พรีเมียร์ลีก : นานาสาระก่อนการลุ้นแชมป์ 3 นัดสุดท้าย

26 April 2019
1,072 VIEWS

ชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ในที่สุด 2 ทีมที่ลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดีในตอนนี้ ก็แข่งขันเท่ากันอีกครั้งที่ 35 นัด และปัจจุบัน “เรือใบ” มีคะแนนเหนือกว่า “หงส์แดง” อยู่ 1 คะแนนด้วยกัน 

หนทางอีก 3 นัดข้างหน้า คงไม่ใช่อะไรที่คาดเดาได้ เพราะยังมีความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา เกิดขึ้นได้กับในทุกเกมที่เหลืออยู่ แต่หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางที่ทั้ง ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เดินผ่านมาในฤดูกาลนี้ กลับมีมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย และบางอย่างค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

ก่อนจะรู้ผลว่านี่จะเป็นแชมป์แรกในรอบ 29 ปี ของ “หงส์แดง” หรือ เป็นแชมป์อีกสมัยติดของ “เรือใบสีฟ้า” เราไปประมวลเรื่องราวที่ผ่านมาก่อนถึงบทสรุปกันอีกครั้งครับ

ฤดูกาลที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล

88 คะแนน ณ ตอนนี้ หลังจากที่เอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ได้สำเร็จ ทำให้ ลิเวอร์พูล ทำคะแนนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทีมเคยทำได้เหนือกว่าในดูกาล 2008/09 ที่ทำไว้ 86 คะแนน และยังเหลือเกมให้แข่งขันกันอีก 3 นัด ซึ่งหมายความว่า พวกเขามีโอกาสทำคะแนนในฤดูกาลนี้ถึง 97 คะแนนเลยทีเดียว

แต่ที่น่าเสียดายและน่าปวดหัว คือการทำ 88 คะแนนของทีม “หงส์แดง” ไม่ได้ทำให้พวกเขานำในอันดับตารางคะแนนในตอนนี้ หลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกไปเชือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด 2-0 พร้อมกลับขึ้นไปนำในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก เมื่อแข่งขันเท่ากับ ลิเวอร์พูลที่ 35 นัด โดยนำอยู่ 1คะแนน

หากไล่ 5 อันดับที่ ลิเวอร์พูล เคยทำคะแนนสูงสุดโดยไม่นับฤดูกาลนี้ที่การแข่งขันยังไม่จบลง “หงส์แดง” เคยได้ 86 คะแนน ในฤดูกาล 2008/09, 84 คะแนน ในปี 2013-14, 82 คะแนน ในฤดูกาล 2005-06 และ 80 คะแนน ในฤดูกาล 2001-02 ทั้งหมดนี้ พวกเขาชวดแชมป์ทั้งสิ้น

แต่กระนั้น ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษถึงการแข่งขันที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่ในตอนนี้ เพราะอย่าลืมว่า ยังมีเกมเหลืออีกถึง 3 เกม และช่องว่างในตอนนี้ ซิตี้ นำแค่แต้มเดียวเท่านั้น 

ทำดีแต่ไม่มีแชมป์?

1992-93, 1995-96, 1996-97, 1997-98, 1998-99, 2000-01, 2001-02, 2002-03, 2003-04, 2007-08, 2009-10, 20010-11, 2013-14, 2014-15, 2015-16 เหล่านี้คือลิสต์ของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ที่ลิเวอร์พูล น่าจะได้แชมป์ แต่พวกเขากลับพลาดไป และนั่นทำให้ครั้งสุดท้ายที่ “หงส์แดง” ได้แชมป์ลีก มาจนถึงวันนี้ ห่างกันถึง 29 ปีแล้ว

คำถามที่น่าสนใจคือทำไม?

