พรีเมียร์ลีก : ปรากฏการณ์ต้านเหยียด

31 March 2019
292 VIEWS

เมื่อพักเบรกทีมชาติในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพ้นไป ประเด็นการต่อต้านการเหยียดสีผิว ถูกนำมาเป็นหัวข้อสำคัญที่ถูกพูดถึงในโลกของฟุตบอลอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมระหว่างอังกฤษ และ มอนเตเนโกร ทำให้หลายฝ่ายต่างออกมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล แต่ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลกเอฟวัน จากทีมเมอร์ซีดีส เมื่อเห็นข่าวนี้แล้วก็ยัง “ขึ้น” และออกมาเรียกร้องให้โลกของกีฬาเลิกลงโทษแบบ “ตีมือ” ต่อกรณีการเหยียดทุกชนิด และหันมาเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสียที

และน่ายินดีเหลือเกิน ที่ล่าสุดก็มีท่าทีที่แข็งกร้าวออกมาจากฝ่ายคนฟุตบอลบ้างแล้ว…

ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก็แก้ไม่ได้สักที

ไม่ใช่แค่วงการกีฬา แต่ปัญหาการเหยียดผิวเกิดขึ้นมาอย่างจริงจังในสังคมยุโรป และ สหรัฐอเมริกา มาอย่างยาวนาน ก่อนจะได้รับการรณรงค์กันอย่างจริงจัง ในยุคของ มาร์ติน ลูเธออร์ คิงส์ จูเนียร์ เมื่อราว 50 ปีก่อนหน้านี้เองเท่านั้น และเป็นธรรมดา ที่จะมีคนบางส่วน นำนิสัยแย่ ๆ ในสังคม เข้ามาใช้ในสนามฟุตบอลเช่นกัน

ลีกอังกฤษเอง ก็เป็นลีกหนึ่งที่มีปัญหาการเหยียดผิวมากที่สุดไม่แพ้วงการฟุตบอลในอิตาลี ต่างกันตรงที่ คดีการเหยียดส่วนมากในอังกฤษ จะเกิดจากนักฟุตบอลกระทำต่อนักฟุตบอลด้วยกัน ต่างจากที่อื่น ที่ปัญหาจะเกิดจากแฟนบอลเสียมากกว่า 

เท่าที่มีการจดบันทึก คดีเหยียดผิวครั้งแรก ๆ ในฟุตบอลอังกฤษ เกิดขึ้นในปี 1930 เช็นเตอร์ ฮาล์ฟ ของเอฟเวอร์ตัน อย่าง ดิกซี่ ดีน ที่เขาโดนจับข้อหาชกใส่กองหน้าคู่แข่งก่อนออกจากสนามไปในช่วงพักครึ่ง โดย กองหลังผิวสีให้การว่า เขาโดนเหยียดผิวตลอดเวลา หากแต่ในยุคนั้น ยังไม่มีกฎใด ๆ มาปกป้องผู้ถูกเหยียดผิวทั้งสิ้น

ในปี 1960 เกิดเหตุการณ์ดังและกลายเป็นต้นแบบ (ที่เลวร้าย) ในการใช้เหยียดผิวด้วยการเปรียบเทียบคนผิวดำกับลิง เกิดขึ้นกับ ไคลด์ เบสต์ กองหลังเวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยแฟนบอลทำท่าทางเป็นลิง และ เสียงร้องของลิง พร้อมกับปากล้วยลงไปในสนามด้วย

หลังจากนั้น การเหยียดผิวก็เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษเป็นระยะ แม้กระทั้งผู้เล่นอย่าง จอห์น บาร์นส์ ของลิเวอร์พูล ก็ยังเคยโดนแฟนของเอฟเวอร์ตันเหยียดผิวใส่ ในปี 1987 ที่ทั้งสองทีมเจอกัน โดยมีการตะโกนจากแฟนท็อฟฟี่ ว่า “เอฟเวอร์ตัน มีแต่คนขาว” และในระยะเวลาต่อมา ก็มีคดีที่ สแตน คอลลิมอร์ กองหน้าวิลล่า กล่าวหา สตีฟ ฮาร์กเนส กองหลัง “หงส์แดง” ว่าเหยียดผิวใส่ในสนาม ก่อนที่แนวรับลิเวอร์พูล จะออกมาปฏิเสธ

หรือถ้าเอาแบบใกล้ ๆ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาก็มีคดีการเหยียดเกิดขึ้นมากมาย ที่เด่น ๆ ซึ่งหลายคนน่าจะจำได้ก็กรณีที่ หลุยส์ ซัวเรซ ไปเหยียดผิวใส่ ปาทริช เอฟร่า ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2011 ซึ่งทำให้ ซัวเรซ โดนแบน 8 เกม และปรับอีก 40,000 ปอนด์ หรือ อีกคดีในปีเดียวกัน ที่ จอห์น เทอร์รี่ ไปเหยียดใส่ แอนทอน เฟอร์ดินานด์ จนมีเรื่องใหญ่โต ในเกมที่ เชลซี พบ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งทำให้ เทอร์รี่ โดนแบน 4 เกม ปรับอีก 220,000 ปอนด์

