ปฏิบัติการคืนราชันย์ สู่ความเป็นราชารอบ 2 ของ ‘ซีดาน’ | by SPORTDesk. Team

18 July 2020
123 VIEWS

สปอร์ตไลต์ที่ฉายไปหาการแตกสลายอย่างช้า ๆ ของ บาร์เซโลนา ที่มีวี่แววว่าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหลังจบฤดูกาลทำให้ประเด็นความยิ่งใหญ่ของแชมป์ ลาลีกา สมัยที่ 34 ของเรอัล มาดริด อาจจะดูจางลงไปบ้าง แต่เป็นการจางที่ไม่ได้หม่นหมอง และยังคงความยิ่งใหญ่ของทีม “ราชันชุดขาว” ไว้อย่างเต็มเปี่ยม และเบื้องหลังของความสำเร็จครั้งนี้คงต้องยกเครดิตครึ่งหนึ่งหรือจะมากกว่านั้นให้กับ ซิเนดีน ซีดาน ที่กลับมาปลุกชีพราชันย์ให้กลับมาเป็นราชาได้อีกครั้งอย่างงดงาม

ย้อนกลับไปราวปีเศษ คนส่วนมากเชื่อว่า ซีดาน ไม่ควรกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชเรอัล มาดริด เป็นคำรบที่ 2 หลังลาทีมไปได้ราว 1 ปี เพราะสภาพทีมในตอนที่เขาเข้ามาอีกครั้งนั้น เรียกได้ว่าค่อนข้างสะเปะสะปะ และการมาของเขาในช่วงเดือนมีนาคม 2019 ก็ช้าเกินไปกว่าที่จะเปลียนแปลงอะไรได้ ทำให้ เรอัล มาดริด จบด้วยอันดับที่ 3 ของลาลีกา เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันโดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขามีผลงานแย่กว่ารองแชมป์ 2 ปีติด ต้องย้อนไปในฤดูกาล 1972/73 – 1973/74 เลยทีเดียว

เมื่อกลับมาเล่นในต้นฤดูกาลนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้หายไป โดยในช่วงแรกหลังผ่านไป 3 เกม เรอัล ตกไปอยู่อันดับที่ 5 และเสียงวิจารณ์ถึงตัวเขาก็หนาหูขึ้น แต่หลังจากสัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป เรอัล มาดริดก็ไม่เคยอยู่ต่ำกว่าอันดับที่ 2 อีกเลย ซึ่งนี่เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่าภายใต้อดีตนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกคนนี้ เรอัล มาดริด ได้กลายมาเป็นทีมที่คงเส้นคงวาอีกครั้ง และนั่นก็เป็นกุญแจสู่การกลับมาคว้าแชมป์ลาลีกา ครั้งแรกในรอบ 3 ปีของทีมได้สำเร็จ

คำถามที่น่าสนใจคือ ‘ซีดาน เปลี่ยน เรอัล มาดริด จากทีมในปีก่อนให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งได้อย่างไร?’ และเขาทำมันได้ยังไงทั้งที่ไร้สตาร์หมายเลข 1 อย่างคริสเตียโน โรนัลโด ที่ย้ายออกไปจากทีมแล้ว และนี่คือ 5 ปฏิบัติการผ่าตัดทีมของซีดาน ที่พอจะมองเห็นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา

ใคร ๆ ก็ยิงได้

การไม่มีคริสเตียโน โรนัลโด ในทีมทำให้ประตูที่เคยทำได้หลักร้อยต่อฤดูกาล หล่นลงมาเหลือแค่ 63 ประตูในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งนี่เป็นจุดใหญ่ใจความสำคัญที่ทำให้ เรอัล มาดริด ล้มเหลวเมื่อฤดูกาลก่อน ใสในฤดูกาลนี้ ซีดาน แก้ปัญหานี้ด้วยการคลาสสิกอย่างการไม่ฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป

ตัวเลขที่น่าสนใจในฤดูกาลสุดท้าของ ซีดาน กับ เรอัล ก่อนที่เขาจะพักงานไปในคำรบแรกนั้น มีนักเตะของทีมทำประตูได้ในลาลีกาเพียง 15 คน แต่ยอดยิงประตูรวมสูงถึง 96 ประตู แต่ในฤดูกาลนี้ มีนักเตะทำประตูได้ในลาลีกาถึง 21 คน แต่มีประตูรวมแค่ 68 ประตูเท่านั้น นั่นหมายความว่า ซีดาน เปลี่ยนแท็กติกการเข้าทำของทีมไม่ให้มีตัวจบสกอร์ตายตัวเพียงแค่ตนเดียว แต่อาศัยทีมเวิร์กมากขึ้น ใครว่างก็ยิงได้ ถึงแม้ตัวทำสกอร์หลักจะเป็น คาริม เบนเซมา ที่ซัดไป 21 ประตู แต่เขาก็ทิ่งคนที่ตามมาอย่าง เซร์คิโอ รามอส ถึง 11 ประตู นอกจากนั้นไม่มีใครยิงได้ถึง 10 ประตูเลยแม้แต่คนเดียว

การไม่มีคนทำประตูตายตัว ทำให้พวกเขาเล่นบอลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในภาวะที่ทีมไร้ ‘พระเอก’ ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ให้กับทีมได้หมด และความหวงบอลจะหมดไป และนี่คือจุดแรกที่ซีดาน เปลี่ยนเรอัล มาดริด ในฤดูกาลนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

แท็คติกใหม่ ใช้บอลรับ

ตัวเลขที่น่าแปลกในในฤดูกาลนี้ คือ เรอัล มาดริด กลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในบรรดาลีกใหญ่ยุโรป พวกเขาเสียประตูไปแค่ 23 ประตูตลอดฤดูกาล ดีกว่า แอตเลติโก มาดริด อันดับ 2 ของยุโรปในตอนนี้อยู่ถึง 3 ประตู สำหรับ ‘ตราหมี’ การเสียประตูน้อยไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะนั่นเป็นธรรมชาติของฟุตบอลสไตล์ ดิเอโก ซิเมโอเน แต่ที่น่าแปลกใจคือ นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของเรอัล มาดริด แบบที่เรารู้จักกันเลย

ซีดาน รู้ดีว่า การขาดโรนัลโด ทั้งสตาร์ที่ซื้อมาทดแทนอย่าง เอเด็ง อาซาร์ ก็ต้องนั่งเยอะกว่าเล่น และคนอื่น ๆ ในทีมอย่าง โทนี โครส, ลูกา โมคริช ก็สวมวิญญาณผู้ช่วยมากกว่าเพชฌฆาต ดังนั้นเข้าใจดีว่าทีมจะต้องทำประตูได้น้อยลง และเพื่อชดเชยสิ่งนั้นการใช้เกมรับมาช่วยประครองเกมบุกจึงเกิดขึ้น แต่การเล่นเกมรับสไตล์ เรอัล มาดริด ไม่ใช่การส่งบอลให้คู่แข่งบุก ทว่ามันคือการครองบอลให้นานกว่าและปิดโอกาสการโต้กลับเร็วของฝั่งตรงข้ามซึ่งมักกลายมาเป็นประตูในปีก่อน

เกินครึ่งของ 37 เกมในลาลีกา ฤดูกาลนี้ เรอัล มาดริด ครองบอลมากกว่าคู่แข่ง และด้วยทักษะของผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์หลายคน การครองบอลและลำเลียงบอลไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แถมแท็กติกนี้จะมีประสิทธิภาพเป็น 2 เท่าเมื่อทีมขึ้นนำ เพราะฝั่งตรงข้ามต้องวิ่งไล่บอลแข่งกับเวลาจนหมดแรงกันไปเอง หรือในบางเกมที่พวกเขาได้ประตูท้ายเกมมันก็มาจากการครองบอลให้คู่แข่งไล่จนเหนื่อยและโหมบุกในช่วงท้ายด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า

ทีมที่จะทำแบบนี้ได้ผู้เล่นต้องมีทักษะการครองบอลที่ยอดเยี่ยม และจ่ายบอลอย่างแม่นย่ำ พูดง่ายๆ คือ ต้องเป็นนักเตะทื่พื้นฐานค่อนข้างดี และมีความนิ่ง มีประสบการณ์ และนั่นก็หาได้ในทีมเรอัล มาดริด ชุดนี้ซึ่ง ซีดาน มองเห็นข้อได้เปรียบตรงนี้และใช้มันได้อย่างมีประโยชน์ที่สุดด้วย

