พรีเมียร์ลีก: 5 อันดับลุ้นแชมป์ระทึกในฟุตบอลอังกฤษ

ว่ากันว่า พรีเมียร์ลีก เป็นลีกฟุตบอลที่มีการแข่งขันกันสูงที่สุด การคว้าแชมป์ในลีกนี้จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะว่า แต่ละสโมสรทั้ง 20 ทีม มีมาตรฐานแตกต่างกันไม่มา นั่นเองที่เป็นเหตุผลให้มีน้อยครั้งนักที่แชมป์ จะมีคะแนนเกิน 90 แต้มขึ้นไป (ยกเว้นใน 2 ฤดูกาลหลัง)

และนั่นเองยังเป็นเหตุผลในการลุ้นแชมป์ มีความสูสีกันอย่าง “จัด ๆ” อีกด้วย โดยหลายต่อหลายครั้ง การลุ้นแชมป์ต้องเดิมพันกันถึงนัดสุดท้าย และกลายเป็นหนึ่งในเกมสุดดราม่าในโลกฟุตบอล

ซึ่งเกมสัปดาห์นี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้นได้เช่นกัน แต่ก่อนจะถึงพรุ่งนี้ เรามาดูว่า การลุ้นแชมป์สุดดราม่าที่ผ่านมาในลีกอังกฤษ มีเกมไหนบ้าง และดราม่า ขนาดไหน?

แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์เหนือเชลซี ฤดูกาล 2007/08

แชมป์สมัยที่ 17 ของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ความมาได้แบบที่เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาย แต่มันเต็มไปด้วยขวากหนามและรอยเหงื่อกับเลือด

พวกเขาเกือบจะไม่ได้แชมป์ลีกในปีนั้นอยู่แล้ว ทั้งที่เมื่อต้นฤดูกาลพวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ที่แชมป์ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้แก่การครบครึ่งศตวรรษจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ มิวนิค

ความรากเลือดของ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ เริ่มต้นจากการที่พวกเขาสตาร์ต 3 เกมแรก ด้วยผล เสมอ 2 แพ้ 1 และหล่นไปรั้งอันดับ 17 ของตารางพรีเมียร์ลีก และต้องไต่เต้นปีนขึ้นมาจากซีกล่างของตารางคะแนน แต่ทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ทำได้ดีพอ ที่จะปีนกลับขึ้นมาเป็นผู้นำ และทิ้งช่องว่างห่างจากคู่แข่งถึง 5 คะแนนในช่วงกลางฤดูกาล

แต่ เชลซี ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาเริ่มไล่ “ปีศาจแดง” มาในช่วงการแข่งขันเหลือแค่ 6 เกม เมื่อเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมื่องของพวกเขาได้ ขณะที่ ยูไนเต็ด ไปสะดุดเสมอ มิดเดิ้ลสโบรห์ ทำให้ช่องว่างเหลือแค่ 3 คะแนนเท่านั้น

ต่อมา สถานการณ์ของ ยูไนเต็ดก็ย่ำแย่งลงไปอีก เมื่อต้องไปพ่ายที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ให้กับคู่แข่งแย่งแชมป์ในช่วงท้ายฤดูกาล ทำให้ เชลซี ทำคะแนนขึ้นมาเทียบเท่า บีบให้ ยูไนเต็ด ต้องชนะเท่านั้นในเกมที่เหลือทั้ง 2 เหมให้หมด

แต่ทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็จิตใจแข็งแกร่งพอ พวกเขา เอาชนะได้ทั้ง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ วีแกน แอธเลติก ขณที่กลายเป็นทีมของ โชเซ มูรินโญ่ เองต่างหาก ที่พ่ายแพ้ต่อแรงกดดัน สะดุดเสมอ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ในนัดสุดท้าย ทำให้ แชมป์ตกเป็นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในที่สุด

“ปืนใหญ่” ตาม 11 แต้ม แต่แซงคว้าแชมป์ในนัดสุดท้าย 1997/98

ถึงแม้จะได้แชมป์ก่อนจะปิดฤดูกาลถึง 2 นัด สำหรับ อาร์เซนอล ในฤดูกาล 1997/98 และเป็นการกลับมาได้แชมป์ครั้งแรกแรกตั้งแต่ปี 1991 แถมยังเป็นแชมป์ลีกฤดูกาลแรกของ อาร์แซน เวนเกอร์ ซึ่งเป็นกุนซือที่ไม่ใช่คนอังกฤษ คนที่ 3 ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ เคนนี่ ดัลกลิช ที่ทำได้ ทั้งยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นในตำนานของเขาด้วย