และสด ๆ ร้อน ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ก็มีการเหยียดทั้งผิว, เชื่อชาติ และ ศาสนา ใส่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากแฟนบอล เวสต์แฮม บ่างกลุ่ม ซึ่งทางสโมสรก็ได้ทำการสืบสวน และรีบจัดการทำเรื่องแจ้งตำรวจอย่างรวดเร็วโดยไม่ไว้หน้าแฟนกลุ่มดังกล่าวเช่นกัน

นี่นับแค่คดีใหญ่ ๆ ในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ยังไม่นับถึงลีกรอง และ ฟุตบอลทีมชาติ หรือ ฟุตบอลสโมสรระหว่างประเทศด้วยซ้ำ แต่แค่นี้ก็มากเกินพอที่จะทำให้พรีเมียร์ลีก และ สโมสรอื่น ๆ ในอังกฤษ ร่วมมือกันจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว

รวมพลังพังการเหยียด

คล้าย ๆ วันมาฆบูชา ที่มีการนัดกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในงานแถลงข่าวก่อนเกมพรีเมียร์ลีก สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม กุนซือหลายผู้หลายนาม เลือกที่จะหยิบยกประเด็นการเหยียดผิวมาพูดอย่างพร้อมเพรียงกัน และทุกคนที่เลือกจะกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น คงเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ราฮีม สเตอร์ลิง, คัลลัม ฮัดสัน โอดอย และ แดนนี่ โรส ในการรับใช้ทีมชาติอังกฤษ ที่เอาชนะมอนเตเนโกร มันชัดเจน และน่าเกลียดเกินจะให้อภัย

“อย่างเดียวที่จะเปลี่ยนเรื่องนี้ได้ คือการทำอะไรสักอย่าง เมื่อคุณไม่ทำอะไรเลย มันก็จะเป็นแบบนั้นต่อไป” เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ออกปากถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

“ถ้ามันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมจะเป็นคนแรกที่บอกว่า ‘ทุกคนหยุด เราจะไม่เล่นต่อแล้ว’” เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ออกความเห็นในเรื่องนี้ เป็นความเห็นที่หลายฝ่ายให้การสนับสนุนหนึ่งในนั้นคือ เจอร์เก้น คล็อปป์

“ต้องหยุดเกมเลยหากมีเรื่องพรรค์นั้นเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอความชัดเจนว่าหากโดนกระทำเช่นนั้น เราได้รับอนุญาตให้สไตรก์หรือไม่?”กุนซือหงส์แดงกล่าว

ส่วน ซาร์รี่ ความเห็นของเขาอาจจะฟังดูฮาร์คอร์กว่า แต่ก็เห็นด้วยไม่ต่างกัน “ผมคิดว่าในทุก ๆ ประเทศมันมีคนโง่งี่เง่าทั้งนั้นแหละ นั่นคือปัญหาใหญ่ ผมคิดว่า เราจำเป็นต้องทำบางสิ่งที่แตกต่าง บางที อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ถ้าเราหยุดเล่นสัก 10 นาที ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นครั้งแรก”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของพลังในวงการฟุตบอลอังกฤษที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนหลังเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น แน่นอน มันอาจจะยังไม่ส่งผลชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพูดเป็นเสียงเดียวกันแบบนี้ มันมีพลังมากกว่าพูดคนเดียว…แน่นอน

แค่ปรับ แค่แบน อาจไม่เพียงพอ

ที่ผ่านมา มาตรการการลงโทษต่อกรณีเหยียดผิว หรือ เชื้อชาติ จะเป็นบทลงโทษประเภทการแบน หรือ ปรับเงิน อาทิ ถ้านักเตะ ทำผิด ก็แบน และ ปรับนักเตะ หรือถ้าแฟนบอลทำผิด ก็แบนไม่ให้คนดูเข้าสนาม และ ปรับเงินสโมสร แต่ที่ผ่านมา ก็ไม้ได้ทำให้ปัญหานี้ลดลงหรือหายไปเลย

ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่คนฟุตบอลหลาย ๆ คนมองว่า วิธีเหล่านี้เหมือนการ “ตีมือ” จากองค์กรที่กำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็น สมาคมฟุตบอล, สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า และ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เองก็ตาม

กูรู และ โค้ชหลายคน เริ่มเรียกร้องโทษที่หนักขึ้นเพื่อยุติเหตุการณ์แบบนี้จากองค์กรที่กล่าวมา เพื่อหวังให้โทษเหล่านั้นจะช่วยทำให้ปัญหานี้ลดลง โดยมีทั้งการ แบนที่นานขึ้นกว่าเดิม, เพิ่มโทษไม่ให้เล่นในบ้านตัวเอง จนกระทั้งไปถึงโทษหนักอย่าง ตัดออก และ แบนจากการแข่งขันเลยทีเดียว

