“ปรัชญา” ราเยวัช (ฉบับเต็ม)

8 December 2018
765 VIEWS

ฟุตบอลไม่มี “ถูก” หรือ “ผิด” นะครับ แต่เป็นเกมกีฬาที่สามารถสร้างให้ผู้คนมีความสุข, เศร้า,ร้องไห้, เสียใจ, บ้า,คลั่ง, โกรธ หรือเก็บเป็นเรื่องราวมาเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ

ผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านน่าจะยังพูดถึงทีมชาติไทยกับผลงานในศึกอาเซียน คัพ ที่ผ่านมากันอยู่

จะพูดกับเพื่อน หรือเสวนากับคนรอบข้าง หรือจู่ ๆ เพื่อนคนหนึ่งโทรศัพท์มาหา แชตไลน์เข้ามาแล้ววกมาคุยถึง “ช้างศึก” กันเฉยเลยก็มี

ผมเองได้มีโอกาสคุยกับ “โค้ช” และนักฟุตบอลหลายต่อหลายคน และแอบส่อง แอบฟังเสียงสะท้อนของ “พวกเรา” แฟนบอลนะครับก่อนจะ “เขย่า” เรื่องในวันนี้ขึ้นมาความยาวกว่า 2,000 คำ และน่าจะใช้เวลาอ่าน 5-10 นาที

เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำความ “เข้าใจ” มิโลวาน ราเยวัช, นักเตะของเรา และตัวพวกเราเองที่ตั้ง “ความหวัง” กันไว้มากกับฟุตบอลรายการนี้

ผม “กรอง” ไว้ 5 ข้อโดยไม่ได้มี “เจตนา” ชี้นำ หรือปักธงใด แต่จะปลายเปิดเอาไว้ในทุกหัวข้อ

พูดคุยกันได้แบบสร้างสรรค์นะครับ…ขอบคุณครับ

 

1.สิ่งที่ราเยวัช “คิด”

กุนซือเซอร์เบีย พูดตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เข้ามารับตำแหน่งถึงความสำเร็จของทีมฟุตบอลที่ต้องเล่น “เกมรับ” ได้ดี และไม่ว่าจะเป็นเกมคิงส์ คัพ, นัดกระชับมิตร เรื่อยไปถึงคัดเลือกบอลโลก 2018 โซนเอเชียรอบสุดท้าย

แฟนบอล “ช้างศึก” ได้เห็น “แนวทาง” ในการทำทีมโดยเน้นผลการแข่งขันไว้ก่อนแบบนี้มาตลอด

กระทั่งก่อนถึงทัวร์นาเมนท์ อาเซียน คัพ 2018 ที่ขุนพลนักเตะไทยต้องเจอขุนศึกเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมี “ฝีเท้า” ใกล้เคียงกัน หรือเราเหนือกว่าจาก “สถิติ” ความสำเร็จในการแข่งขันบอลภูมิภาคนี้

ประเด็นอันเป็นเป็นหัวข้อ “สนทนา” จึงมีเรื่องทัพ “ช้างศึก” จะมีกลยุทธ์ในการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนท์นี้อย่างไร?

แฟนบอลไทยจะได้เห็นความ “แตกต่าง” จากช่วงเวลาที่ผ่านมาของราเยวัชหรือไม่?

พร้อม ๆ กับความคาดหวังในความสำเร็จกับโอกาสเดียวจะได้เห็นทีมชาติชุดใหญ่ “โม่แข้ง” ในระดับอาเซียน

โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า “ช้างศึก” ต้องเตรียมใช้ฟุตบอลรายการนี้สำหรับสู้ศึกใหญ่ เอเชียน คัพ ที่จะเริ่มในเดือน มกราคม 2019

รวมความแล้ว ราเยวัช เลือก “วิธีการหลัก” ตามแนวทางถนัดของตนเองนั่นคือ “เกมรับ” ที่เหนียวแน่น โดยน่าจะ “ประเมิน” สถานการณ์ทั้งเรา และคู่แข่งแล้วว่า เป็น “กลยุทธ์” ที่ดีพอจะรักษาแชมป์อาเซียน คัพ ไว้ได้

(ประเด็นนี้จะมี “ขยาย” ในหัวข้อต่อ ๆ ไป)

 

2.สิ่งที่แฟนบอล “ต้องการ”

