การประกาศอำลาทีมชาติบนความเจ็บปวดของ ‘เมซุต โอซิล’

ในที่สุดเมซุตโอซิลก็ประกาศอำลาทีมชาติเยอรมนีทั้งที่มีวัยเพียง 29 ปีเท่านั้นโดยสาเหตุของการประกาศอำลานั้นเกิดจากความรู้สึกเจ็บปวดน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเกิดจากเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติและการไม่ได้รับเกียรติจากทุกฝ่าย

แต่ก่อนจะตัดสินอะไรในเรื่องนี้ผมคิดว่าลองฟังถ้อยแถลงจากโอซิลกันดูก่อนนะครับ

อาจจะยาวสักหน่อยแต่ผมขออนุญาตไม่ตัดออกแม้แต่คำเดียว

“สำหรับประเด็นที่ทำให้ผมไม่พอใจมากที่สุดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาคือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของเดเอฟเบโดยเฉพาะประธานเดเอฟเบไรน์ฮาร์ดกรินเดิลภายหลังจากที่ภาพของผมกับประธานาธิบดีเออร์โดกันผมได้รับการร้องขอจากโยอัคคิมเลิฟให้รีบกลับมาจากการพักผ่อนและเดินทางไปเบอร์ลินเพื่อที่จะออกแถลงการณ์ร่วมกันในการยุติเรื่องทั้งหมดและทำทุกอย่างให้ชัดเจนในขณะที่ผมกำลังพยายามอธิบายต่อกรินเดิลถึงที่มาและชาติกำเนิดของผมและเหตุผลที่ผมถ่ายภาพนั้นเขากลับสนใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้ในมุมมองการเมืองของเขาเพียงอย่างเดียวและดูแคลนต่อเหตุผลของผมถึงการกระทำของเขาจะดูเหมือนสนับสนุนผมเราได้ตกลงร่วมกันว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการกลับมาสนใจในเรื่องฟุตบอลในช่วงของฟุตบอลโลกและนั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวของเดเอฟเบต่อหน้าสื่อมวลชนในช่วงของการเตรียมความพร้อมก่อนฟุตบอลโลกผมรู้ว่าพวกนักข่าวจะพูดถึงเรื่องของการเมืองและไม่สนใจฟุตบอลพวกเขาต้องการแค่จะโจมตีผมถึงแม้ว่าประเด็นทั้งหมดนั้นควรจะจบลงได้แล้วตั้งแต่การสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของโอลิเวอร์เบียร์โฮฟฟ์ในช่วงก่อนเกมกับซาอุดีอาระเบียที่เลเวอร์คูเซ่น”

“ในช่วงเวลานั้นผมได้เข้าพบกับประธานาธิบดีเยอรมนีแฟรงค์-วอลเตอร์สไตน์ไมเออร์ซึ่งแตกต่างจากกรินเดิลมากท่านประธานาธิบดีสไตน์ไมเออร์นั้นเป็นมืออาชีพกว่าและสนใจในสิ่งที่ผมพยายามบอกเรื่องครอบครัวของผมชาติกำเนิดของผมและการตัดสินใจของผมผมจำได้ว่าการพบกันในครั้งนั้นมีเพียงแค่ตัวผมอิลคาย(กุนโดกัน)​ และท่านประธานาธิบดีสไตน์ไมเออร์ส่วนกรินเดิลเขาไม่พอใจที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเพื่อที่จะจุดประเด็นในเรื่องการเมืองที่เขามีเป้าประสงค์ผมตกลงร่วมกันกับท่านประธานาธิบดีในการออกแถลงการณ์ร่วมกันถึงเรื่องนี้เพื่อที่เราจะได้ก้าวผ่านมันไปและกลับมาสนใจเรื่องฟุตบออีกครั้งแต่กรินเดิลนั้นไม่พอใจที่ทีมของเขาไม่ได้เป็นทีมแรกที่ได้ออกแถลงการณ์​และหงุดหงิดที่ทีมเจ้าหน้าที่ดูแลสื่อของท่านประธานาธิบดีสไตน์ไมเออร์เป็นผู้นำในการจัดการเรื่องนี้”