นีล วอร์น็อค กุนซือ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ก็เป็นอีกคนที่มองว่า บทลงโทษในความผิดฐานนี้ ควรรุนแรงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 

“ผมจะให้ลูกทีมออกจากสนามทันทีที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น การแจ้งผู้ตัดสิน ช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้วนี่ ผมว่ามันควรจะมีบทลงโทษที่มากกว่าแค่ปรับ หรือ ตีมือนะ เพราะมันจำเป็นในการใช้หยุดยั้งใม่ให้มันเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

เช่นเดียวกับ เจอร์เมน จีนาส ที่เชื่อว่า บทลงโทษที่รุนแรง จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ “ผมก็ไม่แน่ใจ 100% หรอกว่ามันเป็นเรื่องที่สมควร แต่วิธีแก้ไขปัญหาทั้งหมดในตอนนี้ มันไม่เวิร์คสำหรับผม และ การปรับอย่างเดียวไม่พอที่จะช่วยอะไรได้ เราต้องเริ่มลงโทษเพื่อให้พวกเขาเจ็บกันจริง ๆ ได้แล้ว

“เรื่องนี้มันใช้เวลานานไปแล้ว เรากำลังพูดเรื่องที่เกิดขึ้นในยุค 80 ในปี 2019 และเราก็ยังคงประสบปัญหานี้อยู่” เขาทิ้งท้าย

เริ่มที่บ้าน เริ่มที่เรา 

อาจจะดูไกลตัวสำหรับคนไทยแบบเรา กับมุมมองในเรื่องการเหยียด แต่อันที่จริง ๆ อาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไปก็ได้ 

ครั้งหนึ่งในสนามฟุตบอล ไทยลีก ไม่ระบุสโมสร ผู้เขียนได้ยินแฟนบอลตะโกน “มังกี้” อย่างชัดถ้อยชัดคำลงไปในสนาม เพื่อด่าทอนักเตะผิวสีบางคน…

เราปฏิเสธไม่ได้หรอก ว่า ทุกประเทศมันมีคนโง่งี่เง่าทั้งนั้น เหมือนที่ซาร์รี่ บอกไว้จริง ๆ

อันที่จริงแล้ว คนไทยเองก็มีพฤติกรรมการเหยียดไม่น้อยกว่าชาวยุโรป หรือ อเมริกัน สักเท่าใดนัก หากแต่เรามองไปเอง คิดไปเองว่ามันเป็นการล้อกันแบบ ขำ ๆ ทั้งที่อันที่จริง คนที่โดนล้อ (หรือซึ่งคือโดนเหยียดนั่นแหละ) ไม่ได้สนุก และตลกด้วย 

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่นเรื่องหน้าตา อาทิ ดำ, อ้วน, เตี้ย, สิว, เป๋, เจ๊ก, ลาว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่หลายคนบอกว่า “ขำ” นั้น ถือเป็นการ เหยียด (Racism) และ ทำให้เกิดแปลกแยก (Discrimination) ทั้งสิ้น และเป็นเรื่องที่ควรนำมาล้อเล่นกันแต่อย่างใด เพราะคนถูกล้อ ไม่ได้สนุกด้วยแต่อย่างใด

มันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างของตัวเอง เพื่อที่จะล้อเลียนคนอื่นได้อย่างสนุกปากเท่านั้น

ดังนั้น เราควรเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน เริ่มที่ไม่ล้อใคร ไม่เหยียดใคร ไม่เรียกใครด้วยรูปลักษณ์ หรือ ปมด้อย เพราะนี่คือค่านิยมง่าย ๆ ที่เราปลูกฝังกันได้

ถ้าไม่อยากให้ใครมาทำอะไรที่เราไม่ชอบใจ เราก็ควรเป็นฝ่ายไม่ทำก่อน…จริงไหมครับ?

%MINIFYHTML296b99a7090c38103a804a2fd8bd2c8a4%

NOTE -ในฐานะคนที่เคยโดนเหยียดมาก่อนขณะเดินทางในต่างแดนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่าจดจำสักเท่าไหร่ และถึงแม้บทความที่ท่านอ่านจบนี้จะเขียนจาก ข้อมูลความจริงที่รวบรวมมาได้ทั้งหมด แต่ผู้เขียนก็อยากจะแสดงออกถึงมุมมองที่ต่อต้านการเหยียดทุกชนิด (สีผิว, เพศ, เชื้อชาติ และ ศาสนา) ดังนั้น งานเขียนชิ้นนี้จึงถูกเขียนขึ้นจากความยินดี และ เต็มใจอย่างยิ่ง