“อดีตกาล” แห่งปัจจุบัน และอนาคต

17 December 2018
3,601 VIEWS

มองใน “แง่ดี” ที่สุด โจเซ่ มูรินโญ่ อาจพูดว่า ประตู 2-1 และ 3-1 เกิดจากการ reflect หรือยิงแล้วแฉลบกองหลังเปลี่ยนทิศทางผ่านมือ ดาวิด เด เกอา โดย “ซูเปอร์ซับ” เซอร์ดาน ชาห์คิรี่

ในเกมที่อาจจบลงด้วยการเสมอ 1-1 ก็ได้

หรือตามที่เล่น “จิตวิทยา” ไว้ก่อนเกมว่า อะไร ๆ ก็ดู “เข้าทาง” จ่าฝูง ลิเวอร์พูล ที่อาจไม่ชนะทั้งเอฟเวอร์ตัน และนาโปลี ณ ช่วงเวลานี้ที่ทำอะไรก็ดูดีไปหมด

อย่างไรก็ดีครับ หากมองใน “แง่ลบ” ผมอยากให้ทุกท่านคลิ๊ก bit.ly/2GlAp37 ดูคอมเมนต์พวกเรา (ลูกเพจ) จากโพสต์ก่อนหน้านี้ว่า แท้จริงแล้ว “ความเห็น” ส่วนใหญ่ของคนในเพจนี้มองเกมนี้ ‘3 คำ’ แบบไหน

ครับ นี่คือ “แดงเดือด” ที่ในรายละเอียดแล้ว “ห่างชั้น” กันมากที่สุดครั้งหนึ่งทั้งในแง่ “สถิติ” และ “ภาพจริง” ในสนามที่ทุก “ดีเทล” ลูกทีมมูรินโญ่ ตกเป็นรอง และเป็นรองอยู่พอสมควรทีเดียว

ครองบอล 64:36%, โอกาสยิง 36:6, คอร์เนอร์ 13:2, ยิงเข้ากรอบ 11:2, ครอสส์ 29:7 ตลอด 90 นาที

ใน “ดีเทล” ยิ่งกว่านั้น คือ 10 นาทีแรก ลิเวอร์พูลได้เตะมุม 4 ครั้ง, 3 โอกาสทำประตูสวย ๆ เฉพาะอย่างยิ่งจาก เฟียร์มิโน่ ด้วยซ้าย แล้วเด เกอา เซฟได้จากโอกาสยิงทั้งหมด 7:1 ครั้งภายใน 15 นาทีแรก

ประตูนำ 1-0 นาทีที่ 24 โดยฟาบินโญ่ หยอดเข้า half-space ให้มาเน่ กดเข้าไปยังถือว่า มีความพิเศษ สวย และสมบูรณ์แม้จะ “โชคร้าย” ที่อลิสซง ทำพลาดรับลูกผ่านเข้ากลาง “ธรรมดา ๆ” จากริมเส้นของลูคาคูหลุดมือให้ลินการ์ดยิงตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 33

ทว่า รวมความแล้ว นี่คือ “แดงเดือด” ครึ่งแรกที่สนุกที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะ “เกมเปิด” ในระดับหนึ่ง และมูรินโญ่ก็ “สู้” ในระดับที่น่าพอใจ

จนนำมาซึ่งจังหวะทำประตูถึง 19 ครั้ง (15:4) ในครึ่งเวลาแรก

ทั้งนี้ ผมมองว่า ด้วยแต้มห่าง 16 คะแนนก่อนเตะ และสถิติ “ไร้พ่าย” ในลีกซีซั่นนี้ของลิเวอร์พูล คือ “ตัวแปร” สำคัญสำหรับมูรินโญ่ และเด็ก ๆ

มันคือ “คะตะไลต์” หรือตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทีมปิศาจแดงยิ่งมีความฮึกเหิมจะเอาชนะในเกมนี้มากกว่าปกติที่เจอกับหงส์แดงทีไร เมื่อไหร่ ก็จะเต็มทะลัก 100% อยู่แล้ว

เปิดฉากเกมมา 5 นาทีแรก ขุนพลปิศาจแดงแสดงเจตจำนงจะรุกสู้ และสร้างเซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกัน

กระทั่งเจ้าถิ่นเริ่ม “ตั้งหลัก” ได้ สถานการณ์ต่าง ๆ จึง “ลงเอย” ตามที่เรียนไว้ข้างต้นที่ได้เห็นชัดเจนถึง “ความห่าง” ของทั้ง 2 ทีมเทียบไม่ได้กับที่ผ่านมาที่จะเห็น “ความต่าง” และห่างได้น้อย

เพราะมูรินโญ่ ใช้ “แท็คติกส์” รถบัสบ้าง, hit and hope (โยนยาว หวังลุ้น) บ้างจน เยอร์เก้น คลอปป์ ก็ไม่เคยชนะแมนฯยูไนเต็ด ได้เลยกระทั่งแมตช์นี้

ที่สุดท้ายแล้วก็ “ไม่ง่าย” เหมือนไฟนอลสกอร์ 3-1 เพราะหากไม่ได้ ชาห์คิรี่ และลูกยิงแฉลบ

หงส์แดงก็อาจจะไม่สามารถหาวิธีเอาชนะ เด เกอา และมูรินโญ่ ได้

อย่างไรก็ดีครับ สิ่งที่เห็นชัด และตรงกับสัมภาษณ์ก่อนเกมจากฝั่ง คลอปป์ คือคำว่า “พยายาม”

เกมนี้ “ตอบ” ได้ชัดเจนว่า ไม่ว่าสถานการณ์ใด แม้กระทั่งตอนนำ 2-1 และ 3-1 ลิเวอร์พูลก็ยังคงบุก และมีความ “พยายาม” จะเดินหน้าทำประตูเพิ่ม

ระบบ 4-2-3-1 น่าจะ “ตอบโจทย์” ได้จริงในเกมยาก ๆ หรือยามรู้ว่า ไม่อยากเสี่ยงถึงขีดสุดกับคู่ต่อกรที่พร้อมจะ “เคาน์เตอร์แอทแทค”

อย่างน้อย “เกมรับ” ก็ intact (แน่น) และไม่ได้เห็น ลูคาคู, เฟลไลนี (ที่ลงมาครึ่งหลัง), แรชฟอร์ด หรือลินการ์ด (ยกเว้นจังหวะซ้ำทำประตู) สร้างอันตรายได้จากการสร้างสรรค์เกมรุก

ตรงกันข้าม ลิเวอร์พูลจะน่ากลัวที่สุดก็ตอน transition หลังจากแมนฯยูฯรุกไม่ว่าจะรุกสำเร็จ หรือโดนตัดบอลนั่นแหละครับ

ผมจึงบอกว่า เกมนี้ มูรินโญ่ คงเจอ “โจทย์หิน” เรื่องแต้มห่างเยอะ และแรงกระตุ้นอยากจะเป็นทีมแรกชนะลิเวอร์พูล

ทำให้ “กล้าหาญ” มากกว่าปกติ แต่ด้วยรูปแบบวิธี และตัวผู้เล่น

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้ดีที่สุดเท่านี้จริง ๆ

เกมนี้ ไม่เพียงทำให้คลอปป์ และลิเวอร์พูลรักษาสถิติไม่แพ้ได้ต่อไปรวมถึง “แซง” แมนฯซิตี้กลับขึ้นจ่าฝูงได้สำเร็จ

แต่มันเป็นเกมที่สร้างขวัญ และกำลังใจถึง “ขีดสุด” ณ แมตช์ที่ 17 ของซีซั่นกับคู่แข่งที่ยากที่สุดเสมอมา

เกมนี้แสดงให้เห็นจริงจังว่า คลอปป์ “เรียนรู้” แล้วจริง ๆ

“ตอกย้ำ” คำพูดนี้อีกครั้งหลังแมตช์นาโปลีที่ลิเวอร์พูลชุดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้มาแล้ว bit.ly/2ryGJtL

ขณะที่แมนฯยูฯ กับอันดับกลางตาราง ห่างจากจ่าฝูงแล้ว 19 แต้ม และสิ่งที่ได้เห็นจากเกมนี้สามารถ “ตอกย้ำ” เช่นกันว่า ฟุตบอลของ โจเซ่ มูรินโญ่ คือ “อดีตกาล” แห่งปัจจุบัน และอนาคต

ตรงข้ามกับลิเวอร์พูล ที่ฟุตบอลเกมนี้ และกับนาโปลี คือ ปัจจุบัน และอนาคตที่สะท้อน “อดีตกาล” อันรุ่งเรืองของสโมสร…