ความภาคภูมิใจของ “เอเชีย”

21 June 2018
109 VIEWS

หลังซาอุฯพ่ายยับ0-5ให้ “เจ้าภาพ” รัสเซีย แบบสู้ไม่ได้ “ทุกมิติ” โดยเฉพาะ 1.เทคนิค และทักษะการเล่น และ 2.ความแข็งแกร่งของร่างกาย

ผมคุยผ่านรายการ “Road to Champion*” ทาง TNN24ไว้ว่า ลูกทีมเคลาดิโอ ปิซซี่  ไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้แย่ไปกว่าเกมกับทีมหมีขาวอีกแล้ว

โดย “เป้าหมาย” ประการเดียวในเกมที่ไม่ต้องถามว่าจะชนะ หรือแพ้ แต่ต้องถามว่า “แพ้เท่าไหร่?” ก็คือ:

ต้องเล่นเพื่อความภาคภูมิใจ (Pride) และศักดิ์ศรี (Dignity) ของชาติตัวเอง และในฐานะเป็น 1 ใน 5ตัวแทนจากทวีปเอเชีย

ที่ก็ต้องยอมรับว่า หากไม่คิดอะไร เราก็ “แอบเชียร์” แอบให้กำลังใจทีมซึ่งเปลี่ยนกุนซือ 3 คนใน 3 เดือนทีมนี้อยู่เหมือนกัน

เกมนี้ ซาอุฯ ยังมีประเด็นตรงที่ไม่มี2 จาก 3 นักเตะที่มีข่าวจะโดน “ลงโทษ” เพราะเล่นไม่ได้มาตรฐานอย่าง อัล-มายูฟ (นายทวาร) และอัล ซาห์ลาวี (กองหน้า) ลงเล่นตัวจริง (แต่ อัล ซาห์ลาวี ถูกเปลี่ยนตัวลงครึ่งหลัง)

ขณะที่อีก 1 คนในข่าว โอมาร์ ฮอว์ซาวี กองหลังยังถูกเลือกลงสนาม

ครับ จะด้วยเหตุผลถูก “กระตุ้น” เตือนอย่างหนักยิ่งกว่า “ช้างถีบ” หรือจะเพราะจะสำนึกได้เอง

ซาอุดิ อาระเบีย แสดงให้เห็นความมุ่งมั่น และหัวใจสิงห์มากกว่าเกมแรกเยอะ และแพ้อุรุกวัย ตกรอบไปอย่างน่าประทับใจ 0-1

ประเด็นของผมคือ ฟุตบอล “แพ้ได้” ครับไม่มีปัญหาหากสู้เต็มที่ และทำดีที่สุดแล้ว

ทว่า จะด้วยเพราะรัสเซียเล่นได้ยอดเยี่ยม หรือซาอุฯ ห่วยบรมเอง

หรือทั้ง 2 อย่าง มันยังอาจพิสูจน์ไม่ได้หลังจบเกมแรกของกลุ่ม เอ

แต่หลังจากเกมที่ 2 รัสเซียเอาชนะอียิปต์ได้อีก 3-1 อย่างน้อย ๆ เราก็รู้แล้วว่า เจ้าภาพ “มีดี” โดยเฉพาะ “ส่วนผสม” ระหว่างนักเตะรุ่นเก๋ากับดาวรุ่ง

โกโลวิน และเชอรีเชฟ มาดีแน่ทัวร์นาเมนท์นี้ ขณะที่อิกนาเซวิช ดูเหมือนยิ่งแก่ยิ่งดี ณ วัย 38 ปี

เกมปะทะอุรุกวัยที่ตาม “หน้าเสื่อ” ทีมจากอเมริกาใต้ควรยิง 2 เม็ดขึ้นไป แต่ทำได้ดีจึงพิสูจน์ให้เห็นระดับหนึ่งว่า แท้จริงแล้วเกมแรก ซาอุฯ น่าจะเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานตัวเองมากกว่า

ดังนั้น บัดนี้ในเกมที่ 2 ที่ก็โชคร้ายนายทวารมือ 2 อัล วาอิส พลาดเองจนบอลหลุดถึง หลุยส์ ซัวเรซ ทำประตูแรกในทัวร์นาเมนท์ในนัด 100 ในนามทีมชาติ จึงถือว่า ซาอุฯ ได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว

เกมสุดท้ายกับ อียิปต์ อันจะเป็นเกมของ 2 ทีมอกหัก ขอเพียงเล่นให้ได้แบบนี้ ผมเชื่อว่า กลับไปคงไม่น่าจะมีใครว่ากระไรแล้วครับ

โดยที่ผมหยิบยก ซาอุฯ ขึ้นมาก็เพราะในบรรดา 5 ทีมจากเอเชีย ทีมอืน ๆ สร้างความประทับใจได้หมด

เกาหลีใต้ แม้จะแพ้สวีเดน แต่ก็แพ้แบบโดนลูกโทษ

ออสเตรเลียก็โชคไม่ดีนักกับฝรั่งเศส

ขณะที่ อิหร่านเกมแรกปราบโมร็อคโค และญี่ปุ่นก็เชือดโคลัมเบีย

“โจทย์” หลักจึงตกอยู่กับซาอุฯ ทีมเดียวในการต้องฉายแววให้สมศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจของ “เอเชีย” หรือก็คือสร้างเฮดไลน์ “Asian Pride” ให้ได้

ระหว่างที่ผมเริ่มปั่นงานชิ้นนี้ อิหร่านยังคงเสมอ 0-0 กับสเปนหลังเริ่มต้นครึ่งหลังไปแล้ว

ถึงจุดนี้ อิหร่าน แม้จะตั้งรับเหนียวแน่นไม่ต่างจาก Iceland Bus แต่เป็น Iranian Bus ทว่าต้องยอมรับเลยว่า ตัวแทนเอเชียของเราสู้ได้สนุกตาม “หน้าตัก” ตัวเอง

โชคไม่ดีอีกเช่นกันที่บอลสกัดทิ้งแต่จังหวะสุดท้ายดันไปโดนแข้ง ดิเอโก้ คอสต้า สกอร์ประตูที่ 9 ใน 9นัดหลังทีมชาติของดาวเตะแอตฯมาดริด

อิหร่านต้องปรับรูปเกม “เปลี่ยนแท็คติกส์” หลังจากเสียประตูนั้น นาทีที่ 54 โดยบุกมากขึ้นหลังตั้งรับ และมีเปอร์เซนต์ครองบอลไม่ถึง 20% ก่อนหน้านี้

ทำได้!!! บอลถูกส่งเข้าประตูจากลูกฟรีคิกนาทีที่ 60โดยเอซาโตลาฮี ผ่าน ดาวิด เด เกอา แต่โชคร้ายออฟไซด์เสียก่อน

เกมหลังจากนั้น อิหร่านแสดงให้โลกเห็นว่า สเปนก็ไม่ใช่อยู่ใน “ร่างอมตะ” คือ แพ้ได้

เพียงแต่ไม่ใช่เกมนี้ในวันที่แพ้แต่น่า “ภูมิใจ” และ “ชนะใจ” คนดูครับ

(*รายการ “Road to Champion*” ทาง TNN24วันอังคารผมจัดร่วมกับ “โค้ชตู่” พนิพล เกิดแย้ม และวันพุธ – ศุกร์ กับ “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรีมะฆะ เวลา 17.30 – 18.00โดยมี “น้องแชมป์” ธิติพงษ์ อ่อนไสว ดำเนินรายการครับ)