Premier League: Endgame

​หลังการเดินทางที่ยาวนานกว่า 275 วัน กับอีก 370 เกมการแข่งขัน วันนี้ พรีเมียร์ลีกเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายแล้วครับ

​เราได้ทีมที่ (ไม่เต็มใจ) ตกชั้นครบ 3 ทีม และได้ทีมที่ทำอันดับไปสโมสรยุโรปจากเกมลีกครบ (อย่างไม่เป็นทางการ)​ ทั้งในแชมเปี้ยนส์ลีก และยูโรป้า ลีก ซึ่งนั่นทำให้จุดโฟกัสเดียวที่เหลืออยู่สำหรับนัดสุดท้ายจึงอยู่ที่การลุ้นแชมป์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล

​การลุ้นแชมป์ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นการลุ้นแชมป์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์

​เหตุผลนั้นเป็นเพราะนี่คือการลุ้นแชมป์ครั้งแรกที่ทั้ง 2 ทีมที่ได้ลุ้นแชมป์ทำคะแนนได้มากกว่า 90 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของทั้งสองทีมที่สูงอย่างแตกต่างจากทีมที่เหลือ แม้แต่ทีมอันดับ 3 อย่าง เชลซี ยังมีคะแนนตามหลังอันดับ 2 อย่างลิเวอร์พูลถึง 23 คะแนนหรือคิดเป็นการชนะ 7 นัดกับการเสมออีก 2 นัด เท่ากับ 1 ใน 4 ของเกมการแข่งขันในฤดูกาล

​ความพิเศษของการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ยังอยู่ที่การที่ทั้งสองทีมนำอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล แทบไม่ผิดพลาดเลยตลอดช่วง 3 เดือนสุดท้าย ในช่วงที่เรียกว่า run-in ซึ่งปกติแล้วจะเป็นช่วงที่มีความกดดันสูงจนทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย แต่ทั้งสองทีมสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง

​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะรวด 13 นัดในลีก (เท่ากับ 1 ใน 3 ของฤดูกาล) ขณะที่ลิเวอร์พูลชนะรวดมา 8 นัดในลีก และทั้งสองทีมไม่เคยเสียแต้มเลยนับตั้งแต่ 3 มี.ค.

​หากมีทีมใดชนะก่อน อีกทีมก็จะชนะตามทันที และทำให้ในฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งจ่าฝูงมากถึง 32 ครั้ง

​เป็นการขับเคี่ยวที่สูสีประหนึ่งการดวลกันของม้าแข่งชั้นยอด ที่ต้องตัดสินว่าใครจะชนะบนเส้นชัย หรือที่สำนวนภาษาอังกฤษเรียกว่า down to the wire

​แน่นอนความได้เปรียบอยู่กับซิตี้ ซึ่งกุมชะตาชีวิตเอาไว้ในมือของพวกเขาเอง

​ถ้าทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า บุกไปเอาชนะและคว้า 3 คะแนนได้ที่เอเม็กซ์ สเตเดี้ยมของ ไบรจ์ตัน ทุกอย่างก็จบ เป๊ปจะเป็นกุนซือคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และเป็นกุนซือคนแรกของทีมสีฟ้าแห่งแมนเชสเตอร์ ที่ป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ด้วยคะแนนรวม 98 คะแนน อาจจะน้อยกว่าปีกลายที่ทำได้ถึง 100 คะแนน แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานว่าหากทีมใดคิดจะแข่งกับพวกเขาก็ต้องทำคะแนนให้ได้ในระดับนี้

​อันที่จริงคำถามนี้เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้วว่าจะมีทีมใดที่สามารถจะสู้กับทีมที่เก่งจนเหมือนโกงแบบพวกเขาได้หรือไม่? เพราะในฤดูกาลที่แล้ว ซิตี้ คว้าแชมป์ตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลถึง 5 นัด (โดยที่หากไม่แพ้แบบสุดช็อกต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดการคว้าแชมป์จะเร็วขึ้นและสวยงามขึ้นอีกมาก) พวกเขาทิ้งห่างยูไนเต็ดถึง 19 คะแนน (และทิ้งห่างลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 4 ถึง 25 คะแนน)

​แต่ลิเวอร์พูล ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดได้เมื่อพวกเขารวมพลังกันต่อสู้กับซิตี้ได้จนถึงวันนี้

​ตลอด 37 นัดที่ผ่านมา “หงส์แดง” สร้างความประทับใจให้กับทุกคนด้วยการเล่นที่เต็มไปด้วยสปิริตนักสู้ พวกเขาไม่ได้เล่นได้ดีที่สุดทุกนัด หลายนัดที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่ลิเวอร์พูลก็กลับมาได้เสมอ

​ไม่ว่าจะเป็นลูกยิงของ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ตีเสมอเชลซี, ลูกที่มาตกลงบนหัวของดิวอค โอริกิ ในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ กับเอฟเวอร์ตัน, ลูกโหม่งของโม ซาล่าห์ ในช่วงท้ายเกมกับสเปอร์ส, ลูกจุดโทษของเจมส์ มิลเนอร์ ในเกมกับฟูแล่มและคาร์ดิฟฟ์​, 2 ประตูในช่วงท้ายในเกมกับเซาแธมป์ตัน และ​ลูกโขกอีกครั้งของโอริกิ ในเกมกับนิวคาสเซิล