แต่การได้แชมป์ของ อาร์เซนอล ในฤดูกาลนี้ ไม่ใช่งานง่าย หรือ สบายอย่างที่เป็นในช่วงท้ายฤดูกาลเลย เพราะมันคืองานไล่ตามแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นทีมนำเกือบตลอดฤดูกาล ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันในช่วงท้ายฤดูกาล

พวกเขาพลาดท่าแพ้ 3 เกมจากการลงเล่น 4 เกมในระหว่างเดือน พฤศจิกายน ถึงธันวาคม 1997 และต้องหล่นไปรั้งอันดับที่ 6 ก่อนเข้าช่วงคริสต์มาส โดยในตอนนั้น พวกเขาตามผู้นำอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ดห่างถึง 11 คะแนนเลยทีเดียว

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป เมื่อผ่านเดือนกุมภาพันธ์ เพราะ อาร์เซนอล สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ และคว้าชัยรัว ๆ 9 เกมติด พร้อมกับแซงขึ้นนำในตารางพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และพวกเขาคว้าแชมป์ได้ก่อนที่ฤดูกาลจะจบถึง 2 เกม เมื่อเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 และถึงแม้หลัวจากนั้น พวกเขาจะแพ้ 2 เกมติด ยูไนเต็ด ก็ไล่ไม่ทันเสียแล้ว

เทพนิยายกุหลายไฟ 1994/95

ก่อนจะมีเทพนิยายจิ้งจอกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปอย่างเหนือความคาดหมาย ในฤดูกาลที่ทีมใหญ่ต่างพากันสะดุด และการแข่งขันก็ไม่ได้สูสีอะไร แต่เทพนิยายกุหลาบไฟ มันต่างออกไป เพราะมันเป็นเกมที่ต้องลุ้นถึงนัดสุดท้าย และแทบจะนาทีสุดท้ายจริง ๆ

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่จบลงอย่างไม่มีใครคาดฝันนี้ ส่อแววจบลงอย่างไม่คาดคิด ในช่วงกลางเดือน มีนาคม เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล พร้อมส่งคืนตำแหน่งจ่าฝูงให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ทีมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ในช่วงต้นฤดูกาล

หลังจากนั้น ยูไนเต็ด ก็มาสะดุดเสมอแบบ นัดเว้นนัด จนหลายฝ่ายเชื่อว่าแชมป์คงตกเป็นของทีม “กุหลาบไฟ” เป็นแน่ แต่เมื่อแฟนบอลเริ่มคิดแบบนั้น แบล็กเบิร์นก็เริ่มสะดุดทันที พวกเขา เสมอ และแพ้ติด ๆ กัน ในช่วงกลางเดือนเมษายน แถมมาแพ้ปิดท้ายเดือนเมษายน ทำให้ในช่วงที่เกมเหลืออีก 2 นัดจะจบฤดูกาล พวกเขานำ “ปีศาจแดง” แค่ 2 คะแนนเท่านั้น 

ในนัดที่ 41 ของฤดูกาล ซึ่งคือนัดรองสุดท้าย ทั้งสองทีมแย่งแชมป์ชนะมาได้ทั้งคู่ ทำให้คะแนนยังห่างกันแค่ 2 แต้ม โดย แบล็กเบิร์น มี 89 คะแนน ส่วน ยูไนเต็ด มี 87 และทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถึงจะตามหลัง แต่เหมือนจะได้เปรียบเล็ก ๆ จากทั้งโปรแกรมในนัดสุดท้ายที่เบากว่า และ ประตูได้เสียที่เหนือกว่าถึง 7 ประตู

เกมปิดฤดูกาล ทุกอย่างดูจะเป็นใจแบล็กเบิร์นในช่วงต้นเกม เมื่อพวกเขาบุกไปนำลิเวอร์พูลที่ แอนฟิลด์ ส่วน ยูไนเต็ด โดน เวสต์แฮม นำไปก่อน ทว่า สถานการณ์ตีกลับในช่วงท้าย เมื่อ “หงส์แดง” ยิง 2 ลูก แซงชนะ “กุหลาบไฟ” ในนาทีสุดท้าย ซึ่งในเวลานั้น “ปีศาจแดง” ตีเสมอ “ขุนค้อน” ได้แล้ว และถ้าทีมดังจากแมนเชสเตอร์ ยิงประตูได้อีกแค่ ลูกเดียว คะแนนจะเสมอกันที่ 89 เท่า ซึ่งจะทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ในบั้นปลาย เพราะประตูได้เสียที่เหนือว่า

