เหตุผลที่ NBA Restart 2020 จะไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา | by SPORTDesk. Team

31 July 2020
229 VIEWS

นับ 1 กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับศึก บาสเก็ตบอล NBA ในโปรเจครีสตาร์ตของพวกเขา ที่ต้องไปเล่นกันถึง ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ใน ออร์แลนโด ซึ่งมีส่วนในการแข่งขันกีฬาเรียกว่า เวิลด์ ไวลด์ ออฟ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ และพวกเขาจะใช้สถานที่แห่งนี้แข่งขันกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือนครึ่ง หรือจะจบอย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ NBA ฤดูกาลนี้จบลงอย่างสมบูรณ์

ในส่วนของ มาตรการการจัดการการแข่งขัน การรับมือกับโควิด-19 และฟอร์เมชันต่าง ๆ เราอาจจะได้เห็น และเข้าใจกันบ้างแล้วเพราะมีกูรู และ ผู้รู้ รวมไปถึงสื่อต่าง ๆ ออกมาให้ข้อมูล เรื่องเขียนบทความอธิบายไปแล้วไม่มากก็น้อย และเรื่องราวต่อไปนี้ก็ขออนุญาตจะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้นอีกเพราะจะดูซ้ำซากเกินไป เพราะหลาย ๆ มาตรการอย่างการตรวจโควิด-19 หรือการกักตัวผู้เล่นในสถานที่ปิด ก็เป็นอะไรที่แฟน ๆ กีฬาอาจจะคุ้นชินมาจากฟุตบอลกันหมดแล้วด้วย

การกลับมาแข่งขันในครั้งนี้ จาก 30 ทีมในลีก ถูกตัดเหลือเพียงแค่ 22 ทีมที่มีโอกาสในการเข้าเพลย์ออฟเท่านั้น ซึ่งจะคำนวนจากโอกาสในการเข้ารอบของแต่ละทีม โดยทีมที่เหลือทั้งหมดต้องเข้ามาเล่น Seeding Games อีกทีมละ 8 นัด ก่อนจะทำการจัดอันดับแต่ละทีมเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟต่อไป ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้บางคนตั้งคำถามว่า เมื่อสุดท้ายการจัดอันดับจะมาจากการที่แต่ละทีมจะเล่นไม่เท่ากัน บ้างก็ 72 บ้างก็ 73 เกม แต่ทำไมพวกเขายอมให้มีการจัดอันดับทั้งที่เป็นเช่นนั้น

คำตอบต่อเหตุผลนั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างเหตุผลที่ว่า อันดับในรอบเพลย์ออฟจะ ‘ไม่มีผลอีกต่อไป’ เพราะในฤดูกาลปกติ แต่ละทีมสู้กันแทบเป็นแทบตายเพื่อลำดับที่ดีกว่า ในการจะได้เล่นในบ้านมากเกมกว่าในระบบ เบสต์ ออฟ 7 ซึ่งกล่าวคือ ทีมที่อันดับดีกว่าคู่แข่งในการทำผลงานฤดูกาลปกติ จะได้เล่นในบ้าน 4 เกม จาก 7 เกม แถมจะได้เริ่มการเพลย์ออฟโดยเล่นในบ้านก่อนด้วยตาม ฟอร์แมต 2-2-1-1-1 (เล่นในบ้านทีม 2 ไปเยือน 2 กลับมาเล่นในบ้าน 1 ไปเยือน 1 และปิดเกม 7 ในบ้าน) 

ฟอร์แมต 2-2-1-1-1 กับการได้เล่นในบ้าน 4 เกม ทำให้ทีมที่มีอันดับดีว่าได้เปรียบมาตลอดในการเพลย์ออฟ การจั่วหัวด้วยการเล่นในบ้าน 2 เกม ถ้าเก็บได้หมดก็มีโอกาสที่จะปิดซีรีย์ได้สูง ในกรณีที่เกมยืดเยื้อไปถึงเกม 7 พวกเขาก็จะได้มาปิดเกม 7 ในบ้าน ซึ่งนั่นทำให้ใคร ๆ ก็ต่างต้องการอันดับที่ดีกว่า และอีกสิ่งที่ทำให้การได้เล่นในบ้านมีผลอย่างมากแล้ว คือการมีเสียงเชียร์คอยหนุนหลัง และกดดันคู่แข่ง ซึ่งการต้องมาเยือน สเตเปิล เซนเตอร์ ของ แอลเอ เลเกอร์ส หรือการมาเยือน เดอะ (ทีดี) การเดน ของ เซลติกส์ ต่างเป็นงานยากในการรับมือเสียงแฟน ๆ ของบรรดานักแข่งเสมอมา และมันสร้างความได้เปรียบได้อย่างมหาศาล