“เมื่อฟุตบอลโลกจบลงกรินเดิลตกอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างรุนแรงจากการตัดสินใจของเขาในช่วงก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นซึ่งก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้วและไม่นานนี้เขาได้พูดต่อที่สาธารณะว่าผมควรที่จะอธิบายถึงการกระทำของผมเองอีกครั้งและโทษว่าผมคือต้นเหตุของผลงานที่ย่ำแย่ของทีมในรัสเซียทั้งๆที่เขาเคยบอกกับผมว่าเรื่องนี้มันจบลงแล้วตั้งแต่ที่เบอร์ลินการที่ผมออกมาพูดในครั้งนี้นั้นผมไม่ได้ทำเพื่อกรินเดิลแต่นี่เป็นสิ่งที่ผมอยกากจะพูดถึงผมจะไม่ยอมเป็นแพะรับบาปในการไร้ความสามารถที่จะบริหารจัดการงานของตัวเองได้อย่างเหมาะสมผมรู้ว่าเขาอยากเขี่ยผมออกจากทีมหลังจากภาพนั้นปรากฏและได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้บนทวิตเตอร์โดยที่ปราศจากการยั้งคิดหรือการปรึกษาใครขณะที่โยอัคคิมเลิฟและโอลิเวอร์เบียร์โฮฟฟ์พยายามที่จะยืนหยัดเคียงข้างผมและให้การสนับสนุนผมในายตาของกรินเดิลและผู้สนับสนุนของเขาผมจะเป็นคนเยอรมันก็ต่อเมื่อเราชนะแต่ทันทีที่แพ้ผมจะกลายเป็นผู้อพยพทันทีเรื่องนี้เป็นเพราะถึงแม้ผมจะเสียภาษีให้แก่เยอรมนี,บริจาคให้แก่โรงเรียนมากมายในเยอรมนีและได้แชมป์โลกกับเยอรมนีในปี 2014 ผมก็ยังไม่เคยเป็นที่ยอมรับในสังคมผมถูกปฏิบัติอย่าง’แตกต่าง’ จากคนอื่นผมได้รับ ‘Bambi Award’ในปี 2010 จากการเป็นตัวอย่างของการปรับตัวเข้ากับสังคมเยอรมันผมได้รับรางวัล ‘Silver Laurel Leaf’ ในปี2014 จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและผมเคยเป็น‘ทูตทางฟุตบอลของเยอรมัน’ในปี2015 แต่มันชัดเจนว่าผมไม่ใช่คนเยอรมัน…? มีเกณฑ์ข้อไหนสำหรับการเป็นคนเยอรมันที่ผมไม่เข้าข่ายบ้าง?เพื่อนของผมลูคัสโพดอลสกี้และมิโรสลาฟโคลเซ่ไม่เคยถูกพูดถึงเลยว่าเป็น‘เยอรมัน-โปแลนด์’ แล้วทำไมผมถึงถูกมองว่าเป็น‘เยอรมัน-ตุรกี’? นั่นเป็นเพราะตุรกีหรือ?เพราะเพราะผมเป็นมุสลิม?ผมคิดว่านี่คือประเด็นที่สำคัญมากการถูกมองว่าเป็นเยอรมัน-ตุรกีมันเป็นการแบ่งแยกคนที่มีครอบครัวที่มีพื้นเพมากกว่า1 ประเทศตัวผมเกิดและได้รับการศึกษาที่เยอรมันแล้วทำไมทุกคนถึงไม่ยอมรับว่าผมเป็นคนเยอรมัน?

“ความคิดแบบกรินเดิลนั้นยังพบเห็นได้จากคนอื่นด้วยผมถูกเรียกจากแบร์นด์โฮลซ์เฮาเออร์(นักการเมืองชาวเยอรมัน)ว่าเป็น ‘goat-f*ker’ จากผมของผมที่ถ่ายร่วมกับประธานาธิบดีเออร์โดกันและพื้นเพชาวตุรกีของผมนอกจากนี้ยังมีแวร์เนอร์สเตียร์(Chief of German Theatre) ที่บอกให้ผมควรจะ ‘ย้ายก้นหนีไปที่อนาโตเลีย’สถานที่ในตุรกีที่เป็นศูนย์ของผู้อพยพซึ่งก็เหมือนกับที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่ามันเป็นการวิจารณ์และเป็นการดูถูกเหยียดหยามชาติกำเนิดของผมอย่างน่ารังเกียจและการใช้การเหยียดเชื้อชาติเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบนี้สามารถนำไปสู่การยอมจำนนของเหล่าคนที่น่ารังเกียจเหล่านั้นคนที่ใช้ภาพของผมกับประธานาธิบดีเออร์โดกันเป็นโอกาสในการแสดงความต้องการที่จะเหยียดเชื้อชาติที่ฝังลึกในใจของพวกเขาซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากต่อสังคมพวกเขาไม่ได้มีอะไรที่ดีไปกว่าแฟนบอลเยอรมันที่ตะโกนด่าผมหลังจบเกมกับสวีเดนผมยังไม่อยากพูดถึงเรื่องของจดหมายจากคนที่เกลียดชังผมโทรศัพท์ที่โทรมาข่มขู่และความเห็นบนโซเชียลมีเดียที่ผมและครอบครัวต้องเผชิญพวกเขาคือตัวแทนของเยอรมันในอดีตเยอรมันที่ไม่เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆและเยอรมันที่ผมไม่คิดภูมิใจเลยแม้แต่น้อยผมมั่นใจว่ายังมีชาวเยอรมันที่น่าภาคภูมิใจอีกจำนวนมากที่พร้อมเปิดรับแนวคิดสังคมที่เปิดกว้างและเห็นด้วยกับผม”

