#PukkiParty งานฉลองในคืนมหัศจรรย์ของเหล่า Huuhkajat

เตมู ปุกกิ
16 November 2019
143 VIEWS

“ผมพูดอะไรไม่ออกแล้ว มันบ้ามาก เราทำได้!”

คนที่พูดประโยคดังกล่าวคือ ตีมู ปุกกิ สตาร์กองหน้าของทีมชาติฟินแลนด์ ผู้ซึ่งกลายเป็นฮีโร่ของชาติที่สามารถพาทีมจากสแกนดิเนเวียน ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลในระดับเมเจอร์ได้สำเร็จ เมื่อพวกเขาคว้าตั๋วไปยูโร 2020 หลังสยบลิคเทนสไตน์ในเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา

@TalkNorwichCity

ในเกมนี้กองหน้าจากทีม “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” (นอริช ซิตี) ทำคนเดียว 2 ประตูให้ “นกฮูกราตรี” (Huuhkajat สมญาของทีมชาติฟินแลนด์”) ยุติฝันร้ายที่ไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของรายการระดับเมเจอร์อย่างฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโร 32 ครั้งติดต่อกัน

ปุกกิ ที่ทำผลงาน 9 ประตูจาก 9 นัดในรอบคัดเลือก ยืนยันว่างานนี้ต้องมีปาร์ตี้กันอย่างแน่นอน “เรามีช่วงเวลาที่มีความสุข และเราจะฉลองในความสำเร็จของเรา”

โทเปียส เคาฮาลา ผู้สื่อข่าวของนิตยสารกีฬาของฟินแลนด์ ELMO บรรยายถึงความรู้สึกของชาวฟินแลนด์ทุกคนว่า “ตลอดช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และสิ่งที่ทีมชาติฟินแลนด์ต้องเจอมาทั้งหมด มันทำให้ทุกคนต้องหลั่งน้ำตา ทุกคนได้เติบโตขึ้นมาก”

“มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อนในเกมของฟินแลนด์ กับการได้หลั่งน้ำตาให้กับช่วงเวลาที่ความรู้สึกยากจะบรรยาย เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต”

“ถึงมันจะเป็นเรื่องความสำเร็จทางเกมกีฬา แต่เราเป็นประเทศเล็กๆดังนั้นเราจึงมีความสุขมากที่เราได้รับความสนใจจากคนทั้งโลก”

@s_makela_

สิ่งที่เคาฮาลา กล่าวไม่ได้เกินเลยจากความจริง เพราะที่ผ่านมาฟินแลนด์ ไม่เคยทำสิ่งนี้ได้มาก่อน วันที่ใกล้เคียงที่สุดของพวกเขาต้องย้อนกลับไปในปี 2008 เมื่อพวกเขาพลาดตั๋วไปฟุตบอลยูโร 2008 ในยุคที่รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษคุมทีมอยู่ หลังทำได้แค่เสมอกับโปรตุเกส ในเกมที่จำเป็นต้องการชัยชนะ

เมื่อสิ้นนักเตะในยุคทองอย่าง ยารี ลิตมาเนน, ซามี ฮูเปีย, ยุสซี ยัสเคไลเนน,​อันท์ติ นีเอ, ฮันนู ติฮิเนน หรือมิคาเอล ฟอร์สเซลล์ไปก็ไม่มีใครคิดว่าฟินแลนด์จะมีโอกาสแบบนั้นอีก

แต่ในคราบน้ำตาและความผิดหวัง ฟินแลนด์ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วยการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับทีมเยาวชนชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่สามารถผ่านเข้าไปแข่งในรอบสุดท้ายที่สวีเดนได้ในปี 2009 หรือหนึ่งปีหลังความชอกช้ำครั้งใหญ่

โค้ชของทีมเยาวชนชุดนั้นคือ มาร์คคู เคเนอร์วา โค้ชทีมชาติฟินแลนด์ชุดใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักในโลกฟุตบอลภายนอก แต่เขาคือบุคคลสำคัญของฟุตบอลฟินแลนด์ ครั้งเป็นนักฟุตบอลก็เล่นในบ้านเกิดเป็นหลัก และมีส่วนร่วมกับการก่อร่างสร้างตั้วของฟุตบอลฟินแลนด์ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

ส่วนกัปตันทีมของชุดนั้นคือ ทิม สปาร์ฟ ซึ่งอดีตมิดฟิลด์เซาแธมป์ตัน ก็เป็นกัปตันทีมชาติฟินแลนด์ชุดนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความมุ่งมั่นของทั้งสอง

@thisisFINLAND

นักเตะ 5 คนในทีมชุดปัจจุบันเป็นทีมที่เล่นด้วยกันมาที่สวีเดนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และในความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้น พวกเขาเชื่อตลอดมาว่าสิ่งที่รุ่นพี่ทำไม่สำเร็จมาก่อน มันจะถูกสานต่อให้สำเร็จในรุ่นของพวกเขา

หลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย บรรดาแฟนบอลหลายร้อยคนได้วิ่งลงมาในสนามโซเนรา สเตเดียม ขณะที่อีกมุมหนึ่งของสนาม เคเนอร์วา โค้ชของพวกเขา (ซึ่งเคยมีอาชีพเป็นครูมาก่อน!) กำลังให้สัมภาษณ์อย่างมีความสุขโดยที่มีดอกไม้ไฟสว่างสไวอยู่บนฟ้าเป็นฉากหลังอยู่ไกลๆ

