จากพ่อมดวงการเกมสู่การเป็น CEO หงส์แดง

เมื่อวานนี้ที่สหรัฐอเมริกา มีข่าวใหญ่เมื่อทีมเจ้าถุงเท้าแดง บอสตัน เรด ซอกซ์ สามารถพิชิตแอลเอ ดอดเจอร์ส คว้าแชมป์เวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นแชมป์ใหญ่ที่สุดในโลกของเบสบอลมาครองได้ และเป็นการคว้าแชมป์อีกครั้งหลังจากที่ได้มาในครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2013 หรือ 5 ปีที่แล้ว

เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดีแบบอ้อม ๆ สำหรับแฟนลิเวอร์พูลไปด้วยเพราะเรดซอกซ์นั้นเป็นทีมกีฬาที่มีกลุ่ม FSG หรือ Fenway Sports Group กลุ่มทุนกีฬาอเมริกันเป็นเจ้าของเหมือนกันเรียกว่าเป็นทีมพี่ทีมน้องกันก็ว่าได้

ก็มีการพูดกันสนุก ๆ นะครับว่าถ้า “หงส์แดง” มาวินได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ด้วยจะถือเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

อย่างไรดีเรื่องนี้ต้องว่ากันอีกยาวเพราะฤดูกาลเพิ่งจะผ่านพ้น 1 ใน 4 และคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี ก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้ง่ายๆอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ต้องปรบมือให้กับการบริหารงานของ FSG นะครับที่สามารถเปลี่ยนยักษ์หลับอย่างลิเวอร์พูลให้กลับมาเป็นทีมระดับท็อปของประเทศได้อีกครั้งทั้ง ๆ ที่มองย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่แล้วที่พวกเขาเข้ามาเทคโอเวอร์นั้นอย่าว่าแต่เรื่องคว้าแชมป์เลยแค่จะกลับไปยึดพื้นที่ท็อปโฟร์ก็แทบเป็นเรื่องที่ยากจนท้อแล้ว

เรื่องของวิสัยทัศน์ในการทำงานการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยเฉพาะในวงการที่พวกเขาไม่รู้จักมาก่อนเลยอย่างฟุตบอล (หรือซอคเกอร์ในประเทศของเขา) นั้นเรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเด่นมากๆของ FSG คือการเลือกใช้คนและเรื่องนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้สโมสรก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

และหนึ่งในขุนพลสำคัญของสโมสรในเวลานี้คือ CEO ที่ชื่อ ปีเตอร์ มัวร์

โดยบทบาทแล้วมัวร์เข้ามาทำหน้าที่แทน เอียน อายร์ อดีตผู้บริหารคนเก่งที่อำลาทีมไปเมื่อปี 2017 ครับซึ่งในเวลานั้นก็เป็นเรื่องที่น่าใจหายเพราะอายร์ทำผลงานเอาไว้ได้ดีและที่สำคัญเขาเป็นสเกาเซอร์แต่กำเนิด

แต่ก็ไม่น่าเชื่อนะครับว่าคนมาแทนอย่างมัวร์ก็เป็นสเกาเซอร์ด้วยเหมือนกัน (ทำให้แอบคิดว่าคนเมืองนี้เก่งวุ้ย) และมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจทีเดียว

CEO คนปัจจุบันของลิเวอร์พูลเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล เติบโตในครอบครัวคนต่อเรือเรียกว่าเป็น Liverpool born and bred โดยแท้

นั่นทำให้เขารู้จักและเข้าใจเมืองและรู้ว่าสโมสรฟุตบอลแห่งนี้มีความหมายแค่ไหนต่อเมืองนี้

แต่ก่อนจะได้โคจรกลับมาทำงานในสโมสรมัวร์ซึ่งเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยคีลและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้เริ่มต้นทำงานกับ Patrick USA บริษัทลูกของบริษัทผลิตเครื่องกีฬาสัญชาติฝรั่งเศส

ก่อนจะทำงานกับ Reebok แบรนด์กีฬาเมืองลุงแซมเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ

จากนั้นชีวิตของมัวร์ก็พลิกผันครับได้ไปทำงานกับ SEGA บริษัทเกมชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งแม้ว่าลูกชายของเขาจะชื่นชอบเครื่องเกม SEGA Saturn อย่างมากแต่มัวร์แทบไม่รู้จักเรื่องของเกมเลยแม้แต่น้อย

แต่ด้วยความสามารถทำให้มัวร์กลายเป็นคนสำคัญของ SEGA สาขาอเมริกาเหนือเป็นคีย์แมนในยุคของเครื่องเกม Dreamcast และตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือตำแหน่ง COO ของ SEGA of America

ในยุคนั้น Dreamcast ถือเป็นเครื่องเกมที่ดีทีเดียวครับ มีเกมดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Shenmue แฟรนไชส์ดังที่เป็นความภูมิใจของมัวร์

ครั้งหนึ่งมัวร์ เล่าให้ฟังว่าเขาต้องผ่านการตรวจรักษาความปลอดภัยในสนามบินที่ชิคาโก้แล้วถูกเจ้าหน้าที่โวยอย่างหนักจนตกใจ โดยเหตุผลที่ถูกโวยคือการที่ปล่อยเกม Shenmue ให้ไปปรากฏในเครื่อง Xbox (ของไมโครซอฟท์) 