“สำหรับคุณไรน์ฮาร์ดกรินเดิลผมผิดหวังในตัวคุณแต่ผมไม่ได้ประหลาดใจอะไรในการกระทำของคุณเมื่อปี 2004 ในขณะที่คุณยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนของเยอรมันคุณเคยพูดว่า‘การมีวัฒนธรรมที่หลากหลายนั้นเป็นเรื่องลี้ลับและเป็นเรื่องโกหกชั่วชีวิต’ในขณะเดียวกันคุณก็โหวตคัดค้านกฏหมายการถือครองสองสัญชาติและบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการทุจริตเช่นเดียวกับการที่เคยบอกว่าวัฒนธรรมอิสลามนั้นแทรกซึมเข้ามาในหลายเมืองในเยอรมันมากเกินไปซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยกโทษให้ได้และไม่สามารถที่จะลืมเลือนได้

 “สำหรับการปฏิบัติที่ผมได้รับจากเดเอฟเบและอีกหลายคนทำให้ผมไม่ต้องการที่จะสวมเสื้อทีมชาติเยอรมันอีกต่อไปผมรู้สึกว่าผมไม่เป็นที่ต้องการและผมคิดว่ามันสิ่งที่ผมทำให้กับทีมตลอดนับตั้งแต่การเริ่มลงเล่นในทีมชาติเมื่อปี 2009 ได้ถูกลืมเลือนไปแล้วคนที่มีประวัติในการเหยียดเชื้อชาตินั้นไม่ควรที่จะได้ทำงานในสหพันธ์ฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกเพราะมีผู้เล่นจำนวนมากที่มีพื้นเพจากครอบครัวที่มีเชื้อชาติหลากหลายทัศนคติแบบพวกเขานั้นไม่ได้ถูกสะท้อนผ่านผู้เล่นที่เล่นให้ทีมชาติ”

“ด้วยความโศกเศร้าผมได้ไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงผ่านมาอย่างถี่ถ้วนแล้วผมไม่ต้องการที่จะเล่นให้กับเยอรมันในระดับทีมชาติอีกในขณะที่ผมยังรู้สึกถึงการเหยียดเชื้อชาติและการไม่เคารพต่อกันผมเคยสวมเสื้อทีมชาติเยอรมันด้วยความภาคภูมิใจและตื่นเต้นแต่ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นแล้วการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่กระทำได้อย่างอยากยิ่งเพราะผมทุ่มเทให้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคนสตาฟฟ์โค้ชและคนดีๆในเยอรมันเสมอแต่เมื่อผู้บริหารระดับสูงของเดเอฟเบกระทำต่อผมเช่นนี้ขาดความเคารพต่อชาติกำเนิดตุรกีของผมและใช้ผมเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนั้นผมถือว่ามันควรจะพอได้แล้วนี่ไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะเล่นฟุตบอลและผมจะไม่เพิกเฉยหรือไม่กระทำการใดๆในเรื่องนี้การเหยียดเชื้อชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะได้รับการยอมรับอย่างเด็ดขาด”

เมซุต โอซิล

…อ่านจบแล้วผมคิดว่าเราน่าจะเข้าใจโอซิลมากขึ้น

ส่วนตัวแม้จะไม่ชอบฟอร์มการเล่นในสนามในช่วง1-2 ปีหลัง(ไม่เฉพาะในฟุตบอลโลก) แต่เรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับเขาทุกอย่าง

และอยากให้จับตามองกระแสสังคมต่อจากนี้ผมเชื่อว่าน่าจะสะเทือนไม่เพียงแค่เดเอฟเบ

แต่อาจจะกระเทือนต่อสังคมเยอรมันทั้งประเทศ

พวกเขาควรตื่นและรู้ได้แล้วว่าอะไรควรทำหลังจากนี้