ไม่เฉพาะแฟนบอลไทย แต่คอบอล “ทั่วโลก” น่าจะมีพฤติกรรมเหมือนกันนั่นคือ ต้องการให้ “ทีมรัก” เล่นฟุตบอลสวยงาม สนุกสนาน และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเก็บผลการแข่งขันได้ด้วย

การได้มาซึ่ง 2 สิ่งนี้พร้อม ๆ กัน: เล่นสวย และชนะ ไม่ใช่สิ่งง่าย หาไม่แล้วทีมฟุตบอลทุกทีมในโลกคงจะเล่น “tiki-taka” หรือบิ้วท์เกมจากผู้รักษาประตูขึ้นมาได้เหมือน แมนฯซิตี้ หรือบาร์เซโลน่า หรือทีมชาติสเปน กันหมด

แม้แต่ “แชมป์โลก 2 สมัย” ฝรั่งเศสในบอลโลก 2018 ที่ผ่านมาก็ยังไม่ใช่ทีมที่เล่นสวยงาม หรือเน้นต่อบอล ครองบอล ด้วย ดิดิเยร์ ชองป์ส เล็งเห็นถึง “จุดแข็ง” ของทีมก่อนจะกลั่นกรองออกมาเป็นวิธีการเล่นที่ได้เห็นนักเตะอย่าง คิเลียน เอ็มบัปเป้ เป็นแกนสำคัญในเกมรุกโต้กลับ

อองตวน กริซมันน์ เป็นตัวเพลย์เมคเกอร์,เอนโกโล กองเต้ ตัดเกม, ราฟาเอล วาราน เป็นหัวใจเกมรับ ไม่นับกระทั่ง พอล ป๊อกบา ยังเล่นได้โดดเด่นในแดนกลาง

ที่สุดท้ายเอาชนะทีมที่เล่นสวยงามอย่าง โครเอเชีย ลงได้ หรือผ่านเบลเยียม ในรอบตัดเชือกได้สำเร็จ

ดังจะเห็นได้ว่า “ธรรมชาติ” แฟนบอลรัก “ฟุตบอล” ในแง่ The most beautiful game คือ ชอบดูฟุตบอลสวยงาม

แต่สามารถ “ยอมรับ” ได้หากฟุตบอลเน้นผลการแข่งขันจะสามารถเก็บ “ผลลัพธ์” ที่ต้องการได้

สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุค โจเซ่ มูรินโญ่ ถูก “โจษจัน” มากมายในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน ณ เวลาที่ยังไม่อาจ delivery ความสวยงามเหมือนยุค เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พร้อม ๆ กับความสำเร็จในสนามได้

หลังเล่นไปเล่นมากลายเป็น แมนเชสเตอร์ โยนไนเต็ด และอันดับยังร่วงห่างจากจ่าฝูง แมนฯซิตี้ 18 แต้ม และตามหลัง “บิ๊กโฟร์” 8 คะแนนหลังผ่านไป 15 นัด

เรียกได้ว่า “โดนหนัก” เพราะผลงานก็ไม่ได้ และฟุตบอลก็ไม่ได้ “เข้าตา”

กับทีมชาติไทย สถานการณ์อาจจะต่างไป เพราะอย่างที่เรียนไว้ใน “ข้อ 1” ราเยวัช น่าจะ “ประเมิน” แล้วว่า เล่นรูปแบบนี้ ด้วยวิธีการนี้วิธีการเดียวที่จะเตรียมไว้สำหรับ เอเชียน คัพ น่าจะพอเพียง

การยิงได้ 17 ประตูเสีย 5 จาก 6 นัดก็ดูเหมือนจะ “ตอบโจทย์”

แต่เมื่อทำได้ไม่ดีพอ ทุกอย่างจึง “ย้อนกลับ” มาเป็นหอกทิ่มแทงตนเอง

แม้ว่า หากเพียงแค่ “จุดโทษ” ลูกนั้นเข้าไป การประเมินของกุนซือเซิร์บ และ “สตอรี่” ของทีมชาติไทยคงจะไม่เป็นเช่นนี้

 

3.Football Intelligence

คือ ความ “ชาญฉลาด” ของตัวนักฟุตบอล โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์ “หน้างาน” ที่แม้จะมีการ “จำลอง” เป็นการฝึกซ้อมทุกรูปแบบใน training sessions แล้ว

