พรีเมียร์ลีก vs สมาคมผู้เล่น กับเรื่องน่าปวดหัวที่เกิดขึ้นเพราะ “โควิด-19”

2 April 2020
18 VIEWS

ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การระงับการแข่งขันในฟุตบอลลีกระดับสูงของอังกฤษไล่ตั้งแต่พรีเมียร์ลีกลงมาจนถึงลีกทู จะต้องส่งผละกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่นอนเรื่องนี้เคยมีคนออกความเห็นมาก่อนแล้ว และมันกำลังจะเป็นประเด็นขึ้นมา ซึ่งเหมือนเรื่องราวคราวนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการพูดคนพอสมควรเหมือนกัน เพราะปัญหาในคราวนี้เป็นปัญหาเรื่อง “เงิน ๆ ทอง ๆ” ล้วน ๆ เลย

สมาคมนักเตะอาชีพของลีกอังกฤษ หรือ พีเอฟเอ เตรียมเข้าพบกับทั้ง พรีเมียร์ลลีก และ อิงลิชฟุตบอลลีก หรือ อีเอฟแอล เป็นการด่วน เพื่อเจรจาปัญหาเงิน ๆ ทอง ๆ เกี่ยวกับค่าเหนื่อยของนักเตะที่กำลังกลายเป็นปัญหาในขณะนี้ โดยหัวข้อใหญ่ที่พวกเขาขอคุย คือการที่เหล่านักเตะ สามารถตกลงเลื่อน หรือ ขอลดเงินเดือนจากสโมสรได้หรือไม่ ถ้าทำได้ จะทำได้อย่างไร โดยวิธีไหน เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านวิกฤติในช่วงโควิด-19 ไปพร้อม ๆ กันได้

หากจะเล่าเรื่องนี้ เราต้องย้อนไปที่ต้นตอของปัญหาสักเล็กน้อย เมื่อรัฐบาลอังกฤษออกมาตรกาลเยียวยาให้แก่ผู้ประสบผลกระทบจากภาวะโควิด-19 ซึ่งมาจากนโยบายการ ล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ ผู้ว่างงานจะได้รับเงินในสัดส่วน 80% ของเงินเดือนที่เคยได้ ในวงเงินไม่เกิน 2,500 ปอนด์ (ราว 1 แสนบาท) เป็นเวลา 3 เดือน แน่นอนว่า ธุรกิจฟุตบอลก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในครั้งนี้ และถ้าหากพนักงานในทีมฟุตบอลต้องเสียงานของพวกเขาไป พวกเขาก็มีสิทธิ์จะได้รับเงินเยียวยาในก้อนนี้เช่นกัน

เมื่อเป็นดังนั้นทำให้ทีมอย่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, นอริช ซิตี และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในพรีเมียร์ลีก รวมไปถึงหลายสโมสรตั้งแต่ลีกเดอะ แชมเปียนชิพ ลงไปในความดูแลของ อีเอฟแอล เริ่มประกาศพักงานต่อพนักงานที่ไม่ใช่ผู้เล่นหลายอัตราโดยหวังให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากเงินเยียวยาของรัฐบาลก้อนนี้ในการยังชีพเพื่อลดค่าใช้จ่ายของสโมสร

การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจทั้งต่อพนักงานที่โดนพักงานและประชาชนทั่วไป เพราะพวกเขามองว่า สโมสรเหล่านี้กำลังหาทางใช้ประโยชน์จากนโยบายเยียวยาของรัฐเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทีมฟุตบอลของพวกเขาเอง เปรียบเสมือนการเอาภาษีของประชาชนมาใช้จ่ายในการจ่ายเงินพนักงานในทีม โดยพวกเขายังมองว่านี่เป็นเหมือนการรังแกคนตัวเล็กที่ไม่มีทางสู้ด้วย เพราะในขณะเดียวกันทีมเหล่านี้ก็ยังคงจ่ายค่าเหนื่อยให้นักเตะเต็มอัตราแม้พวกเขาจะไม่ได้เล่นฟุตบอลเลยก็ตาม