แต่ทันทีที่ NBA ตัดสินใจแข่งขันเกมที่เหลือใน  เวิลด์ ไวลด์ ออฟ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ นอกจากความได้เปรียบเรื่อง โฮมส์ ฟิลด์ ตอนเพลย์ออฟจะหมดลงไปแล้ว มันยังส่งผลให้การจัดอันดับใน Seeding Games แทบไม่มีความหมายไปด้วย เพราะสำหรับทีมต่าง ๆ การจะได้เล่นในรอบเพลย์ออฟ 7 เกม ในสนามเดียวกันนั้นไม่ต่างอะไรกันเลย ความหมายเดียวของการเล่น Seeding Games ที่เหลืออยู่คือการพยายามให้ทีมของตัวเองไม่ต้องเจอของแข็งในรอบแรกแรกเท่านั้น

ดังนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าในช่วงปลายของการเล่นในช่วง Seeding Games เราจะเริ่มเห็นทีมใส่เกียร์ว่าง หรืออาจจะมีการปล่อยไหลช่วงท้ายเกมเร็วกว่าปกติสักเล็กน้อย แถมดีไม่ดีเราอาจจะเห็นทีมหัวหมอ (กว่า) บางทีมยอมลดอันดับตัวเองลงไปเพื่ออาจจะเจองานเบากว่าในท้ายที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ แอลเอ เลเกอร์ส จบดัวยอันดับที่ 1 การไขว้สายจะต้องมาเจอกับทีมอันดับที่ 8 โดยผู้ชนะ จะไปเจอกับทีมอันดับที่สี่ หรือ 5 ในตำแหน่งเพลย์ออฟอีกคู่ของสายบน ตามรูปด้านล่าง

ดังนั้น หาทีมอันดับที่ 5 มองว่าการเจอทีมอันดับที่ 4 หรือ อันดับที่ 3 ไม่ต่างกันภายใต้การเล่นสนามกลางและไม่มีแฟนบอล หรือ โฮมส์ ฟิลด์ ช่วยในระบบ เบสต์ ออฟ 7 พวกเขาออาจจะตั้งใจเล่นแย่ในเกมท้าย ๆ ของช่วง Seeding Games เพื่อให้ตัวเองหล่นไปรั้งอันดับที่ 6 ซึ่งอาจจะเจองานหนักกว่าในรอบแรกอย่างทีมอันดับ 3 แต่เมื่อเข้ารอบไปในรอบที่ 2 พวกเขาก็ปราศจากความเสี่ยงใด ๆ ในการเจอกับ เลเกอร์ส เพราะพวกเขาหล่นลงมาเล่นในสายล่างแทนแล้วนั้นเอง และโอกาสที่จะไปเจอกับเลเกอร์ส ต้องรอจนเกมชิงแชมป์สายเลย หากพวกเขาผ่านไปได้

นอกจากนี้ การตัดเรื่องความได้เปรียบในบ้านออก นอกจากจะทำให้บางทีมมีความคิดแบบนั้นได้แล้ว ยังอาจจะทำให้มีบางทีมคิดเรื่องการถนอมตัว และลดการเข้าปะทะที่รุ่นแรงเกินสมควรในจังหวะ 50/50 เพื่อให้ทีมพร้อมสมบูรณ์ในช่วงเพลย์ออฟจะดีกว่า เพราะอย่างไรก็ตาม ในเมื่อการทำอันดับสูงไม่มีผลต่อการได้เล่นในบ้านมากกว่าอยู่แล้ว การเข้าเพลย์ออฟโดยที่มีผู้เล่นสมบูรณ์ ก็จะเป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบให้ทีมมากที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ที่พูดมาอาจจะเป็นข้อเหตุผลทีทำให้บาสเก็ตบอลดูสนุกน้อยลง แต่นั้นก็แค่ช่วง Seeding Games เท่านั้น เพราะในทางกลับกัน เมื่อเพลย์ออฟ ต้องมาเล่นสนามกลางโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียบเปรียบกันเรื่องความเป็นเจ้าบ้าน โอกาสที่เกมมันจะพลิกล็อกก็ง่ายกว่าเดิมมาก และทีมอย่าง มิลวอกกี บัคส์ หรือ แอลเอ เลเกอร์ส ก็อาจจะไม่ได้เข้ามาชิงกันแบบ ‘นอนมา’ เหมือนที่หลายคนคิดก่อนหน้านี้ก็ได้

นี่จึงอาจเป็นการลุ้นแชมป์ NBA ที่เดาผลยากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็คงไม่ผิดนัก…