เหตุผลที่ทำให้ เฟเดอเรอร์ อยากคว้าเหรียญทอง เทนนิส โอลิมปิก เกมส์ ในวัย 39 ปี

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์
16 October 2019
225 VIEWS

ในวันที่เทนนิสชายเดี่ยว ใน โอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่โตเกียวเริ่มแข่ง คือระยะเวลา 14 วันก่อนวันเกิดครบรอบวัย 39 ปีของโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสจ้าวตำนานชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่เขาก็ไม่หวั่นในการยืนกรานที่จะลงเล่นในโอลิมปิกครั้งนี้ ซึ่งน่าจะเป็น “ครั้งสุดท้าย” ในชีวิตของเขา

แล้วอะไรล่ะที่เป็นเหตุผลให้ชายคนหนึ่งที่มีพร้อมทั้งชื่อเสียง, เงินทอง, ความสำเร็จ แต่กลับยังต้องมาดิ้นรนลงเล่นในรายการนี้ และเสี่ยงกับความล้มเหลวอีกครั้ง

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของกีฬา โอลิมปิก เกมส์ กว่า 100 ปี ตลอด 28 ครั้งที่ผ่านมา กีฬาเทนนิส ถูกจัดแข่งขันทั้งหมด 15 ครั้ง (ไม่รวมครั้งที่เป็นกีฬาสาธิต หรือ ตีโชว์ ในปี 1968 และ 1984) โดยจาก 15 ครั้งที่ว่า มีแชมป์ 14 คน ซึ่งนอกจากในปี 2012 และ 2016 ที่เจ้าของเหรียญทองเป็นคนคนเดียวกัน คือ แอนดี เมอร์รีย์ แล้ว ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครป้องกันเหรียญทองโอลิมปิกในเทนนิสชายได้เลย

นั่นอาจเปิดโอกาสให้ เฟเดอเรอร์ ที่จะมีอายุ 38 ปี 11 เดือน กับ 17 วัน ณ วันที่การแข่งขันรอบแรกในโอลิมปิกที่โตเกียวเริ่มขึ้น มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทอง ในฐานะนักเทนนิสอายุมากที่สุด ทำลายสถิติของ เมเจอร์ ริตชี เจ้าของเหรียญทอง ในเทนนิสชายของโอลิมปิก ลอนดอน 1908 จากสหราชอาณาจักร ที่เคยทำได้ในวัย 38 ปี 5 เดือน 14 วัน ลงได้สำเร็จ หลังครองสถิตินี้มากว่า 100 ปี

ว่าวันว่า ลึก ๆ แล้ว เหรียญทอง โอลิมปิก เป็นสิ่งที่ เฟเดอเรอร์ ปรารถนาที่สุด เนื่องจากเขาประสบความสำเร็จคว้าแชมป์แกรนด์สแลมมาแล้วทุกรายการ ขาดแต่เหรียญทองในรายการนี้เท่านั้น ถึงแม้ปี 2008 เขาจะเคยได้เหรียญทองโอลิมปิก มาแล้ว แต่นั่นก็เป็นในประเภทคู่ ซึ่งเขาได้คู่กับ สแตน วาวรินกา ย่อมให้ความรู้สึกต่างจากประเภทชายเดี่ยวไม่น้อย

หรือหากคิดไกลกว่านั้น นี่คือโอกาสคว้า “โกลเดน สแลม” ครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา

“โกลเดน สแลม” คำคำนี้อาจไม่คุ้นหูแฟนกีฬาอื่น ๆ แต่สำหรับ เทนนิส มันคือ “เกียรติยศสูงสุด” ที่นักเทนนิสคนหนึ่งจะทำได้ในอาชีพ ด้วยการคว้าแกรนด์สแลม 4 รายการ แถมด้วยอีก 1 เหรียญทองโอลิมปิก ในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากสาหัส เพราะโอกาสนี้จะมีแค่ 1 ครั้งในทุก 4 ปีเท่านั้น

ที่ผ่านมา มีนักเทนนิสเพียงคนเดียวจากประวัติศาสตร์นับร้อยปีของกีฬาเทนนิสที่ทำ “โกลเดน สแลม” ได้สำเร็จ คือ สเตฟฟี่ กราฟ ตำนานนักหวดสาวชาวเยอรมนี ที่ทำได้ในปี 1988 

