พรีเมียร์ลีก : เมษาพาเสียว

2 April 2019
5,369 VIEWS

ฮะแฮ่ม…โปรดเก็บอาการกันสักนิด สำหรับคนที่เห็นชื่อเรื่องแล้วคิดถึงการเล่นน้ำสงกรานต์ หรือ สาว ๆ ในชุดเปียกปอน อันนี้ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะเราจะไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นกันในบทความนี้ เพราะเราอยากจะพูดถึงความเสียวในรูปแบบอื่นมากกว่า 🙂

ชื่อก็บอกอยู่ว่า “พรีเมียร์ลีก : เมษาพาเสียว” มันย่อมต้องหมายว่า เดือน เมษายน เป็นเดือนสำคัญที่เป็นโค้งสุดท้ายในการตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกใครทำผลงานได้ดี ย่อมได้เปรียบมากกว่า โดยที่บรรดากองเชียร์ และ กองแช่งเองก็จะได้ลุ้นแบบเสียวใส้ใจหายกันไปทุกนัด

ส่วน ทำไมต้องเสียว หรือ จะเสียวอะไรนักหนา เนื้อหานั้น มีอะไรมากกว่าแค่ “ทำผลงานให้ดี” อยู่ไม่น้อยเลย เริ่มจากอันนี้…

อาถรรพ์หมายเลข 2

สถิติน่าสนใจอย่างหนึ่งเมื่อเข้าเดือนเมษายนของพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ขึ้นปี 2000 เป็นต้นมาจากฤดูกาล 2000/01 มาจนถึงฤดูกาลที่แล้ว 2017/18 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 18 ฤดูกาล มีการนำกันระหว่างที่ 1 กับที่ 2 ห่าง 2 คะแนนอยู่ 3 ครั้งเท่านั้น คือในฤดูกาล 2002/03 ครั้งนั้น อาร์เซนอล นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 66 ต่อ 64 คะแนน แต่ในปีนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกอังกฤษไปครองด้วยคะแนน 83 ต่อ 78 คะแนน

ในฤดูกาล 2011/12 เป็นครั้งที่สองที่เมื่อย่างเข้าเดือนเมษายน มีการนำกันที่ 2 คะแนน โดยฤดูกาลนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 73 ต่อ 71 คะแนน แต่ผลลงเอยในฤดูกาลนั้นเป็นจังหวะสำคัญที่ใครหลาย ๆ คนคงจำได้ดี กับประตูชัยนาที 94 ของ เซร์คิโอ ‘กุน’ อเกวโร่ ที่ช่วยให้ “เรือใบสีฟ้า” กลับมาทำแต้มเท่ากันที่ 89 คะแนน และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไป ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า

และครั้งล่าสุดในฤดูกาล 2013/14 ครั้งนั้น ลิเวอร์พูล นำ เชลซี 71 ต่อ 69 คะแนน เมื่อเข้าสู่เดือน 4 แต่สุดท้าย เป็นแมนฯ ซิตี้ ที่แซงหน้าทั้ง 2 ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยคะแนน 86 คะแนน ทั้งที่เมื่อเข้าเดือนเมษายน พวกเขามีแค่ 67 แต้ม โดยที่ปิดฤดูกาลนั้น ลิเวอร์พูลเป็นที่ 2 มี 84 คะแนน และเชลซี เป็นที่ 3 มี 82 คะแนน ตามลำดับ

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมี ทุกครั้งที่มีการนำคู่แข่งเมื่อเข้าสู่เดือน เมษายน ห่าง 2 คะแนน ทีมที่นำล้วนแต่ไม่ได้แชมป์ทั้งสิ้น

หากจะค้านว่า เพราะ 2 คะแนน เป็นคะแนนที่น้อย จึงมีโอกาสแซงกันได้ ในฤดูกาล 2001/02, 2008/09 และ 2009/10 ทั้ง 3 ฤดูกาลนี้ มีการนำคู่แข่งกันน้อยกว่า เพียง 1 คะแนนเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ทว่า “ปืนใหญ่” ในปี 2001/02 และ “ปีศาจแดง” ในปี 2008/09 กลับประครองตัวคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลาย ขาดแต่ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2009/10 เท่านั้น ที่นำเชลซี 1 คะแนนเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน แต่สุดท้ายลงเอยด้วยการโดน “สิงห์บลูส์” เฉือนคว้าแชมป์ไป 1 คะแนน ที่ 86 ต่อ 85 คะแนน

