ราฮีม สเตอร์ลิง : การเดินทางจากผู้ถูกชิงชัง จนปังเป็นฮีโร่

ย้อนกลับไปเกือบ3 ปีก่อน ในฟุตบอลยูโร 2016 ราฮีม สเตอร์ลิง น่าจะเป็นคนที่ถูกแฟนบอลของทีม “สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ โจมตีเรื่องของฟอร์มการเล่น หลังโชว์ฟอร์มได้ไม่น่าพอใจในทัวร์นาเมนต์นั้น จนเป็นที่มาของ แฮชแท็กติดเทรนด์ของโซเซียลมีเดียว่า#TheHatedOne หรือผู้ถูกชิงชัง

เวลาเดินทางผ่านมาอย่างรวดเร็วในวันนี้ จาก #TheHatedOne กลายเป็น ฮีโร่ของทีมชาติอังกฤษ และแฟนบอลไปแล้ว โดยเฉพาะผลงานในเกมล่าสุดที่เขายิงแฮตทริกช่วยให้อังกฤษ ถล่ม สาธารณรัฐเช็ก ในรอบคัดเลือกของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จะจัดขึ้นในปีหน้า หรือ ยูโร 2020

วันนี้ คนอาจจะลืม “ผู้ถูกชิงชัง” คนนั้นไปเสียแล้ว แต่เพราะอะไร ที่ทำให้แฟนบอลลืมภาพเหล่านั้นไปได้?

ชายผู้เป็นเป้าการโจมตีจากคนทั้งชาติ

คนที่รู้จักธรรมชาติของกีฬา โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “ฟุตบอล” ดีพอจะรู้สัจธรรมข้อหนึ่งดี นั่นคือไม่มีใครเจอช่วงเวลาที่ดีในทุกวันที่ลงสนาม แน่นอน…ราฮีม ก็เช่นกัน และ ยูโร 2016 คงเป็นจุดต่ำสุดของอาชีพเขาครั้งหนึ่ง

แฮชแท็ก #TheHatedOne พุ่งทะยานขึ้นติดอันดับ ท็อปเทรนด์ ในทวิตเตอร์ และสื่อโซเชียลอื่น ๆ หลังจากอังกฤษตกรอบแบบไปไม่ถึงฝั่งฝัน หลังพ่าย ไอซ์แลนด์รอบ 16 ทีมสุดท้าย 1-2 ซึ่งหนึ่งในคนที่โชว์ฟอร์มได้แย่ที่สุด และกลายเป็นแพะของบรรดาแฟนสิงโตคำราม คือ ราฮีม สเตอร์ลิง

ไม่ต่างจาก เมซุต โอซิล ในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ และโจมตีการเล่น จากทั้งแฟนบอลรวมถึงนักวิเคราะห์อย่างหนัก กับผลงานที่ “ไร้ส่วนร่วม” ทั้งในส่วนของสกอร์ และ แอสซิสต์ ทั้งที่เขาถูกตั้งความหวังไว้สูงมาก กลายมาเป็นสิ่งที่ทำร้ายเขาอย่างเจ็บปวด

ที่ผ่านมา ชีวิตของ ราฮีม ไม่เคยต้องแบกรับช่วงเวลาที่หนักหนาเช่นนี้มาก่อน ถึงแม้เขาเป็นเด็กที่เกิดจาก จาไมก้า และมาโตในอังกฤษ แต่ด้วยทักษะฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขาเจอกับเส้นทางค้าแข้งที่ไม่ลำบากเกินไป และหลังจากย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลในปี 2010 เขาก็แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว

การตัดสินใจไปจาก “หงส์แดง” สู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจจะทำให้เขาโดนเหล่า สเกาเซอร์ ก่นด่าบ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาเท่าที่เขาเจอในยูโร 2016 เพราะการโจมตี มาจากคนอังกฤษทั้งชาติ