ว่ากันว่า ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่อับโชคที่สุดนับตั้งแต่มีการตั้งพรีเมียร์ลีกขึ้นมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ในปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่ว่ากันว่า พวกเขามีขุมกำลังที่เข้มแข็งที่สุดอย่าง สตีเว่น เจอรราร์ด, ชามี อลองโซ่, เฟอร์นานโด ตอร์เรซ และอื่น ๆ กลับขึ้นในในช่วงเวลาที่พีคที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับพลพรรค “ปีศาจแดง” ของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ถัดจากนั้นมาราว 10 ปี ว่ากันว่า ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ในชุดนี้ มีขุมกำลังที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ชุดปี 2009 ทว่า พวกเขากลับยังตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป็ป กวาร์ดิโอล่า อยู่ ทั้งที่สร้างสถิติ คว้าคะแนนรวมถึง 88 แต้มไปแล้ว

ซึ่ง 88 คะแนนที่ว่า หากไม่นับฤดูกาลนี้ แล้วไปเกิดขึ้นในฤดูกาลอื่น ๆ พวกเขาอาจจะเป็นแชมป์ไปแล้วก็ได้ เพราะในศึกพรีเมียร์ลีก 26 ครั้งหลัง ทีมแชมป์ได้คะแนนไม่ถึง 88 คะแนนถึง 15 ฤดูกาลเลยทีเดย

และถ้ามันถึง 97 คะแนนจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้แชมป์ ต้องยิงบอกว่าน่าสงสารสุด ๆ เพราะมันจะมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นก่อนหน้านี้ในประวัติศสาตร์พรีเมียร์ลีก ที่แชมป์คะแนนมากกว่า 97 คะแนน คือ 100 แต้มของ แมนฯ ซิตี้ เมื่อปีก่อน

เรื่องนี้อาจจะสอนให้รู้ว่า ทำดีผิดที่ผิดเวลา ยังไงก็หาแชมป์ไม่เจอ…

2019 คือ จุดเปลี่ยนของฤดูกาล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีเกมที่พวกเขาสะดุดจากการไม่ได้ 3 คะแนนเต็ม ด้วยการเสมอ หรือแพ้ รวมกัน 6 นัด ซึ่งเท่ากับปีก่อนที่ได้ 100 คะแนน ทว่าต่างการในส่วนของรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในรายละเอียดที่ต่างออกไปที่น่าสนใจ คือ 5 ใน 6 นัดที่พวกเขาพลาด เกิดขึ้นในปี 2018 

และนั่นหมายความว่า พวกเขาพลาดในการได้ 3 คะแนนเต็มในปีนี้แค่ 1 นัดเท่านั้น ซึ่งเป็นการพ่ายต่อ นิวคาสเซิ่ล อย่างเหลือเชื่อ 1-2 ในช่วงเดือน มกราคม

แต่หลังจากนั้นมา จนถึงเกมเมื่อวานนี้ ที่พวกเขาเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-0 พวกเขาชนะติดต่อกันมา 11 เกมแล้ว และมันหมายความว่า ตลอดปี 2019 พวกเขาชนะ 14 จาก 15 เกมในปี 2019 

ในขณะที่ปีปฏิทิน 2019 “เรือใบ” ทำคะแนนหล่นเพียง 3 คะแนน จากทั้งหมด 16 คะแนนที่หลุดมือไป “หงส์แดง” กลับเสียไปถึง 11 จากทั้งหมด 17 คะแนนที่พวกเขาเสียในฤดูกาลนี้ เริ่มจากการเสีย 3 คะแนน จากการไปเยือน ซิตี้ และเสียสองคะแนนในการเสมอกับ เลสเตอร์, เวสต์แฮม, ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

ไม่เช่นนั้น ผู้ที่นำในตารางคะแนนตอนนี้ อาจจะสวมเสื้อแดง ไม่ใช่เสื้อสีฟ้า ก็ได้

ฟาน ไดจ์ค กับเกมรับที่เปลี่ยนไป

ขณะที่เกมเดินทางมาถึง 3 เกมสุดท้ายของฤดูกสล ลิเวอร์พูล โชว์ฟลงานที่น่าประทับใจ จากการเสียประตูน้อยที่สุดในลีกเพียง 20 ประตู และเก็บคลีนชีตได้ถึง 19 เกม