ดังนั้นที่ผ่านมา เลข 2 จึงเป็นเลขอาถรรพ์ สำหรับทีมที่นำด้วยช่องว่างเท่านี้เมื่อเข้าเดือนเมษายน ทั้งนี้ ไม่ได้ฟันธงหรือการันตีว่าทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ จะวืดแชมป์แต่อย่างใด เพราะทุกสถิติ มีไว้รอการทำลายทั้งนั้น แต่จะใช่ปีนี้ไหม? ก็คงได้แต่รอดูกันต่อไป

ดีไม่สุดก็หยุดที่แชมป์ได้

หากจะบอกว่า เดือนเมษายน เป็นโค้งสุดท้ายของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ก็คงไม่ผิดแผกไปจากนี้เสียเท่าไหร่ เพราะนี่คือเดือนสุดท้ายที่ฟุตบอลลีกอังกฤษ จะเตะกันเต็ม ๆ เดือน เพราะในเดือนพฤษภาคม ถึงจะมีโปแกรมลงสนามกันตลอดมา แต่ก็มีเพียง 2-3 นัดเท่านั้น

ดังนั้น เดือนเมษายน ควรเป็นเดือนที่แต่ละทีมโดยเฉพาะทีมที่มีเดิมพันต้องทำผลงานให้ดีที่สุด ไม่ว่าเดิมพันที่ว่าจะหมายถึง ตำแหน่งแชมป์, โควตาฟุตบอลยุโรป หรือ การหนีตกชั้น ก็ตาม

แต่ถึงจะบอกแบบนั้น กลับไม่มีทีมล่าแชมป์ทำผลงานชนะ 100% ในเดือนเมษายนมาร่วมทศวรรษแล้ว โดยครั้งสุดท้ายที่มีทีมลุ้นแชมป์ เอาชนะได้ทั้ง 100% ในเดือนนี้คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2008/09 และแน่นอน ผลตอบแทนของพวกเขาต่อผลงานอันยอดเยี่ยมนี้คือแชมป์ลีกนั่นเอง

โดยใน 10 ปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยของชัยชนะในเดือนเมษายนของทีมแชมป์ อยู่ที่ราว 64.7% หรือถ้าให้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่านั้น อาจบอกได้ว่า ถ้าเดือนเมษายน มีเกมแข่ง 5 เกม แชมป์ลีกจะชนะแค่ 3 เกม (60%) หรือถ้ามีเกมเตะ 4 เกม แชมป์ก็จะชนะ 3 เกม (75%) และถ้ามีเกมตกค้างให้มีเกมเตะถึง 6 เกม แชมป์ก็จะชนะได้ 4 เกม (67%) นั่นเอง

และที่น่าสนใจกว่า คือหากนับประวัติศาสตร์ 25 ปีที่ผ่านมาของพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 1992/93 จนถึงฤดูกาลที่แล้ว ทีมแชมป์ที่ชนะได้ 100% เต็ม ในเดือนเมษายน มี 2 ทีมเท่านั้น คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 92/92, 99/00 และ 08/09 กับ อาร์เซนอล ฤดูกาล 97/98 และ 01/02 เท่านั้น

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น นักวิเคราะห์ทั้งหลายมองตรงกันว่า ปัจจัยมาจากเรื่องของ แรงกดดัน ที่มีผลต่อฟอร์มการเล่น และรวมไปถึงความเหนื่อยล้าสะสมทั้งฤดูกาลก็มีส่วนด้วย

ดังนั้น อย่าตกใจไป หากทีมรักพลาดท่า ขอให้นึกว่า การแช่งฝั่งตรงข้าม ยังมีหวังเสมอ ในเดือนเมษายนแบบนี้