ในตัวเมืองเฮลซิงกิเองก็เช่นกัน ผู้คนจำนวนมากได้ร่วมชมเกมผ่านกิจกรรมถ่ายทอดสดฟุตบอลที่จัดโดยทีมนอริช ซิตี สโมสรต้นสังกัดของปุกกิ ภายใต้ธีม #PukkiParty หรืองานปาร์ตีของปุกกิ โดยผู้ที่ให้สัญญาณถ่ายทอดสดคือ Viasat เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่ขอร่วมเป็นเจ้าภาพงานครั้งนี้ด้วย

นอกจากกิจกรรมนี้ นอริช ยังใช้โอกาสนี้ในการทำให้พวกเขาใกล้ชิดกับแฟนๆมากขึ้น (และแน่นอนว่าคงได้รายได้กลับมาไม่น้อย) จากการตั้งป๊อปอัพสโตร์จำหน่ายของที่ระลึกของเกมในวันนี้มากมาย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับฮีโร่ของพวกเขาอย่างปุกกิ ที่ขายดิบขายดีมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

หลังจบเกมยังมี Pukki Party ของจริงที่ไนท์คลับ Apollo ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเฮลซิงกิ ที่สามารถรองรับแฟนบอลได้มากกว่า 2,000 คน โดยมีการคิดเครื่องดื่มสูตรพิเศษ “Canary cocktails” (ทำจากว็อดก้า 2 ชนิด, ผลไม้นิดหน่อย และตกแต่งด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รี) ในตอนเปิดงานมีการปล่อยนกขมิ้นจำนวน 400 ตัว และในงานจะมีการฉายภาพประตูทั้งหมดของปุกกิ ที่ทำให้กับนอริช โดยจะฉายวนไปทั้งงาน โดยมีการลงทุนซื้อโฆษณาในนิตยสารกีฬา Urheilulehti นิตยสารกีฬาที่เก่าแก่เป็นลำดับที่ 2 ของโลก (แล้วลำดับที่ 1 คือ? ลองทายกันดูไหม?:) เพื่อโปรโมตงานนี้เลยทีเดียว

พูดถึงของที่ระลึกสำหรับคืนนี้ ยังมีสิ่งพิมพ์พิเศษ 10,000 แผ่นซึ่งจะเป็น tifo (การแปรอักษร) ภาพแรกของเกมนี้ด้วย

@kREOcs

โดยทั้งหมดนี้นอริช จะบันทึกเรื่องราวเอาไว้ ซึ่งความจริงเริ่มตั้งแต่ที่ปุกกิ เดินทางจากนอริชเพื่อกลับมาบ้านเกิดแล้ว เพราะรู้ว่านี่คือโอกาสสุดพิเศษที่หาไม่ได้อีกแล้วสำหรับสโมสรที่ไม่ใช่สโมสรยอดนิยมของชาวโลกอย่างพวกเขา

ที่นอริช ทำแบบนี้เพราะพวกเขาจับกระแสถึงความนิยมในตัวของปุกกิในฟินแลนด์ได้ โดยฟินแลนด์ กลายเป็นประเทศที่พวกเขาจำหน่ายสินค้าได้มากเป็นลำดับที่ 2 รองจากในอังกฤษเอง โดยทำรายได้มากถึง 100,000 ปอนด์นับตั้งแต่เดือน ก.ค. ขณะที่เสื้อยืด No Pukki, No Party ก็ขายหมดไป 2 รอบแล้วในช่วงต้นฤดูกาล 

แม้กระทั่งที่สโมสรเองเวลานี้ก็ไม่มีหมายเลข 2 เหลือไว้สำหรับสกรีนเสื้อ เพราะแฟนบอลฟินนิชต่างจับจองเสื้อที่มีเสื้อหมายเลข 22 ของปุกกิไปจนหมด

อันท์ติ รินน์ นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยขิงแบบน่ารักๆด้วยการให้เสื้อทีมชาติฟินแลนด์กับ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส (สกรีนเบอร์ 10 และชื่อ PUKKI ด้วย!) ทวีตข้อความหลังขุนพลฟินนิชทะลุเข้ารอบยูโร 2020 ว่า “เป็นผลงานที่มหัศจรรย์มาก ผมขอแสดงความยินดี และอยากขอขอบคุณมากๆด้วย! โอ้ ในที่สุดฟินแลนด์ก็สามารถได้เล่นในรายการชิงแชมป์ฟุตบอลเสียที!”

ด้าน ลูคัส ฮราเดคกี ผู้รักษาประตูของฟินแลนด์มีไอเดียที่ดีกว่านั้น

15 พ.ย. – วันที่ฟินแลนด์ ได้รับการยืนยันว่าพวกเขาจะได้ไปยูโร 2020 – ควรจะได้รับการบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยการยกให้เป็น “วันหยุดประจำชาติไปเลย”

“เราทำให้ความฝันของทุกคนเป็นจริง และคนจำนวนไม่น้อยก็เห็นตรงกันในเรื่องนี้”

เห็นบรรยากาศการฉลองของชาวฟินแลนด์แล้ว แอบฝันเบาๆ

ถ้าทีมชาติไทยของเราได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกบ้างนะ…… 🙂