แต่ใน “สนามจริง” ก็คือ “ของจริง” ที่ไม่มีทางเหมือน “สนามซ้อม” ได้ 100%

ดังนั้น “แท็คติกส์” ที่เตรียมมา คือ เรื่องหนึ่งที่สำคัญ

ขณะที่อีกเรื่องคือ football intelligence ของผู้เล่นที่จะต้องปรับให้ได้ “กลมกล่อม” กับแท็คติกส์ที่ได้วางไว้ และ “หน้างาน” ของจริง

จาก “ตัวอย่าง” 2 เหตุการณ์ผ่าน 2 ประตูที่เสีย

ประตูแรก: พรรษา ตัดสินใจออกจากตำแหน่ง ตามประกบกองหน้ามาเลเซีย ที่ดร็อปตัวมารับบอล และแปะออกข้างด้านขวาให้ ซาฟารี ที่เติมเกมรุกขึ้นมา และยังมีกองหน้าผิวสี ซูมาเรย์ ฝังอยู่ริมเส้นขวา

ดาวเตะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เลือกจะวิ่งกลับประจำตำแหน่งแบ็คโฟร์คู่กับเฉลิมพงษ์ในกรอบเขตโทษก่อนที่ในอีกไม่กี่จังหวะถัดมา ซาฟารี แบ็คขวาจะยิงประตูแรกในนามทีมชาติมาเลเซียได้แบบงดงาม

ในเชิงการตัดสินใจ พรรษาเลือกทำตาม “แผนการเล่น” และกลับตำแหน่งซึ่งไม่ใช่สิ่งผิด

แต่ในเชิง football intelligence เซนเตอร์ฮาล์ฟร่างโย่งอาจจะตามประชิดเพื่อdelay ซาฟารีได้ก่อน เพราะอยู่ใกล้ที่สุด

อย่างไรก็ดี หากดูภาพนี้อีกครั้งจะเห็น ศุภชัย วิ่งประคองด้านในไม่ได้ “บล็อก” หรือป้องกันซาฟารีเป็นด่านแรกทางฝั่งนี้เพื่อปะทะเป็นด่านหน้าให้กรกชที่กลายเป็นโดนสถานการณ์ 2:1

ทว่าสุดท้ายแล้ว นักเตะไทยน่าจะ “ประเมิน” แล้วว่า ซาฟารี ไม่น่าจะยิงประตูได้สำเร็จจากระยะไกลดังกล่าว แม้จะมีทั้งพื้นที่ และเวลาแบบที่เห็นก็ตาม

ประตูนี้ หากให้ยิง 10 ครั้งอาจจะเข้า 2-3 ครั้งเป็นอย่างมาก

แต่บังเอิญ “โชคร้าย” ที่ครั้งนี้เป็นประตูตีเสมอ 1-1 หลังเราออกนำได้เพียง 7-8 นาที และกำลังเล่นได้มั่นใจ

เรียกได้ว่า มันคือการ “ผสมผสาน” (combination)กันระหว่าง แท็คติกส์, football intelligence และจังหวะการยิงที่ ซาฟารี ทำได้ดีจริง ๆ

ประตูที่ 2: เกิดจากบอลมาจากฝั่งขวา หรือแบ็คซ้ายของเราอีกเช่นกันที่สุดท้ายบอลไปจบที่ดาวซัลโว เบอร์ 9 นอร์ชาห์รูล ซึ่งจับบอลแรกกระเด้งกระดอน แล้วกลับตัว ก่อนจะยิง

ทั้งหมดรวม 3 จังหวะแบบช้า ๆ ในกรอบเขตโทษที่เราไม่มีใครประกบ และตัวใกล้สุด เฉลิมพงษ์ ยืนในแนวกรอบ 6 หลาเหมือนเพื่อน ๆ อีก 3 คน

ขณะที่มิดฟิลด์ สรรวัชญ์ ในจังหวะดังกล่าวจะยืนระดับเส้น 18 หลา ส่วนนอร์ชาห์รูล ยืนประมาณแนวจุดโทษ 12 หลา

หรือก็คือ “ยืนว่าง” ระหว่างไลน์มิดฟิลด์ และกองหลังของเราในกรอบเขตโทษ

ด้วย “แท็คติกส์” อาจไม่ผิดที่ไลน์รับจะยืนด้วยกันแบบนั้น หรือมิดฟิลด์ประจำการในไลน์ดังกล่าวที่อาจจะห่างไปนิด แต่ก็ไม่ได้แย่ไปนัก