แต่ในมุมของสโมสรเอง สโมสรก็อยากให้นักเตะลดค่าเหนื่อยลงมาหรือพักการรับเงินเดือนแบบที่เกิดขึ้นกับ บาร์เซโลนา, ยูเวนตุส, บาเยิร์ มิวนิค หรือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนั่นเป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่สโมสรเอง ไม่กล้าเข้าไปคุยกับนักฟุตบอลโดยตรง เพราะถือว่าเรื่องนี้มันเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญา และอาจจะทำให้นักเตะใช้เป็นข้ออ้างในการย้ายทีมได้ โดยข้อสังเกตคือ ทางฝั่งบาร์ซา หรือ ยูเว่ บรรดานักเตะเป็นคนเดินหน้าเรื่องนี้ก่อนกันเองแล้วค่อยแจ้งต่อสโมสรทั้งสิ้น

แน่นอนว่าเจ้าของและประธานสโมสรหลายคนกำลังมองไปในทิศทางเดียวกันว่าการเลื่อนการจ่าย หรือ ลดค่าจ้างของนักเตะนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากสโมสรต้องการผ่านสถานการณ์ปัจจุบันและอยู่รอดปลอดภัยโดยไร้ภาระทางการเงิน แต่ทาง ฟิฟโปร (FIFPro) สหาภาพผู้เล่นชั้นนำของโลก ก็ออกมาเรียบร้องให้ยุติการไล่ออก หรือ ตัดเงินกับนักเตะโดยปราศจากการเจรจากันก่อน

มีความเห็นที่น่าสนใจจาก แฮร์รี เรดแน็ปป์ อดีตผู้จัดการทีม ท็อตแนม ที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้เล่นออกมาแสดงออก “จากใจ” ว่าพวกเขาสามารถจะไม่ต้องรับเงินเต็ม 100% ในช่วงนี้ได้ เพราะนั่นจะทำให้สโมสรทำอะไรได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเข้าไปเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“สำหรับผมนะ มันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีถ้า กัปตันทีมของสโมสรใด ๆ พาผู้เล่นมารวมกัน แล้วพูดออกมาว่า ‘เฮ้ย เพื่อน เราน่าจะต้องทำอะไรสักอย่างกันแล้ว’และมันน่าจะต้องออกมาจากใจ” เรดแน็ปป์ กล่าว

“ผมคิดว่าผู้เล่นในพรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่มีศักยภาพที่จะไม่ยอมรับเงินเดือนได้

“แค่แสดงมันออกมา ผมคิดว่ามันวิเศษมากเลยนะ”

ขณะที่ทางตัวแทนของ สมาคมผู้เล่นอาชีพเอง ก็ต้องการให้มีการพูดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราว และพยายามเตือนนักเตะว่า อย่าเพิ่งเป็นสัญญาอะไรเป็นลายลักษณ์อักษร

โดยเรื่องนี้ทุกฝ่ายจำเป็นต้องรีบหาข้อสรุปจบกันในเร็ววันนี้ เพื่อให้ทั้งสโมสร และ นักเตะ เดินหน้าต่อไปด้วยกันได้ เพราะทุกฝ่ายต่างรู้แก่ใจดีว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ถ้าไม่ช่วยเหลือกันทุกฝ่าย ก็มีสิทธิ์จะกอดคอกันตายสูงกว่ากอดคอกันรอด

จริง ๆ แล้วในตอนนี้จากการแสดงออกของนักเตะในช่วงภาวะวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พวกเขาอาจจะพร้อมที่จะลดค่าจ้างทันทีเลยก็ได้ เพียงแต่พวกเขาไม่วางใจและไม่ไว้ใจพอที่จะทำมันโดยลำพัง หากมีการคุยกันให้เรียบร้อย หาทางออกร่วมกันเสร็จแล้ว และมีความชัดเจนมากพอว่า จะลดกันกี่เปอร์เช็นต์ เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ เมื่อนั้นความช่วยเหลืออาจจะเกิดขึ้นทันทีเลยก็ได้

แต่ตอนนี้ ทุกอย่างยังคลุมเครือไม่แน่นอนสำหรับทุกฝ่าย และในความเป็นจริงแล้ว ใคร ๆ ก็ไม่ชอบความไม่แน่นอนหรอก!