น่าเสียดายสำหรับมัวร์ที่เขาต้องทิ้งงานที่ SEGA ไปทั้งๆที่กระแส Dreamcast กำลังเริ่มติดไฟเพราะบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาอย่างหนักและมีการแจ้งว่าหากไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าก็จะมีปัญหาและท้ายที่สุด SEGA ก็ยุติการผลิตฮาร์ดแวร์หรือเครื่องเกม

ฝีมือในการปั้นเครื่อง Dreamcast ของเขาทำให้ไมโครซอฟท์สนใจดึงตัวเขามาทำงานในโปรเจ็คต์ Xbox ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ Electronic Arts หรือ EA ที่แฟนเกมรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะผู้ผลิตเกม FIFA และเกมกีฬาดี ๆ อีกมากมาย

และที่สุดแล้วเขาถูกทาบทามให้กลับมาทำงานในบ้านเกิดอีกครั้งเมื่อปี 2017 ในฐานะ CEO ของสโมสรลิเวอร์พูลที่ขึ้นตรงกับ FSG  

ช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมามัวร์มีผลงานพอสมควรครับแต่ที่ผมอยากพูดถึงเป็นพิเศษคือการเชื่อมโยงระหว่างสโมสรเข้ากับชุมชนและเมืองดังจะเห็นได้จากโครงการเพื่อชุมชนแคมเปญการกุศลมูลนิธิของสโมสร 

มีสถิติตัวเลขที่น่าสนใจจากฤดูกาล 2017-18

• มีเด็ก 152,000 ที่ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อชุมชนของลิเวอร์พูล

• มีการมอบตั๋วเข้าชมเกมในสนามให้กับเด็ก ๆ ท้องถิ่นจำนวนกว่า 1,100 ใบ

• มีเด็กท้องถิ่น 845 คนที่ได้สัมผัสประสบการณ์การชมเกมจาก Executive Box หรือบ็อกซ์ผู้บริหารซึ่งได้การสนับสนุนจากเหล่าสปอนเซอร์

• ร่วมบริจาคอาหาร 1,768 มื้อให้แก่ครอบครัวในชุมชนใน foodbank

• ร่วมบริจาคอาหารกลางวันให้แก่ผู้สูงอายุ 450 คน
• เตรียมอาหารเช้า 700 ที่ให้แก่คนท้องถิ่นในระหว่างช่วงวันหยุดโรงเรียน

• จัดฝึกสอนฟุตบอลมากกว่า 70 ครั้งในแต่ละสัปดาห์

มัวร์รู้จักโครงการ Reds Neighbours ที่ดูแลชุมชนรอบสโมสรไม่ใช่แค่ L4 แต่ไปถึง L5 และ L6 (ย่านละแวกแอนฟิลด์) และคิดว่าสโมสรควรจะยื่นมือช่วยเหลือและเขาเชื่อว่าหากคนอย่างเขาลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่างคนอื่นก็น่าจะอยากทำตาม

แน่นอนครับว่าเป้าหมายในสนามของมัวร์คือการทำให้ลิเวอร์พูลเป็นยอดทีมที่มีศักยภาพทัดเทียมคู่แข่งโดยเฉพาะหากพูดตรง ๆ คือเป้าหมายอยู่ที่การแซงหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดให้ได้

แต่มันจะไม่มีความหมายอะไรเลยหากสโมสรจะไม่หันมามองคนข้าง ๆ ที่ให้กำลังใจเสมอมา

นี่คือ CEO ที่เดอะค็อปควรภูมิใจครับ

ดังนั้นในโอกาสที่ปีเตอร์มัวร์เดินทางมาเยือนบ้านเราและเปิดโอกาสให้แฟนๆได้พบใกล้ชิดในกิจกรรมวันพุธที่ 31 ต.ค.นี้ที่ Super Sports ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัลเวิลด์เวลา 14.30 น. ก็อยากเชิญชวนให้มารวมต้อนรับกันเยอะๆ

เผื่อมีอะไรอยากฝากไปถึงท่าน CEO ว่าอยากให้ดูแลหัวใจเดอะค็อปคนไทยอย่างไรอยากให้ทีมกลับมาเยือนบ้านเราแค่ไหนไปกระซิบข้างหูกันได้ในงานนะครับ 🙂



RELATED POSTS

Story

โตเกียว โอลิมปิก 2020 : ญี่ปุ่นจะควบคุมสภาพอากาศเพื่อโอลิมปิก

Mr.BOSTON

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อุณหภูมิของประเทศญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสูงทะลุ 41 องศาเซลเซียส จากที่ถูกรังสีความร้อน หรือ ฮีทเวฟ เล่นงาน ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าสิ่งเดียวกันนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2020 และจะส่งผลเสียต่อการแข่งขัน ไม่มากก็น้อย

Thought

5 กระแสฮอตในโซเชียล

มาริโน่

ในฐานะคนเสพสื่อโซเชียล โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ คือคนที่โพสต์หรือคอมเมนท์ในเชิงวิจารณ์ทีมหรือนักเตะรายบุคคล มักโดนตำหนิติติงพร้อมกับประโยคคลาสสิกทำนองว่า

Thought

4 แต้ม มากแต่น้อย หรือ น้อยแต่มาก

มาริโน่

หลังศึก If You Want Blood (You’ve Got It) ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม จบด้วยชัยชนะของแชมป์เก่า แมนฯ ซิตี้ 2-1 ช่องว่างห่างจ่าฝูงบนตารางอย่างลิเวอร์พูล ถูกบีบจาก 7 ลงมาเหลือตาม 4 คะแนน