ต้องยอมรับว่า การก้าวขึ้นมาของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ การมาถึงเมอร์วีย์ไซด์ของ อลิสซอน เบคเกอร์ ได้เปลี่ยนแปลงแนวรับในทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไปอย่างสิ้นเชิง

“หงส์แดง” ยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่มหาศาล ในการดึงตัวพวกเขาทั้งคู่เข้ามาร่วมทีม ทั้งฟาน ไดจ์ค ด้วยมูลค่า 75 ล้านปอนด์ หรือราว 3.1 พันล้านบาท และ อลิสซอน เบคเกอร์ ที่ 67 ล้านปอนด์ หรือราว 2.77 พันล้านบาท ซึ่งทำให้มูลค่าของเขาสองคนรวมกันถึง 142 ล้านปอนด์ หรือราว 5.87 พันล้านบาท

การมาของพวกเขา ทำให้ลิเวอร์พูล มีโอกาส เป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก หากพวกเขา เสียไม่เกิน 2 ประตูใน 3 นัดสุดท้ายที่เหลืออยู่ รองจาก เชลซี ฤดูกาล 2004/05 ที่เสียไป 15 ประตู และ อาร์เซนอล ฤดูกาล 1989-99 ที่เสียไป 17 ประตู

ซึ่งนั้นส่งให้ ฟาน ไดจ์ค กลายเป็นนักเตะที่มีชื่อลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ พรีเมียร์ลีก ในรอบสุดท้าย เบียดมากับ ราฮีม สเตอร์ลิง ของ แมนฯ ซิตี้

โดยทีมที่ใกล้เคียงสถิติของลิเวอร์พูลมากที่สุดในฤดูกาลนี้ คือ ซิตี้ นี่แหละ พวกเขาเสียไป 22 ประตู และเก็บได้ 17 คลีนชีต แต่พวกเขาทดแทนข้อด้อยกว่าคู่แข่งแย่งแชมป์ตรงนี้ ด้วยการยิงประตูได้มากกว่าถึง 10 ประตูด้วยกัน

ชัยชนะ 14 นัดติดเพื่อแชมป์ 

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำสถิติชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดไว้ที่ 18 นัด ในฤดูกาลก่อนที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก พร้อมทำสถิติ 100คะแนน หลังชนะติดต่อกันยาวนานถึง 5 เดือน ระหว่างเดือน สิงหาคม ไปจนถึง ธันวาคม ในปี 2017 

มาปีนี้ พวกเขาไม่ต้องการสถิติขนาดนั้นเพื่อคว้าแชมป์อีก เพราะตอนนี้ พวกเขาชนะติดต่อกันไปแล้ว 11 นัด และมีโอกาสชนะติดต่อกันมา 14 เกม ถ้าพวกเขาเอาชนะในอีก 3 เกมที่เหลือ ที่จะพบกับ เบิร์นลี่ย์, เลสเตอร์ ซิตี้ และไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

ซิ่งนั้นจะเพียงพอให้พวกเขาคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้แล้ว ด้วยคะแนนรวม 98 คะแนน โดยที่ไม่ต้องสนใจผู้ที่ไล่ตามมาในตอนนี้อย่าง ลิเวอร์พูลเลย

และถ้าพวกเขาทำได้จริง ชัยชนะ 14 นัดติด จะทำให้พวกเขาขึ้นไปรั้งอันดับ 2 ร่วม อาร์เซนอล ปี 2002 ที่ทำได้ในเดือน กุมภาพันธ์ ถึง สิงหาคม ในสถิติชนะติดต่อกันยาวนานที่สุดด้วย โดยเป็นรองเพียงสถิติของตัวเองในปีก่อนเท่านั้น

แล้วพวกเขาจะทำได้ไหมนะ?