เวลาพักมากกว่า ‘ไม่เท่ากับ’ โอกาสคว้าแชมป์เยอะกว่า

ปัจจัยที่สำคัญและถูกนำมาเป็นประเด็นในช่วงเดือนเมษายนอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของโปรแกรมการแข่งขัน โดยในเดือนเมษายนนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องลงเตะมากกว่า ลิเวอร์พูล ถึง 2 นัดถ้วน ซึ่งเกมที่ ซิตี้ ต้องเล่นมากกว่า “หงส์แดง” สองเกม ประกอบไปด้วย เกมพรีเมียร์ลีก นักตกค้างกับ คาร์ดิฟฟ์ ในวันที่ 3 เมษายน และ เกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศกับ ไบรจ์ตัน (ก่อนจะไปเตะชดเชยพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์นั้น วันที่ 24 เมษายนแทน โดยจะพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

โดยถ้ารวมถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทั้งลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ต้องลงเล่นในรอบ ก่อนรองชนะเลิศเหมือนกัน ก็จะทำให้ทีม “เรือใบสีฟ้า” เตะแบบ “โหดสาหัส” มากในเดือนนี้ ถึง 8 เกม หรือให้เห็นภาพคือ พวกเขาต้องเตะทุก ๆ 3-4 วันตลอดทั้งเดือน!

ขณะที่ ซิตี้ เตะถี่ขนาดนั้น แต่ ลิเวอร์พูล จะมีโปรแกรมเพียง 6 นัด คือ ในพรีเมียร์ลีก 4 นัด และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัด ทำให้พลพรรคหงส์แดง จะได้พักเยอะกว่า โดยจะเตะทุก ๆ 4-6 วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเบากว่าไม่น้อย

แต่ทว่า ในสถิติย้อนหลัง 6 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2012/13 กลับกลายเป็นว่า ทีมที่ลงสนามมากกว่าในเดือนเมษายน ทั้งที่ควรจะเหนื่อยล้ากว่า กลับคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลายถึง 3 ฤดูกาล คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 12/13 และ 13/14 ลงสนามมากกว่า ซิตี้ รองแชมป์ฤดูกาล 12/13 และ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 13/14 จำนวน 1 นัดเท่ากัน ทั้ง 2 ฤดูกาล และ เชลซี ในฤดูกาล 14/15 ที่ลงเล่นมากกว่า แมนยู 1 เกม

โดยที่มีฤดูกาล 2015/16 เท่านั้น ที่ทีมแชมป์ได้เล่นน้อยกว่ารองแชมป์ในปีนั้น คือเลสเตอร์ ซิตี้ ที่เล่นน้อยกว่า อาร์เซนอล จำนวน 1 นัดส่วนใน 2 ฤดูกาลหลังสุด ทั้งแชมป์ และ รองแชมป์ ลงเล่นในจำนวนเกมที่เท่ากัน

ดังนั้น ไม่ได้การันตีเสมอไปว่า การลงเล่นน้อยกว่า ได้พักมากกว่า จะได้เปรียบกว่า เพราะการที่บางทีมได้เล่นอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องกว่า ก็ทำให้จังหวะเกมและ โมเมนตั้มของทีมดีกว่าเช่นกัน…ก็ในเมื่อ สถิติมันฟ้องแบบนั้น

ดุเดือด เลือดสาด พลาดไม่ได้

ถึงแม้จะรวบความสถิติมา ร้อยแปดพันเก้า แต่ยังไงก็ไม่สู้วลีคลาสสิกของกีฬาชนิดนี้อย่า “ฟุตบอล..ลูกกลม ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้” อยู่ดี

และไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ จะเป็นไปตามสถิติที่ยกมาข้างบนนั้นทั้งหมด หรือ พลิกแหลก แหกโค้ง โกงความตายอย่างไรก็ตาม ความมันส์ ในการล่าแชมป์ในช่วงท้ายฤดูกาลแบบนี้ ไม่มีเหตุผลเลยที่แฟนบอลจะพลาดการจับตามองในช่วงสำคัญแบบนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้จะทั้ง สนุก เข้มข้น และน่าจะมันส์หยดแล้ว…ไม่ว่าจะเป็น กองเชียร์ และ กองแช่ง ของทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล แล้ว…

เมษานี้ มีเสียว ทุกนัดที่ลงเล่นแน่นอนครับ!