม่อาจสร้าง “ช็อต” เข้ากรอบได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวจากโอกาส 7 หน (แมนฯยูฯ ยิง 5 เข้ากรอบ 2 หน)

ด้วยรูปแบบการที่ชอบดัน “ไลน์รับ” ขึ้นสูงเวลารุกของทัพตราไก่

สิ่งที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ วาง game plan มาก็คือ แผน “งูเห่า 3ตัว”: มักซิญัล, ลินการ์ด และแรชฟอร์ด ยืนในระบบใกล้เคียง 4-3-3 มากที่สุด

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ แรชฟอร์ด ยืนฝั่งขวาเหมือน ซาลาห์, มักซิญัล อยู่ซ้ายเฉกเช่น มาเน่ ขณะที่ลินการ์ด ตรงกลาง และดร็อปต่ำกว่าทั้งแรชฟอร์ด และมักซิญัล ไม่ต่างอะไรกับการทำหน้าที่ของ เฟียร์มิโน่

จังหวะโต้กลับก็จะใช้ มักซิญัล และแรชฟอร์ด “ฝังตัว” อยู่สูงใช้ความเร็ว และดุดัน พุ่งเข้าทำลาย เฉพาะอย่างยิ่ง “พื้นที่ว่าง” หลังไลน์รับสเปอร์สมีเยอะ

ดังนั้น สิ่งที่ “แนวรุก” ลิเวอร์พูลเล่น ไม่มากก็น้อย คือ สิ่งที่ได้เห็นโซลชาร์ ใช้กับลูกทีมที่ไม่มีที่ว่างให้กองหน้า “โบราณ” ในเผ่าพันธุ์แบบมูรินโญ่ชอบ อย่าง ลูคาคู

มากกว่านั้น แดนกลาง 3 ตัว: มาติช ยืนต่ำ (เฮนโด้), เอร์เรร่า อยู่ขวา และคาแร็กเตอร์คล้าย ไวจ์นัลดุม ขณะที่ป๊อกปา ทำหน้าที่เป็นรับ-รุกอิสระเหมือนตอนใช้ คูตินโญ่ และอ๊อกเลด

ไลน์แบ็คโฟร์ ผมคงไม่ต้องอธิบายมาก แต่เอาเป็นว่า เมื่อ shape ถูกต้อง เน้นรุก และมีความมั่นใจมาจากชนะรวด 5 นัด และเก็บคลีนชีตได้ 2 เกมล่าสุด

สมดุลระหว่างรับ และรุกของทีมชุดนี้จึงดีมาก

สเปอร์ส วางแผนมาเล่น 4-4-2 แบบ “ไดมอนด์” หรือแดนกลางวางตำแหน่ง วิงก์ตัวรับ, อัลลี่ ตัวรุก “หัวไดมอนด์” และซิสโซโก้ ยืนขวา, เอริคส์เซ่น ยืนซ้าย

แดนหน้าใช้ ซอน เฮือง-มิน ยืนอิสระคู่ แฮร์รี เคน

ระบบ “ไดมอนด์” มีปัญหาพอสมควรกับรับมือบริเวณริมเส้น และทำให้แมนฯยูไนเต็ด ถือไพ่เหนือกว่าในครึ่งเวลาแรก

ขึ้นชื่อ “แคนดิเดท” อันดับ 1 ที่จะมาทำหน้าที่ใน “ตำแหน่ง” ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ กำลังยืนอยู่ย่อมไม่ธรรมดา

โปเช็ตติโน่ ปรับมาเล่น Flat Midfield หรือยืนเรียงแนวราบแทนที่จะเป็นสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด “ไดมอนด์” เหมือนครึ่งแรก

ซอน เฮือง-มิน ถูกโยกไปเล่นฝั่งซ้าย, ลาเมล่า ซึ่งมาแทนซิสโซโก้ที่เจ็บเล่นด้านขวา โดยเอริคเซ่น และวิงค์ ยืนคู่กลาง ขณะที่อัลลี ไปยืนหน้าต่ำ สนับสนุนเคน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สเปอร์ส ป้องกันเกมรุกโต้กลับของแมนฯยูฯได้ขึ้น และ “หยามยอก” เจาะด้านข้างเหมือนที่โดนกระทำในครึ่งแรกพร้อมสร้างสรรค์โอกาสได้มากมาย