แต่ทว่า ประตูที่ 2 ของ ยูไนเต็ดไม่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกมที่ โบลีน กราวน์ จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 และทำให้ “กุหลาบไฟ” ที่กำลังลุ้นหนักหลังพ่ายที่แอนฟิลด์ ได้เฮอย่างสุดตัว เพราะถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกถูกนำมามอบให้แก่พวกเขาอย่างหวุดหวิด

“ปีศาจแดง” ยิง “ไก่เดือยทอง” 2 ประตูครึ่งหลัง ปาดหน้าอาร์เซนอลเป็นแชมป์ 1998/99

ปี 1999 คือปีที่อยู่ในความทรงจำของแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทุกคน เพราะมันเป็นปีที่พวกเขาคว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” และจบฤดูกาลดังกล่าวอย่างยิ่งใหญ่

นอกจากนี้ การคว้าแชมป์ที่ถูกพูดถึงว่า “ราวกับปาฏิหาริย์” ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก็กลายเป็นภาพจำต่อแฟนบอล “ปีศาจแดง” ทุกคน ซึ่งมันกลบการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ว่าระลึกอยู่แล้วไปเสียมิด

ใช่แล้ว ในฤดูกาล 1998-99 ก็เป็นปีที่การลุ้นแชมป์พรเมียร์ลีก คู่คี่ สูสีที่สุดครั้งหนึ่ง โดยในช่วงแรก ยูไนเต็ด ต้องเบียดกับ เชลซี ในการขึ้นเป็นจ่าฝูง ก่อนที่สุดท้าย การคับเคี่ยวคว้าแชมป์ในช่วงท้ายฤดูกาล จะเป็น “ปีศาจแดง” กับ “ปืนใหญ่”

โดยในช่วงท้ายฤดูกาล “ปืนใหญ่” ที่ไม่แพ้ใครมาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ก็ทำคะแนนขึ้นมาเทียบเท่าและแซงเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ ในนัดที่ 34 ของฤดูกาล

ขณะที่เกมเหลืออีกแค่ 3 นัด ยูไนเต็ด ทวงบัลลังก์จ่าฝูงคืนรั้งจ่าฝูงร่วมกับอาร์เซนอล หลังบุกไปเอาชนะ มิดเดิลสโบรห์ จากประตูชัยของ ดไวท์ ยอร์ก ทำให้ทั้งคะแนน และประตูของทั้ง 2 ทีมเท่ากัน

แต่จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นในนัดต่อมา เมื่อ ยูไนเต็ด ทำได้แค่บุกไปเสมอกับ แบล็กเบิร์น ทว่า อาร์เซนอล อาการหนักกว่าคือพ่ายต่อ ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 5 เดือน ทำให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์อยู่ในมือของปีศาจแดง ก่อนเกมนัดสุดท้าย เพราะพวกเขาได้เปรียบอยู่ 1 แต้ม กับ 1คะแนน

แน่นอน ในเกมนัดสุดท้าย ก็มีดราม่าเล็กน้อย จากการที่ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ได้ เลส เฟอร์ดินานด์ ยิงประตูให้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ออกนำทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันไปก่อน แต่ก็เป็น เดวิด แบ็คแฮม กับ แอนดี้ โคล ช่วยกันยิงคนละประตู พาแมนฯ ยูไนเต็ด แซงชนะ และคว้าแชมป์ฤดูกาลดังกล่าวไปครองแบบฉิวเฉียด

ประตูช็อคอารมณ์ของ อเกวโร่ พา แมนฯ ซิตี้ เป็นแชมป์ 2011/12

ถ้าใครได้ดูเกม หรือ มีส่วนร่วมในวันนั้น ไม่น่าจะไม่มีใครจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้ กับประตูเชือด ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส ของ เชร์คิโอ ‘กุน’อเกวโร่ พร้อมพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยการชนะแค่ประตูได้เสียเท่านั้น

นี่เป็นฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดของอังกฤษ นับตั้งแต่ปี 1968 ที่แชมป์ต้องตัดสินกันด้วยประตูได้เสีย

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นฤดูกาล เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาเชือด แมนฯ ยูไนเต็ด 6-1 ถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด และทิ้งยูไนเต็ด ห่าง 5 คะแนน คงไม่มีใครคิดว่า ตอนจบ มันจะสสีขนาดนี้ แต่เอาเข้าจริง นอกจาก ฤดูกาลนี้ จะเป็นปีที่พรีเมียร์ลีกจบแบบสูสีที่สุดแล้ว ยังเป็นฤดูกาลที่มีการแปรปรวนในตารางคะแนนระหว่างฤดูกาลมากที่สุดครั้งหนึ่งด้วย