​ปกติแล้วมันเป็นสิ่งที่เราพูดกันว่านี่คือ “ดวงแชมป์”

​เพียงแต่ดูเหมือนกับคู่แข่งอย่างซิตี้ ดวงอย่างเดียวอาจไม่พอเพราะการหลุดฟอร์มเสมอถึง 4 จาก 6 นัดในช่วงปลายเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนมีนาคมทำให้สถานการณ์ในการลุ้นแชมป์พลิกผัน จากที่เคยนำถึง 5 แต้ม 7 แต้ม กลับต้องมาเป็นฝ่ายไล่ตามแทน

​พวกเขาทำดีที่สุดแล้วในการไล่ตามทีมอย่างซิตี้มาได้ถึงขนาดนี้

​และซิตี้ก็ทำได้ดีที่สุดเช่นกันในการยกระดับจิตใจนักสู้ของตัวเองจนสามารถรักษาตำแหน่งจ่าฝูงเอาไว้ได้

​เพียงแต่ทุกอย่างมันยังไม่จบ มันจะจบลงก็ต่อเมื่อสิ้นสุดเสียงนกหวีดสุดท้ายในคืนนี้

​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เปรียบแต่พวกเขายังมีสิ่งที่ต้องทำ

​เช่นกันกับลิเวอร์พูลที่ก่อนจะคิดถึงความช่วยเหลือจากไบรจ์ตันพวกเขาต้องสู้เพื่อคว้าชัยชนะในเกมนี้ให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก

​ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไร นี่คือฤดูกาลหนึ่งที่เราจะจดจำร่วมกันถึงการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ที่เข้มข้นจนถึงหยดสุดท้าย

​ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไร ทั้ง “เรือใบสีฟ้า” และ “หงส์แดง” ต่างก็สู้อย่างเต็มที่ ทำดีที่สุด และทำให้แฟนบอลของพวกเขาภูมิใจ

​ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างไร มันคือช่วงเวลาที่งดงามของเกมฟุตบอล

​เอาไว้เล่าให้ลูกให้หลานฟังได้ว่าครั้งหนึ่ง…

​ประโยคปิดท้าย อยากพูดว่าอะไรก็ตั้งจิตเอาไว้ในใจแล้วอธิษฐานเอานะครับ 🙂

​ผมมีเกร็ดนิดๆหน่อยๆมาฝากด้วยครับ

-นี่เป็นครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่พรีเมียร์ลีกจะตัดสินแชมป์กันในเกมสุดท้าย

-การคว้าแชมป์ 4 ครั้งหลังสุดของเป๊ป เขาจะคว้าแชมป์โดยคะแนนขาดถึง 10 คะแนนเป็นอย่างน้อย ในฤดูกาลนี้จึงเป็นการลุ้นแชมป์ที่โหดที่สุดที่เขาเคยเผชิญในรอบเกือบ 10 ปี

-ครั้งสุดท้ายที่เป๊ป เจอความกดดันแบบนี้คือปี 2010 บาร์เซโลน่าของเขามีคะแนนนำเรอัล มาดริด 1 แต้มนัดสุดท้าย (บาร์ซ่าชนะ 4-0 ในเกมสุดท้าย, มาดริด เสมอ 0-0)

-จนถึงตอนนี้ลิเวอร์พูล แพ้เกมเดียว ทำได้ 94 คะแนน กับผลต่างประตูได้เสีย 65 ลูก มันดีพอที่จะคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 113 จาก 119 ฤดูกาลในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

-สมมติลิเวอร์พูลชนะวูล์ฟส พวกเขาจะทำได้ 97 คะแนน น้อยกว่าในฤดูกาล 1978-79 ในยุคบ็อบ เพสลีย์ ที่ทำได้ 98 คะแนน (อย่าลืมว่านั่นคือยุคทองของหงส์แดง!)

-ไบรจ์ตัน ความหวังเดียวของลิเวอร์พูลในเวลานี้ พวกเขามีสถิติการเล่นในบ้านแย่กว่าการเล่นนอกบ้าน และเกมเดียวที่พวกเขาชนะในเอเม็กซ์สเตเดี้ยม นับตั้งแต่เข้าปี 2019 คือการชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ทีมบ๊วยเมื่อเดือน มี.ค.

-และไบรจ์ตัน ทำประตูในบ้านได้แค่ 3 ลูกในปี 2019 เลวร้ายที่สุดในทั้ง92 สโมสรลีกอาชีพของอังกฤษ

-ขณะที่วูล์ฟส เป็นทีมที่ทำผลงานในการเจอทีม Top7 ด้วยกันดีเป็นลำดับที่ 3 รองจาก ซิตี้ และลิเวอร์พูล และมักจะทำผลงานได้ดีเสมอในการเจอทีมใหญ่กว่า