ตอนนั้น ความรู้สึกเขาจะเป็นอย่างไร…เราไม่มีทางจินตนาการกันออกเลย

เหล่าผู้ที่ฉุดเขาขึ้นมาซึ่งมีนามว่า เป๊ป และ แกเร็ธ

แต่ก็เหมือนเรื่องราวความเป็นธรรมดาของชีวิต ที่มันคงจะไม่ได้แย่ไปเสียทุกวัน เพราะการมาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ได้เปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับทีมทีมนี้ และยังรวมไปถึง ฟอร์มการเล่นกับทัศนคติของ ราฮีม อีกด้วย

ถึงแม้สถิติการเล่น ทั้งการทำประตู และจำนวนการแอสซิสต์ จะไม่ได้โดดเด่นเป็นรูปเป็นร่างกว่าฤดูกาลก่อน แต่ภายใต้การเล่นในระบบของ กวาร์ดิโอล่า ในปีแรก ทำให้ ราฮีม เรียนรู้การมีส่วนร่วมกับทีมและรวมถึงบทบาทของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น นั่นเองทำให้ในอีก 2 ฤดูกาลต่อมา คือฤดูกาลที่แล้ว และ ฤดูกาลนี้ ผลงานของเขาพัฒนาราวกับก้าวกระโดด 

โดยปีที่2 ภายใต้กวาร์ดิโอล่า เขาทำไปรวม 23 ประตู 17 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 46 นัด ซึ่งเมื่อเทียบกับผลงาน 10 ประตู 20 แอสซิสต์ จาก 47 นัด ในปีก่อน ถือว่าเขามีความโดดเด่นมากทีเดียว

แต่ในแง่ของทีมชาติ เขากลับยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาได้ เพราะในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก 2018 ที่เขาได้กลับมาเป็นตัวหลักภายใต้กุนซือใหม่อย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต

ผลงาน 0 ประตูจากโอกาส 10 ครั้งและมีเพียง 1 แอสซิสต์ จาก 6 เกมที่ลงสนาม อาจจะทำให้เขาโดนโจมตีได้ แต่ผลงานของอังกฤษ ที่เข้ารอบไปลึกเหนือความคาดหมาย ประกอบกับ การออกปากปกป้องของผู้จัดการทีมชาติ ทำให้ ราฮีม ไม่ได้โดนโจมตีหนักหนาเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยูโร 2016

นอกจากนั้น เซาธ์เกต ยังมอบอีกสิ่งที่สำคัญต่อ ราฮีม ให้กับเขา แม้สถิติตัวเลขในฟุตบอลโลกจะไม่สวยงาม สิ่งนั้นคือ “ความเชื่อมั่น” และ “ความไว้ใจ” ซึ่งมันจะผลิดอกออกผลในอนาคตไม่ช้านานหลังจากนั้น

ฤดูกาลที่ดีที่สุด?

ปีที่3 ภายใต้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือซึ่งคือฤดูกาลนี้ ราฮีม สเตอร์ลิง โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีม “เรือใบสีฟ้า” เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทีมขาดไปไม่ได้ดุจเดียวกับ เซอร์คิโอ ‘กุน’อเกวโร่, แบร์นาโด้ ซิลวา หรือ แฟร์นานดินโญ่ ไปแล้ว

นอกจากการมีส่วนร่วมกับเกมที่เขาเรียนรู้ในปีแรกจากเป๊ป ในฤดูกาลนี้เขาพัฒนาในด้านของการจบสกอร์ การหาที่ว่าง และ ความสุขุมที่เพิ่มขึ้นตามวัย ทำให้ตอนนี้ เขาทำไป 19 ประตู และ 16 แอสซิสต์ ซึ่งมีโอกาสที่เขาจะทำสถิติต่าง ๆ ได้ดีกว่าในฤดูกาลก่อน ๆ ด้วย ทั้งในเรื่องของ แอสซิสต์ และ ประตู

นอกจากในส่วนของ สโมสรแล้ว ความไว้ใจที่ เซาธ์เกต ทิ้งไว้ให้เขาในทีมชาติ ก็เริ่มจะผลิดอกออกผลให้เห็น เพราะเขาสามารถโชว์ฟอร์มในสิ่งที่แฟนบอลสิงโตคำรามคาดหวังจากตัวเขาได้เสียที หลังสวมบทฮีโร่ ยิง 2ประตู ให้อังกฤษบุกเอาชนะ สเปนถึง เอสตาดิโอ เบนิโต้ เบลลามาริน ที่เซบีญา พร้อมเข้ารอบรองชนะเลิศในฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกได้สำเร็จด้วย