ทว่าด้วย football intelligence นักเตะควรทราบหรือไม่ว่า “ประตู” เกิดขึ้นได้เพราะ “คน” ไม่ใช่ “พื้นที่” ดังนั้นการเลือกยืนบนพื้นที่ของตัวเองตามแท็คติกส์ ตามโค้ชสั่งในสถานการณ์เช่นนี้จึงมี “ความเสี่ยง”

จังหวะนี้ มิดฟิลด์ควรจะถอยลงมาประกบ หรือเฉลิมพงษ์ควรตัดสินใจ “เอาเอง”

อย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ “ปล่อยว่าง”

ณ จุดที่ต้องชมเชย football intelligenceของนอร์ชาห์รูล ที่ไปยืนในจุดที่ภาษาบอลเรียกว่า “pocket hole” (ขอบคุณข้อมูล “โค้ชน้อย” อนันต์ อมรเกียรติ) หรือที่ว่างที่อันตรายที่สุดในกรอบเขตโทษ

ทั้ง 2 ประตู เราต้อง “เรียนรู้” ร่วมกันว่า “แท็คติกส์” การยืนตำแหน่ง (positional play) มีความสำคัญ

แต่เราต้องไม่ลืม “หน้างาน” ที่ต้องอาศัยความชาญฉลาด (football intelligence) ในการอ่านเกม อ่านสถานการณ์ โดยเฉพาะ “ภัยอันตราย” หน้างานที่เกิดขึ้นฉับพลันตลอดเวลาด้วยเช่นเดียวกัน

 

4.แท็คติกส์ Plan B

เสริมจาก “ข้อ 1” เช่นเดียวกันครับว่า เมื่อราเยวัช และทีมงานอาจร่วมกัน “ประเมิน” แล้วว่า เล่นด้วย Plan A หรือ “เน้นรับ” อย่างเดียวเพื่อจะเตรียมรากฐานไปสู่เอเชียน คัพ

“เพียงพอ” แล้วกับความสำเร็จในรายการนี้

ฉะนั้น การเตรียมการสำหรับ “แผน 2” หรือ Plan B คงไม่ได้เตรียมตัวมา หรือเตรียมมาน้อยอันแสดงให้เห็นจากสถานการณ์ 1-0 และ 2-1 หลังจากเรา “ขึ้นแท่น”

หรือ 1-1 และ 2-2 หลังจากเรา “ต้องยิง” เพื่อทำลายกฎอเวย์โกล

รูปแบบการเล่นของทีมชาติไทยแทบไม่แตกต่าง เช่น ยังครองบอล ต่อบอลได้ไม่กี่ครั้ง หรือยังเป็นการรุกค่อนข้างไดเร็กต์ (โยนยาวไปที่ว่างหลังไลน์แบ็ค)

หรือยังคงรับค่อนข้างต่ำ, หรือยังคงมีผู้เล่นสนับสนุนเกมรุกไม่มากพอ,หรือ transition ยังคงไม่รวดเร็ว และทำได้เด็ดขาด ฯลฯ

อันทำให้ สถานการณ์ที่ต้องการประตู ทัพ “ช้างศึก” ไม่ได้มีรูปแบบที่ชัดเจน หรือเปลี่ยนแปลงแบบ “แตกต่าง” จาก Plan A ของตนเอง

ยกตัวอย่าง สโมสรอาร์เซนอล ในเวลานี้ของ อูไน เอเมรี่ ที่กำลังได้รับคำชมเชยว่า สามารถ “แก้เกม” และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ระหว่างเกมโดยเฉพาะ “ครึ่งหลัง” ให้พลิกสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

การทำได้เช่นนี้ต้องผ่านการ “ฝึกซ้อม” ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนตัวผู้เล่น “คาแร็กเตอร์” ที่แตกต่างลงมา หรือปรับตำแหน่งเล็กน้อยภายใต้ระบบเดิม

หรือกระทั่งเปลี่ยนระบบในระหว่างเกม 90 นาทีก็สามารถทำได้

เรียกได้ว่า เอเมรี่ ได้ฝึกฝนทีมให้เป็นทีมบอลสมัยใหม่ หรือก็คือ มีทั้งวิธีการเล่นที่เป็น “พิมพ์เขียว” ของตัวเองไว้เป็นหลักในการต่อกรกับคู่แข่ง

ขณะที่มี Plan B หรือแม้กระทั่งPlan C, Plan D ด้วยซ้ำไว้แก้เกมยามสถานการณ์จาก Plan Aไม่เป็นใจ

