โค้งสุดท้ายที่ยังคงวุ่นวายในการกลับมาของพรีเมียร์ลีก | by SPORTDesk. Team

17 June 2020
219 VIEWS

จริง ๆ ก็ค่ำคืนนี้แล้ว ที่แฟนบอลชาวไทยจะได้กลับไปนั่งชมเกม พรีเมียร์ลีก กันอึกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคู่ระหว่าง แอสตัน วิลลา พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ตอนเที่ยงคืนตรง หรือ คู่ ‘ซูเปอร์บิ๊กแมตช์’ ที่อาจะส่งผลถึงสถานที่การปิดจ็อบคว้าแชมป์ของ ลิเวอร์พูล อย่างคู่ แมนเชสเตอร์ ซิตี พบ อาร์เซนอล ในช่วงตีสองสิบห้านาที แต่ถึงแม้ลีกสูงสุดของอังกฤษจะกลับมาเริ่มแข่งขันกันในคืนนี้แล้วก็ตาม ทว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินหน้า ‘โปรเจครีสตาร์ต’ ไม่ได้หายไปเลย และล่าสุดมันกลายเป็นประเด็นอีกครั้งแล้ว

มีรายงานว่า มีผู้จัดการทีมของสโมสรในพรีเมียร์ลีกบางรายเชื่อว่า สโมสรคู่แข่งบางทีมละเมิดกฎการซ้อมระหว่างช่วงล็อกดาวน์ที่ทางการของสหราชอาณาจักร ขอความร่วมมือทุกคนให้อยู่บ้านและไม่ออกจากที่พักหากไม่จำเป็นซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ฟุตบอลโดนระงับการแข่งขันได้ไม่นาน  โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีคนคิดเช่นนั้นเนื่องจากพวกเขาสัมผัสได้ถึงความฟิตที่แตกต่างมากเกินไปในบางสโมสร

สโมสรต่าง ๆ ในทุกระดับดิวิชันของอังกฤษ ถูกจำกัดการฝึกซ้อมเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายสโมสรต้องใช้วิธีการซ้อมร่วมกันผ่าน การไลฟ์วิดีโอแบบสด ๆ ทางออนไลน์ หรือ แอพลิเคชัน ซูม (ZOOM) เพื่อทำการประชุมทีม และ แจกคิวซ้อมจากบ้านของทีมสตาฟฟ์ ไปสู่บ้านของบรรดานักเตะ เพื่อให้พวกเขาสามารถรักษาความฟิตได้จนกระทั่งฟุตบอลกลับมาเตะกันอีกครั้ง

การซ้อมของแต่ละสโมสรต้องเป็นไปแบบนั้นจนกระทั่งเมื่อเดือนก่อน ที่ ‘โปรเจค รีสตาร์ต’ ถูกอนุมัติจากรัฐบาลอังกฤษ และนักเตะก็เริ่มกลับมาซ้อมที่สนามซ้อมของแต่ละสโมสรได้อีกครั้ง แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนคือการซ้อมแบบแยกเดียวก่อน ตามมาด้วยการซ้อมแบบกลุ่มย่อย ๆ และสุดท้ายคือการซ้อมรวมกลุ่มใหญ่แบบปะทะกันได้ โดยระหว่างนั้นนักเตะและทีมงานที่เกี่ยวข้อง ต้องถูกจับตรวจหาเชื้อโควิด-19 กันทุกคนและทุกสโมสร เพื่อความปลอดภัยในการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง

ทุกขั้นตอนแม้จะเป็นไปด้วยความเข้มงวด แต่กระนั้นก็ยังมีผู้จัดการทีมของสโมสรระดับท็อป มากกว่า 1 คนด้วย ที่เชื่อว่าบางสโมสรทำการละเมิดกฎโดยนัดแนะกันไปซ้อมร่วมกันในบางสถานที่ช่วงเวลาก่อนที่จะมีการอนุมัติให้มาซ้อมแบบรวมกลุ่มใหญ่และปะทะกันได้ เพื่อความได้เปรียบทางด้านความฟิต ที่จะทำให้พวกเขาพร้อมกว่าทีมอื่น ๆ ทั้งหมดเมื่อพรีเมียร์ลีก กลับมาเตะอีกครั้ง