แต่ทำอย่างไรก็ยิงไม่ผ่านมือ + เท้า “ปลาหมึก” ดาวิด เด เกอา

นาทีที่ 72 โซลชาร์ ต้องเปลี่ยนตัว และปรับแผนเอา ลูคาคู ลงมาแทนมักซิญัล แล้วโยกแรชฟอร์ด กับลินการ์ด ไปยืนริมเส้นซ้าย-ชวา

ณ ตอนนั้น โซลชาร์ต้องการอาศัยลูคาคูช่วย “เก็บบอล” แดนหน้ามากขึ้นหลังแผน “งูเห่า 3 ตัว” เริ่มจะไม่พ่นพิษ

นาทีที่ 80 โปเช็ตติโน่ ส่งญอเรนเต้ ลงแทนวิงก์ เพื่อเพิ่มอีก “ออฟชั่น” ในแดนหน้า

นาทีที่ 82 ดาโลต์ ลงมาแทนลินการ์ด แสดงให้เห็นถึงแท็คติกส์เน้นรับริมเส้นมากขึ้น ณ จุดที่แมนฯยูไนเต็ด “แปลงร่าง” กลาย ๆ กลับเป็นเล่นเหมือนยุคมูรินโญ่

ตั้ง “รถบัส” 2 ชั้นเต็มรูปแบบในช่วงเวลาที่เหลือของเกม

“ผลสอบ” สำหรับผมมองว่า โซลชาร์ มีบารมี และสามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดของนักเตะออกมาได้ดีเยี่ยมผ่านการกระตุ้น man-management, “แท็คติกส์” และ game plan ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

แต่เกมนี้ หากไม่ได้มือ และเท้า “ปลาหมึก” ของ ดาวิด เด เกอา “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ที่ออกฟอร์มมหัศจรรย์ โชว์ทักษะการเซฟโดยเฉพาะการ “ใช้เท้า” อันแสดงให้เห็นว่า ผู้รักษาประตูไม่จำเป็นต้องเซฟด้วยมือเสมอไป โดยเฉพาะบอลใกล้ตัว

แมนฯยูไนเต็ด อาจแพ้ไม่ต่ำกว่า 5 ประตู! จากโอกาสยิงเข้ากรอบ 11 ครั้งในครึ่งหลังที่มีลูก clear-cut chances อย่างต่ำ ๆ 5 ครั้ง (หรือแล้วแต่จะนับ เพราะนับไม่ถ้วน!)

อย่างไรก็ดี ทีมปิศาจแดง แสดงให้เห็นว่า สามารถยืนโกงความตายบน “เส้นเชือก” รักษาสกอร์ไม่ให้ร่วงหล่นลงมาท่ามกลางความกดดันได้ และทำให้ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ สร้างสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกัน 6 นัดได้สำเร็จ

ยินดีด้วยครับกับสาวกปิศาจแดงกับสิ่งดี ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะที่ความพ่ายแพ้ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ในเกมนี้ก็ไม่ได้ทำให้ “เครดิต” ในตัวกุนซืออาร์เจนไตน์ลดน้อยลงแต่อย่างใด

ในแมตช์ที่ Margin แพ้ชนะตัดสินที่ “เท้า” ของดาวิด เด เกอา



RELATED POSTS

Story

มูรินโญ่ : “ผีแดงจะจบด้วยแชมป์เหรอ ? ไม่..!”

SPORTDesk. Team

ปิดฉากเกมแดงเดือดภาคแรกไปแล้ว ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความชื่นมื่นของเหล่าพลพรรคเดอะค็อป ขณะที่แฟนปิศาจแดงเต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด เศร้าสร้อยหงอยเหงากับรูปเกมที่ดูไม่มีอนาคตของโจเซ่ มูรินโญ่

Thought

“หยดน้ำใจ” ที่เหมือนไม่มีอะไร

ไข่มุกดำ

การไม่ได้ “ปรากฎตัว” ในงาน FIFA’s The Best awards ของทั้ง โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ณ กรุงลอนดอน ตอนดึกวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลายุโรป แสดง “นัยยะ” อะไรหลายอย่างนะครับ

Thought

จุดเปลี่ยน 5 นาที

ไข่มุกดำ

ฟุตบอลก็เหมือน “ชีวิต” นะครับ มีขึ้นมีลง บางทีเหมือนไม่มีอะไรแต่หากได้ “จุดเปลี่ยน” (turning points) เหมาะ ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