การตัดสินใจลงเล่นใน โอลิมปิก เกมส์ อีกครั้งของเฟเดอเรอร์ ทำให้เขามีโอกาสที่จะคว้า “โกลเดน สแลม” มาครอง และถ้าเขาได้เหรียญทอง แต่ไปพลาดการคว้าแชมป์สแลม รายการอื่น ๆ ในปีนั้น อย่างน้อยเขาจะถือว่าเป็น “แคเรียร์ โกลเดน สแลม” ซึ่งคือ ประสบความสำเร็จทั้ง 5 รายการ อันได้แก่ ออสเตรเลียน โอเพ่น, เฟรนซ์ โอเพ่น, วิมเบิลดัน, ยูเอส โอเพ่น และ โอลิมปิก เกมส์ แต่ได้คนละปีกัน แน่นอนว่า ศักดิ์ศรี อาจจะเป็นรอง “คอมพลีต โกลเดน สแลม” ที่กราฟทำได้ในปีเดียวกันอยู่มาก แต่ก็ถือว่าทั้งอาชีพ เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์รายการใหญ่ได้ครบถ้วนทุกรายการแล้ว

ทุกเหตุผลที่กล่าวมา ล้วนแต่อาจมีส่วนจูงใจให้ เฟเดอเรอร์ ตัดสินใจเข้าร่วมเทนนิสในโอลิมปิก เกมส์ ครั้งนี้ หรือไม่มันอาจจะมาจากเหตุผลง่าย ๆ ที่เขากล่าวเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ก็ได้

“สุดท้ายแล้ว หัวใจของผม ตัดสินใจว่า ผมรักที่จะเล่นให้ทีมชาติในโอลิมปิก เกมส์ อีกครั้ง”

ใช่แล้ว…เหตุผลง่าย ๆ แค่ “ใจสั่งมา”

เกร็ดเพิ่มเติม

  • อันที่จริงแล้ว มีสิ่งที่เรียกว่า “ซูเปอร์ สแลม” ที่ทำอยากกว่า “โกลเดน สแลม” เล็กน้อย ด้วยการเพิ่มแชมป์รายการ ไฟนอลส์ หรือ รายการส่งท้ายปี ที่เอามือ 1-8 ของโลกมาเล่นกันเข้าไปด้วย
  • นอกจาก เมเจอร์ ริตชี แล้ว นักเทนนิสคนอื่นอีก 13 คนที่คว้าเหรียญทอง เทนนิสชายเดี่ยว ในโอลิมปิก ไม่มีใครอายุแตะหลัก 30 เลยแม้แต่คนเดียว
  • เมเจอร์ โจเซียห์ จอร์จ ริตชี คือชื่อเต็มของ เมเจอร์ ริตชี ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เขาเป็นทหารยศพันตรี (Major = พันตรี) ที่มีชื่อว่า โจเชียห์ จอร์จ ริตชี แต่ในความจริง เมเจอร์ คือชื่อหน้าของเขา ไม่ใช่ยศการทหารแต่อย่างใด
  • เฟเดอเรอร์ เคยเข้าใกล้เหรียญทองโอลิมปิก ประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดในปี 2012 ที่เขาพ่ายต่อ แอนดี เมอร์รีย์ ในรอบชิงชนะเลิศ
  • ในโอลิมปิก 2016 “เฟ็ด” เจออาการบาดเจ็บเล่นงาน ทำให้ไม่ได้ลงเล่นในครั้งนั้น
  • โนวัค ยอโควิช เป็นตัวเต็งในการคว้า “โกลเดน สแลม” ในปี 2016 หลังได้ทั้ง ออสเตรเลียน โอเพ่น และ เฟรนซ์ โอเพ่น ในปีนั้น ก่อนไปเป๋ใน วิมเบิลดัน และตกรอบแรกใน โอลิมปิก หลังจากนั้นเขาก็เสียศูนย์ยาว และเสียมือ 1 ของโลก ก่อนเพิ่งกลับมาได้ในปลายปี 2018 นี่เอง