ที่หัวหน้าโค้ช หรือ ผู้จัดการทีมบางคนเชื่อแบบนั้น เนื่องจากในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สโมสรในพรีเมียร์ลีก ได้มีการจัดแข่งขันเกมกระชับมิตรเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องระหว่างแต่ละสโมสร เพื่อให้นักเตะได้ทำความคุ้นเคยในการเล่นด้วยกันอีกครั้ง และยังเป็นการทำความคุ้นเคยกับกฎการเล่นภายใต้แนวคิด “New Normal” ซึ่งนักเตะจะต้องทำตัวให้ชินกับการไม่มีแฟนบอลในสนามคอยส่งเสียงเชียร์ การต้องไปดื่มน้ำจากขวดของตัวเองเท่านั้น การห้ามถมน้ำลายในสนาม การดีใจหลังทำประตูโดยต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน และอื่น ๆ อีกมายมาย

แต่ในการอุ่นเครื่องเหล่านี้นี่เอง ที่บรรดาผู้จัดการทีมบางส่วน มองเห็นว่า นักเตะจากบางสโมสร “ฟิต” และ “เข้าขากัน” มากเกินกว่าที่ควร เพราะอย่าลืมว่า นักเตะในพรีเมียร์ลีก ต้องใช้เวลาเกิน 2 เดือนเต็ม ในการอยู่บ้านเฉย ๆ และเกือบ 2 เดือนครึ่ง กว่าพวกเขาจะได้ส่งบอลไปมากับเพื่อนร่วมทีมอีกครั้ง นั่นเองที่ทำให้มีคนคิดว่า สโมสรบางแห่งที่ว่านั้น อาจจะละเมิดกฎการกักตัวในช่วงโควิด-19 เพื่อมาซ้อมร่วมกันแบบลับ ๆ และรักษาความฟิตรวมไปถึงความเข้าขากันของทีมเอาไว้

อันที่จริงแล้ว มีรายงานจากอังกฤษมาตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาว่า แต่ละสโมสร เริ่มมีการสอดแนมกันและกันบ้างแล้ว เหมือนในช่วงที่ฟุตบอลเตะกันตามปกติ แต่ในอีกทางหนึ่งก็มีรายงานเพิ่มเติมมาว่า การสอดแนมกันระหว่างสโมสรในช่วงที่เริ่มเดินหน้า ‘โปรเจค รีสตาร์ต’ นั้น แต่ละทีมก็มีความประสงค์ในการจับผิดคู่แข่งไปในคราวเดียวกัน เพื่อกันไม่ให้คู่แข่งทีมอื่น ๆ ที่รู้ว่ามีสายตาของคนภายนอกมองอยู่นั้น ละเมิดแนวทางปฏิบัติของ ‘โปรเจค รีสตาร์ต’ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้พวกเขาเอง

สตาฟฟ์โค้ชไม่ประสงค์ออกนามของสโมสรแห่งหนึ่งที่สงสัยในเรื่องนี้ อธิบายว่ามันแยกได้ไม่ยากระหว่างนักเตะที่พักการเล่นไปเป็นเวลานาน

“มันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ เหมือนกับการอุ่นเครื่องนัดแรกของฤดูกาลใหม่ กับ การลงสนามช่วงกลางฤดูกาล” เขากล่าว

“มันเป็นไปไม่ได้เลยที่นักฟุตบอลที่ไม่ได้เล่นด้วยกันมาเกือบ 3 เดือน จ่ายบอลกันแทบจะไม่เสีย และรู้จังหวะกันดีราวกับคุณเล่นด้วยกันมาตลอด

“มันมีความแตกต่างกันเกินไปจนเห็นได้ชัด”

อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีก ได้ส่งทีมสอดแนมลงภาคสนามเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อหาความกระจ่างในเรื่องนี้ และพวกเขาหวังว่าจะไม่มีการละเมิดกฎใด ๆ เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นนี่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าแค่การไม่มีน้ำใจนักกีฬาเท่านั้น เพราะนั่นมันคือการละเมิดกฎหมายของประเทศเลยทีเดียว

และมันก็ไม่ใช่อะไรที่ทั้งสโมสร และ พรีเมียร์ลีก จะรับผลที่ตามมาไหวเลย…