นอกเหนือจากนั้น ในเกมล่าสุดที่ เวมบลี่ย์ ของฟุตบอล ยูโร 2020 รอบคัดเลือก ราฮีม ก็ทำแฮตทริกแรกในฐานะนักเตะทีมชาติอังกฤษได้ พร้อมพาทีมถล่มเอาชนะ สาธารณรัฐเช็กไป 5-0 นั่นเท่ากับว่า ภายใน 3 นัดหลังสุดที่เขารับใช้ทำชาติ เขาทำไป 5 ประตู ซึ่งมากกว่า 45 นัดก่อนหน้านั้นรวมกันด้วย

จากวันนั้น สู่ปัจจุบันนี้

“ผมดีใจกับเขานะ ที่เขาได้รับเสียงเชียร์กึกก้องจากแฟน ๆ เราไม่สามารถปิดบังความจริงที่ว่า เขาเคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากกับทีมชาติอังกฤษได้หรอก” นี่คือความรู้สึกของ แกเร็ธ เซาธ์เกต หลังจากที่เห็น แฟนบอลในเวมบลี่ย์ ลุกขึ้นปรบมือเสียงดังกึกก้อง เมื่อ ราฮีม ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในล่าสุด ช่วงนาทีที่ 70

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาก็มีส่วนกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มากก็น้อย เพราะถ้าหากเขาเลือกจะทิ้งความเชื่อมั่นต่อนักเตะเรือใบคนนี้ เขาก็คงไม่ได้เห็นภาพนี้เช่นกัน

นอกจากนั่นอีกส่วนที่ต้องให้เครดิต คือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เข้ามาช่วยพัฒนาการเล่นของราฮีม จากนักเตะชั้นดี ให้กลายเป็นนักเตะชั้นยอด

และเหนืออื่นใด คงหนีไม่พ้นตัวเขาเอง…ราฮีม สเตอร์ลิง ที่ต่อสู้ ฝ่าฟัน และพิสูจน์ตัวเอง จากวันที่แฟนบอลด่าทั้งชาติ ให้กลายมาเป็นวันที่แฟนชมทั้งประเทศได้

คงได้แต่บอกว่า… “ยอดเยี่ยมจริง ๆ” ครับ



RELATED POSTS

Feature

ซาร์รี่ กับนักฟุตบอล “สูบบุหรี่”

ไข่มุกดำ

ผมเขียนเรื่องวันนี้ เพราะสะดุดภาพ “ควันจาง ๆ” ที่ตากล้องสามารถจัดองค์ประกอบได้เท่ห์ ดูสมบูรณ์แบบด้าน “การเชื่อมถึง” ระหว่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ กับอุปนิสัยการสูบบุหรี่ ของเค้า

Story

ปิเก้ลากระทิง : ถึงเวลาหรือว่ารอยร้าวยากประสาน

SPORTDesk. Team

เคราร์ด ปิเก้ กองหลังทีมชาติสเปน เป็นนักเตะระดับท็อปของโลกคนล่าสุดที่เลือกโบกมือลา หันหลังให้กับทีมชาติของตัวเอง ทั้งที่เขาเพิ่งอายุ 31 ปีเท่านั้น ซึ่งถ้าหากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์และหลักสถิติตัวเลข ณ ปัจจุบัน นักเตะอย่าง  ปิเก้ ยังสามารถเล่นให้ “ลา โรฆา” ได้อีก 2-3 ปี

Thought

ซาร์รี่ คืนความสุขให้เชลซี

มาริโน่

หนึ่งในเซอร์ไพรส์ช่วงต้นฤดูกาล ต้องยกให้การออกสตาร์ตของเชลซี ในยุคกุนซือใหม่ป้ายแดงอย่างเมาริซิโอ ซาร์รี่ แม้แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ได้งัดข้อประลองฝีมือไปแล้วสองครั้่ง ยังยกนิ้วว่าแปลกใจที่โค้ชชาวอิตาเลียน เข้ามาพลิกโฉมสิงห์บลูส์แทบจำไม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว