พรีเมียร์ลีก : แมนฯ ซิตี้-ลิเวอร์พูล กับโค้งสุดท้ายแบบ ปอนด์ต่อปอนด์

คำถามในช่วงท้ายฤดูกาลฟุตบอลลีก จะมี 3 ข้อใหญ่ ๆ คือ ใครตกชั้น, ใครได้ไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรป และที่สำคัญที่สุด คือ ใครได้แชมป์ และนั่นคือประเด็นที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ด้วย

บทสรุปของพรีเมียร์ลีก งวดเข้ามาทุกทีแล้ว แต่ในฤดูกาลนี้ ยังไม่มีวี่แววแชมป์ให้เห็นกันอย่างเป็นรูปเป็นร่าง “หงส์แดง” ถึงนำอยู่ แต่ก็รู้ตัวดีกว่าแข่งมากกว่า ส่วน “เรือใบ” แม้จะมีโอกาสแซง แต่ฟุตบอลก็ไม่ใช่กีฬาที่เอาแน่เอานอนได้ ไม่มีอะไรการันตีชัยชนะทุกนัดที่เหลือแน่นอน

เกมที่รออยู่, ความพร้อมในทีม, สภาพความฟิต, ตัวผู้เล่นบาดเจ็บ หรือ ติดโทษแบน ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทั้ง 5-6 เกมที่เหลือของทั้ง 2 ทีม และนี้ คือข้อมูลเหล่านั้น

หนทางข้างหน้าที่ต้องว่ากัน

อย่างที่ทราบกัน ว่าทั้ง 2 ทีมเหลือโปรแกรมการแข่งขันไม่เท่ากัน และ ความหนักเบาของโปรแกรมก็ต่างกัน โดยลิเวอร์พูล จะต้องเจอกับเชลซี ในสัปดาห์นี้ ซึ่งใคร ๆ ก็มองว่าเป็นเกมหนักที่สุดที่เหลืออยู่ และหลังจากนั้น ต้องไปเยือน คาร์ดิฟฟ์, พบฮัดเดอร์สฟิลด์, เยือนนิวคาสเซิ่ล และพบวูล์ฟส์

ส่วนแมนฯ ซิตี้ เหลือโปรแกรมมากกว่า “หงส์แดง” 1 นัด โดยสัปดาห์นี้จะไปเยือน คริสตัล พาเลช ก่อนพบ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, ไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เยือนเบิร์นลี่ย์, พบเลสเตอร์ ซิตี้ และปิดท้ายด้วยการไปเยือน ไบรจ์ตัน ซึ่งดูแบบคร่าว ๆ ต่อให้เพิ่งเริ่มดูบอลก็น่าจะรู้ว่า หนักกว่าลิเวอร์พูลแน่นอน

แต่อย่างที่ใครเคยกล่าวไว้ “ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์” ที่ถ้าชนะทีมนี้ได้ จะชนะทีมนั้นแน่ เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาลูกกลม ๆ ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราไปว่ากันตามข้อมูลที่เรารู้ก่อน

ฟอร์มใครดี…ที่ผ่านมา

ว่ากันตามข้อมูลที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ชั่วโมงนี้ “เรือใบสีฟ้า” ฟอร์มสดกว่า “หงส์แดง” เพราะนับตั้งแต่เกมสุดท้ายที่พวกเขาแพ้ในพรีเมียร์ลีกต่อ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ปลายเดือนมกราคม หลังจากนั้น พวกเขาได้ 3 คะแนนติดต่อกันมา 8 นัดแบบไม่สะดุด และ 6 จาก 8 นัดที่ว่า เป็นการชนะ 2 สกอร์ขึ้นไปด้วย 

ตัดภาพมาที่ลิเวอร์พูล พวกเขาทำแต้มหล่นไป 2 แต้มใน 5 นัดหลังสุด ด้วยการเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน และถ้าจะเทียบในช่วงเวลาเดียวกับ ซิตี้ ตามย่อหน้าบน คือตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา “หงส์แดง” เตะไป 9 เกม แต่ทำแต้มหล่นไปถึง 6 คะแนน จากการเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน แถมยังต้องมาชนะหืดจับกับ ฟูแล่ม และ ท็อตแน่ม ด้วย (ถ้าจะรวม เซาธ์แฮมป์ตัน อีกทีมก็ได้ เพราะต้องออกแรงแซงชนะไม่ต่างกัน)

แต่ถึงอย่างนั้น ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเดือนธันวาคม และช่วงบ็อกซิ่งเดย์ก่อนปีใหม่ ต่อยอดมาจนถึงปลายเดือนมกราคม ซึ่งในช่วงเทศกาลแกะของขวัญนั้น พวกเขายิงคู่แข่งเฉลี่ยถึงนัดละ 3.2 ประตู และเป็นช่วงเวลาที่พวกเขามีผลต่างประตูได้เสียดีที่สุดในฤดูกาลด้วย

กลับกันกับยอดทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ ซิตี้ ทำผลงานในช่วงธันวาคมต่อปีใหม่ได้อย่างน่าผิดหวัง พวกเขาพ่าย 2 นัดติด ๆ ต่อ พาเลช และ เลสเตอร์ แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็ฟื้นกลับมาได้ และที่น่าประทับใจคือ นับตั้งแต่เข้าเดือนแห่งความรักมาจนถึงปัจจุบัน ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เพิ่งเสียแค่ 2 ประตูจาก 8 นัดเท่านั้นเองด้วย

ผลต่างประตูที่แตกต่าง

ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ พัฒนาในเรื่องของเกมรับอย่างก้าวกระโดด จากการเสีย 36 ประตูเป็นที่ 4 ร่วมในฤดูกาลก่อน แต่ปีนี้พวกเขาเพิ่งเสียไป 20 ประตู หลังผ่าน 33 นัด เป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก แต่ปัจจุบันเหมือนกระแสลมจะเปลี่ยนทิศ เพราะตั้งแต่เข้าเดือนมีนาคมมา ลิเวอร์พูล ไม่เสียประตูนัดเดียวเท่านั้น คือเกมเสมอเอฟเวอร์ตันแต่หลังจากนั้นพวกเขาเสียประตูทุกนัดไป

ช่วงต้นฤดูกาล นอกจากเกมเสมอชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 2-1 แล้ว การเสียประตูในช่วงท้ายเกมไม่ใช่ปัญหาของทีม “หงส์แดง” เลย แต่นับจากปีใหม่เป็นต้นมา เหมือนสมาธิในการเล่นเกมรับช่วงท้ายเกมของพวกเขาหายไป แถมยังมีการประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมกับ พาเลช และ เบิร์นลี่ย์ ที่ทำให้ผลต่างประตูได้เสียของพวกเขาหายไปสองลูกแบบไม่น่าเสียด้วย

สำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงแม้พวกเขาจะเสียประตูมากกว่าลิเวอร์พูล ที่ 21 ประตู แต่ก็มากกว่าแค่ลูกเดียว และตรงข้ามกับ “หงส์แดง” เพราะพวกเขาเป็นทีมที่เสียประตูท้ายเกมน้อยมาก เพราะเมื่อนำ ก็แทบจะปิดประตูแพ้ ซึ่งถ้าตัดช่วงบ็อกซิ่งเดย์ที่ฟอร์มดิ่งเหวออกไปแล้ว เกมกับ นิวคาสเซิ่ล ถือเป็นเกมเดียวในช่วงฟอร์มปกติ ที่พวกเขานำก่อนแล้วกลับมาแพ้ แถมอย่างที่เรียนไปก่อนหน้านี้ ว่าใน 8 เกมล่าสุดพวกเขาเสียแค่ 2 ประตูเท่านั้นนั่นเองนำมาซึ่งประตูที่พวกเขาได้เปรียบทีมจ่าฝูงอยู่ถึง 7 ประตูด้วยกัน ซึ่งเป็นจำนวนที่ถือว่าเยอะทีเดียว เมื่อเทียบกับจำนวนเกมที่เหลืออยู่

บริหารจัดการพลังให้ดี

ไม่ใช่อะไรทุกอย่างจะดูเป็นบวกสำหรับแชมป์เก่าไปเสียหมด เพราะว่าจากสถิติ 5 นัดหลัง พวกเขามีการเคลื่อนที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในเกมกับ เวสต์แฮม ที่เอาชนะไป 1-0 ทีมของกวาร์ดิโอล่า เคลื่อนที่รวมทั้งทีมมากกว่า 114 กิโลเมตร และลดลงเหลือ 114 กิโลเมตรเศษ ในเกมเยือน บอร์นมัธ ต่อมาในเกมกับวัตฟอร์ด ที่พวกเขาชนะไป 3-1 การเคลื่อนที่ลดลงมาเหลือแค่ 113 กิโลฯเศษ ก่อนลงมาแตะ 112 กม. ในเกมกับฟูแล่ม และเกมล่าสุดที่ชนะคาร์ดิฟฟ์ 2-0 การเคลื่อนไหวทั้งทีมลงมาเหลือแค่ 110 กม. เท่านั้น

โดยนี่เป็นการเคลื่อนที่ในเกมที่ต่ำที่สุดของฤดูกาล นับตั้งแต่ 5 นัดแรกเป็นต้นมาของ ซิตี้ ด้วย ซึ่งคำถามคือ พวกเขาตั้งใจที่จะประหยัดพลังงานโดยพยายามเคลื่อนไหวเท่าที่จำเป็น หรือ พวกเขากำลังเหนื่อยจากการที่ต้องเตะทุก ๆ 3-4 วันมาตลอด 4 เกมที่ผ่านมากันแน่?

ขณะที่ลิเวอร์พูล ทำตรงข้ามกับ แมนฯ ซิตี้ อย่างชัดเจน เพราะในเวลาที่ยอดทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ เคลื่อนไหวต่อเกมน้อยลง แต่ลูกทีมของ คล็อปป์ เหมือนยิ่งเล่นยิ่งคึก นับจากเกมที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน ที่พวกเขาเคลื่อนไหวต่อเกมน้อยที่สุดในฤดูกาล ที่ 110 กิโลเมตรเศษ พวกเขาเกือบแตะ 112 กิโลเมตรในเกมต่อมากับเบิร์นลี่ย์ และเกือบแตะ 114 กิโลเมตร ในเกมพบ “ตราไก่” และ “นักบุญ” ซึ่งเป็น2 เกมล่าสุด

โดยในท็อปชาร์ต 5 อันดับแรกของนักเตะทั้ง 2 ทีมรวมกัน มีผู้เล่น “หงส์แดง” ติดท็อป 5 ถึง 4 คน ซึ่งแอนดี้ โรเบิร์ตสัน เป็นคนที่เคลื่อนที่เยอะที่สุดถึง 327 กิโลเมตร โดยขณะเคลื่อนที่ เขา “วิ่ง” ถึง 578 นาที จากเวลาการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 2,775 หรือนับเป็น 1 ใน 5 ของอัตราการวิ่งต่อการเดินเลยทีเดียว

รองลงมาเป็น แบร์นาโด ซิลวา หนึ่งเดียวในห้าอันดับแรกจาก ซิตี้ ที่วิ่งไป 321 กิโลเมตร ตามมาคือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ 318, 317 และ 315 กิโลเมตร ตามลำดับ ซึ่ง นี่อาจจะแสดงถึงความมุ่งมันที่มากกว่าหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่สาเหตุที่ทำให้ดูเหมือนนักเตะลิเวอร์พูล มีพลังงานในสนามมากกว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ พวกเขามีโปรแกรมน้อยกว่า ซิตี้ ทำให้ได้พักมากกว่าด้วย

ตัวเจ็บเป็นตัวแปร

กระนั้น การเคลื่อนที่ที่แตกต่างกัน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดผลที่ตามมา การเคลื่อนที่ที่มากกว่า อาจจะดีต่อเกม แต่ก็อาจจะเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บที่มากกว่าเช่นกัน เพราะสถิติที่ว่า ลิเวอร์พูล วิ่งมากกว่า ซิตี้ แทบจะตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมานั้น มันทำให้พวกเขามีนักเตะเจ็บมากกว่าคู่แข่งถึงครึ่งเท่าตัว โดยทั้งฤดูกาลที่ผ่านมาทีมของคล็อปป์ ต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานไปถึง 77 ครั้ง ขณะที่ ทีมของเป็ป เจอปัญหานี้เพียง 53 ครั้งเท่านั้น

และจากสถิติของเว็บไซต์ ฟิซิโอรูม ดอท คอม (Physioroom.com) แหล่งข้อมูลนักเตะบาดเจ็บในพรีเมียร์ลีกที่น่าเชื่อถือที่สุดแหล่งหนึ่ง ระบุว่า ตลอดฤดูกาลนี้ “หงส์แดง” มีนักเตะบาดเจ็บมากกว่า “เรือใบ” เกือบทุกเดือน ยกเว้นแค่เดือน ธันวาคม และ กุมภาพันธ์ ซึ่งเท่ากัน และมีเดือนเมษายน ซึ่งคือ เดือนนี้เท่านั้น ที่ ซิตี้ มีนักเตะบาดเจ็บในทีมมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีสำหรับทั้ง 2 ทีมคือ ในช่วงโค้งสุดท้าย พวกเขาอาจจะได้นักเตะพร้อมใช้งานกันทุกตำแหน่ง โดย ลิเวอร์พูล ได้ อเล็กซ์ อ็อคเลด เชมเบอร์เลน กลับมาซ้อมได้อีกครั้ง หลังจากบาดเจ็บแฮมสตริงไปอย่างยาวนาน ส่วนอดัม ลัลลาน่า อาจจะไม่พร้อมสำหรับเกมกับเชลซี แต่เขาจะกลับมาได้ก่อนปิดฤดูกาลแน่นอน

ด้านซิตี้ แบร์นาโด้ ซิลวา ที่เจ็บกล้ามเนื้อ อาจจะกลับมาได้ ไม่นัดนี้ก็นัดหน้า ส่วน โอเล็ก ซินเชนโก้ จะกลับมาได้ก่อนสิ้นเดือนนี้แน่นอน ทำให้ พลพรรค “เรือใบ” จะขาดแค่ เคลาดิโอ บราโว่ ผู้รักษาประตูสำรองคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่น่าจะกลับมาทันใมนฤดูกาลนี้

สุดท้ายไปวัดกันที่สนาม

อาจจะยังมีข้อมูลอีกมากมายที่ไม่ได้เอามาพูดถึงในที่นี้ และข้อมูลเล็กน้อยด้านบนนี้ อาจจะไม่ทำให้เรารู้ว่าใครจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในบั้นปลายได้ ทว่า ต่อให้เอาข้อมูลทั้งหมดที่มีการรวบรวมมาเล่าให้ฟังก็ใช่จะตัดสินใจได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

เพราะอย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า “ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์” และในการแข่งขันอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ข้อมูลเหล่านี้ ก็น่าจะทำให้ดูบอลมีอรรถรสขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

ทว่าสุดท้ายแล้ว แชมป์ไม่ได้ตัดสินกันด้วยสถิติ ไม่มีหมัดน็อค หรือ หมัดแย็ปทำคะแนนในฟุตบอลลีก ดังนั้นแล้วสุดท้าย…

ก็ต้องไปวัดกันที่ผลงานในสนามอยู่ดี!



RELATED POSTS

Thought

“สนามหญ้าบ้านข้าง ๆ มัก ‘เขียวกว่า’ บ้านเรา”

ไข่มุกดำ

คืนที่ 2 ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะถึงคิว แมนฯยูไนเต็ด บุกเยือน ยัง บอยส์ แห่งสวิส ในแมตช์แรกของกลุ่ม H หลังเพิ่งจะเตะแมตช์ 5 พรีเมียร์ลีกบุกชนะวัตฟอร์ด ได้ค่อนข้างสวยงาม 2-1

Story

แม็กไกวร์กับสัญญาใหม่ที่สมน้ำสมเนื้อ

SPORTDesk. Team

หลังจากสโมสรเลสเตอร์ ภายใต้การคุมทีมของโคล้ด ปูแอล สามารถเหนี่ยวรั้งตัวของแฮร์รี่ แม็คไกวร์ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษเอาไว้ในรังคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยมต่อไปได้ในฤดูกาลนี้ ทั้งที่ช่วงก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะ เขามีข่าวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างหนักหน่วงรุนแรง และเกือบจะเสียเขาไปอยู่รอมร่อ

Thought

เกาหลีใต้- อุซเบกิสถาน : “ถูกที่” แต่ “ผิดเวลา”

Dechruch

เกาหลีใต้ และ อุซเบกิสถาน เจอกันในรอบรองชนะเลิศฟุตบอล AFC U-23  หรือฟุตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน23 ปีชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดย อุซเบกิสถานเป็นฝ่ายเอาชนะเกาหลีใต้ไปได้ในช่วงต่อเวลา 120 นาที 4 ประตูต่อ 1 ก่อนจะเข้าไปคว้าแชมป์ได้ในที่สุด