เพราะหลังจากในช่วงต้นฤดูกาลที่จ่าฝูงเป็นของ ซิตี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็พาตัวเองกลับมาอยู่บนบัลลังก์จ่าฝูงได้ในช่วงท้ายฤดูกาลอีกครั้ง โดในตอนที่ ทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ กลับมารั้งจ่าฝูงอีกครั้ง เหลือเกมการแข่งขันแค่ 6 นัด และพวกเขานำ ซิตี้ ถึง 8 คะแนนทีเดียว 

แต่ในโลกฟุตบอล อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะหลังจากนั้น ยูไนเต็ด ชนะเพียงนัดเดียวใน 4 นัดต่อมา พวกเขาแพ้ 2และ เสมอ 1ในอีก 3 นัด ซึ่งมันส่งผลให้ ซิตี้ มาทำคะแนนเทียบเท่าทั้งที่ 4 นัดก่อนหน้านี้ ยังตามหลังอยู่ถึง8 คะแนน และ ซิตี้ นำอยู่จากประตูได้เสียที่ดีกว่า โดยเหลือเกมให้แข่งขันกันอีก 2 นัดในตอนนั้น

และอย่างที่รู้กันกับดราม่าในนาทีที่90+4 กับประตูชัยเหนือ “ทหารเสือราชินี” ซึ่งเกมทำให้งานมอบรางวัลถูกจัดขึ้นที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม หาใช้ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งคงไม่ผิด ถ้าจะบอกว่า ยูไนเต็ด ห่างจากการคว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้น แค่นาทีเดียว เพราะถ้ากรรมการที่ สนามของคู่ปรับร่วมเมือง ทดเวลาบาดเจ็บน้อยกว่านี้ หรือเป่านกหวีดจบเกมเร็วกว่านี้ นาทีเดียวล่ะก็ แชมป์ในฤดูกาลนั้นก็เป็นของพวกเขาไปแล้ว

ทว่า ในความเป็นจริง สิ่งที่พวกเขาหวังไม่ได้เกิดขึ้น และประตูของ เซร์คิโอ ‘กุน’อเกวโร่ จึงกลายมาเป็นตำนานในทุกวันนี้…



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

ออสปิน่า : ฝันร้าย 4 ปีกับปืนกำลังจะถึงตอนจบ

SPORTDesk. Team

“บางคนพยายามประวิงเวลาเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดในชีวิต ทั้งที่เขาก็รู้ว่ามันมีทางเดียว” ปราชญ์ในโลกอินเตอร์ระบายประโยคเรียนรู้ชีวิตผ่านสเตตัสเอาไว้ ซึ่งประโยคนี้ ขอนำมาใช้กับชีวิตของดาวิด ออสปิน่า ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อล ซึ่ง ณ ตอนนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา

Story

มูรินโญ่ : อย่าเอาผีแดงชุดนี้ไปเทียบกับยุครุ่งเรือง

SPORTDesk. Team

บิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก นัดกลางสัปดาห์ นัดที่ 14 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด จบลงไปแบบ ‘บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น’ มากนัก เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของโจเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายไล่ตีเสมออาร์เซน่อล ผู้มาเยือนได้ 2 ครั้ง 2 ครา โดยในรายละเอียดของเกม แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคสมัยของ “เดอะสเปเชี่ยล วัน” ก็ยังคงเป็นแบบเดิม ๆ คาดเดาตอนจบได้ไม่ยาก คือเน้นเกมรับ ขณะที่เกมรุก ยังไม่หลากหลายและดูเหมือนจะตีบตันทางไปเหมือนเดิม

Thought

ความโกรธเป็นเรื่องของปีศาจ

ลูกแม่กิ่ง

จะรักหรือชัง โจเซ่ มูรินโญ่ คือหนึ่งในคนที่ช่างไฟในสตูดิโอแห่งเกมลูกหนังพร้อมจะฉายสปอตไลท์ลงมาเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันครับกับอารมณ์ที่ระเบิดออกมาหลังถูก “เย้ย” ต่อหน้าจากสตาฟฟ์โค้ชของเชลซีที่ตัวเขาเองไม่รู้จักและไม่คิดว่าจะรู้จักด้วย