ครับ ทั้งหมดต้องผ่านการฝึกซ้อม

แต่ก็อย่างที่เรียนไว้ใน “ข้อ 1” ว่า ราเยวัช อาจจะ “ประเมิน” พลาดไปจึงมีแค่ Plan A

หรือที่ต้อง “ยอมรับ” เช่นกันว่า มาเลเซีย ทั้ง 2 แมตช์ หรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์ที่เราไปเยือนล้วนมีความสามารถในระดับที่ไม่ธรรมดา

หรือก็คือเล่น “เกิน 100%” เกินศักยภาพ ขณะที่เราเล่น “ตามแผน” ซึ่งอาจไม่ได้เต็มศักยภาพของทีม

ในจุดนี้อาจเปรียบเทียบได้กับการประกวดแข่งขัน “ร้องเพลง” หรือแข่ง “ดีเจ”

“ตัวเต็ง” ประเมินแล้วว่า น่าจะผ่านรอบแรก ๆ ได้แน่ และไม่น่ามีปัญหาหากจะออกอาวุธเด็ด หรือใช้เทคนิคการร้อง, การใช้โน้ต ฯลฯ เพียงแค่ 7 จาก 10 ของขีดความสามารถตนเอง

เพื่อที่เข้ารอบสุดท้ายแล้วค่อยไป “ปล่อยเต็ม”

ทว่าโชคร้าย คู่แข่ง “ตัวรอง” จัดเต็มตั้งแต่ยกแรก และมาดีเกินคาดทุกคน

จนสุดท้าย “ตัวเต็ง” ไม่ผ่านรอบคัดเลือกทั้งที่ศักยภาพยังเหลืออีกเพียบ เพราะยังปล่อยของไม่หมด

แต่ต้องมาตายเพราะ “ประเมิน” สถานการณ์พลาดนั่นเอง

 

5.อนาคตช้างศึก 2019

จากทัวร์นาเมนท์ อาเซียน คัพ 2018 ที่ “ช้างศึก” ได้เล่นกับทีมระดับใกล้กัน หรือต่ำกว่าทำให้ได้เห็น “ตัวตน” ที่ชัดเจนที่สุดของ มิโลวาน ราเยวัช และทีมงาน

หลังจากก่อนหน้านี้เรามักจะเจอกับคู่แข่งขันที่ “เหนือกว่า” มาโดยตลอด

แน่นอน อาเซียน คัพ คือการ “เผาหลอก” แต่เอเชียน คัพ คือ “เผาจริง” ที่กุนซือเซอร์เบียต้องเอา “บทเรียน” ทั้งหมดมาปรับปรุงแก้ไข

ทุก “สถานการณ์” ที่เผชิญจากอาเซียน คัพ ล้วนสำคัญ

ทีมชาติไทยต่อไปนี้ต้องมีความสามารถในการ “รับมือ” และต่อสู้ได้ในทุกสภาวะไม่ว่าจะมี 4 สิงห์: มุ้ย, อุ้ม,เจ และตอง หรือไม่ก็ตาม

ฟุตบอล คือ เกมกีฬาที่มีแพ้ และชนะ อันเป็นสิ่งที่แฟนบอลพร้อมจะเข้าใจ

แต่หากแพ้แล้วแพ้แบบไหน? หรือล่าสุด อาเซียน คัพ ที่ไม่ชนะ แต่ดีเทลเป็นแบบไหน?

นั่นคือ “คำถาม” จากแฟนบอลที่มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น หากเป็นการแสดงออกแบบสุภาพชน

ทั้งนี้ ดังจะเห็นว่า แฟนบอลแสดงความ “ศรัทธา” และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบทะลุหลัก 5 หมื่นคนในเกมนี้กับมาเลเซีย

และน่าจะ “สนามแตก” หากได้เข้าชิงชนะเลิศกับเวียดนาม…ตามนัด

ฉะนั้น “ศรัทธา” ไม่ได้หายไปไหน และพลังเชียร์นั้น “พร้อมเสมอ” เมื่อถึงเวลาที่ชาติต้องการ

เช่นกัน เมื่อถึงเวลา เอเชียน คัพ พวกเรา “ช้างศึก” หมายเลข 12 ก็พร้อมจะยืนเคียงข้าง เคียงบ่า เคียงไหล่ โดยไม่มี “เงื่อนไข” และข้อแม้

ปล่อยเพียงให้บทเรียนครั้งนี้ และผลงานเท่านั้นเป็นเครื่อง “พิสูจน์” ครับ