ปั่นใหม่ใช้เก่า ให้เก๋าประครองสด

ไม่ใช่แค่หวังแชมป์ในปีนี้ หรือปีหน้าแล้วจบกัน แต่ ซีดานได้วางรากฐานให้ทีมในอนาคต เขาไม่ได้แค่ใช้นักเตะซุเปอร์สตาร์ที่มีอยู่อย่างเดียว แต่ในฤดูกาลนี้เราได้เห็นเวรุ่งหลายคนได้รับโอกาสให้ลงเล่นอย่างมีนัยยะ อาทิ แฟร์ลังด์ แมนดี้ ที่มักจะได้ได้สลับเล่นกับ มาร์เซโร วิเอรา, เฟเด บัลเบร์เด ที่ได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่แทนลูกา โมดริช บ่อยครั้ง และรวมไปถึงการให้โอกาสนักเตะอย่าง วินิเซียส จูเนียร์ และ โรดริโก โกเอส อีกด้วย

นัยยะตรงนี้ไม่มีอะไรยากเกินคาดเดา เมื่อ มาร์เซโล อายุถึง 32 ปี แล้ว และลูกา โมดริช ก็มีวัยถึง 34 ปี การต้องมีเลือดใหม่ขึ้นมาแทนที่เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นว่าจะช้า หรือเร็วแค่ไหน และ ซีดาน ก็ค่อนข้างชัดเจนที่จับคู่นักเตะหนุ่มและสลับพวหเขาให้ลงเล่นกับนักเตะรุ่นเก๋าอย่างลงตัวแบบที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ โดยพวกดาวรุ่งได้โอกาสในการลงเล่น ขณะที่ตัวเก๋า ๆ ก็ได้พักบ้างในบางเกม โดยขณะที่พวกเขาลงสนามก็จะกลายเป็นแบบอย่างให้เด็ก ๆ ที่จับคู่กับพวกเขาลงเล่นไปในตัว

นี่จึงไม่ใช่แค่การกลับมาเพื่อหวังคว้าแชมป์ปี หรือ สองปี แล้วแยกย้าย แต่มันคือการวางรากฐานที่สำคัญไว้ให้เรอัล มาดริด จะได้เดินหน้าต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่ต้องมาเสียเวลาเพื่อสร้างทีมใหม่

จิตใจที่แข็งแกร่งจะเห็นอุปสรรคมีไว้ให้หาทางแก้

เราอาจจะโฟกัสกันที่ บาร์เซโลนา กับปัญหาร้อยแปดพันเก้า ถึงขนาดมีบางคนกล่าวว่า “เรอัล มาดริด โชคดีที่ บาร์ซา มีปัญหา” หรือ “เรอัล มาดริด โชคดีที่ไม่ต้องเจอปัญหาแบบบาร์ซา” แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อมองย้อนกลับไป ซีดาน เจอปัญหาทั้งปีไม่ต่างกัน โดยเฉพาะปัญหาน่าปวดหัวอย่างผู้เล่นบาดเจ็บ อย่าลืมว่ามันมีช่วงเวลาหนึ่งที่เรอัล มาดริด ต้องเล่นโดยไม่มี ‘เพลย์เมกเกอร์’ เลยแม้แต่คนเดียว เพราะทั้ง เอเด็ก อาซาร์, อิสโก, มาร์โก อเซนซิโอ พากันเจ็บไปทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่นักเตะอีกหลายคนที่ทีมฝากความหวังไว้ตอนซื้อมาไม่สามารถปรับตัวได้ ทั้ง ลูกา โยวิช, เอเด็ง อาซาร์ เอแอร์ มิลิเตา หรือ โรดริโก โกเอส เองก็ตาม แถมยังมีปัญหาที่เป็นดรามามาตลอดปีอย่างเรื่องของ แกเร็ธ เบล ตัวสำรองที่แพงที่สุดในโลก กับความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นต่อซีเนดีน ซีดาน มาตั้งแต่เปิดฤดูกาลด้วย

แต่ทั้งหมดนั้นต้องให้เครดิต ซีดาน ที่ควบคุมมันได้ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับทางฝั่งคู่แข่งอย่าง บาร์เซโลนา ที่ปัญหามีแต่บานปลายออกไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมีส่วนทำให้พวกเขาพลาดแชมป์ลาลีกา ทั้งที่เมื่อฟุตบอลกลับมาเตะอีกครั้งหลังโควิด-19 สถานการณ์ในตารางคะแนนของ ‘เจ้าบุญทุ่ม’ ดีกว่า ‘ราชันชุดขาว’ด้วยซ้ำไป

อย่ายอมแพ้…อันนี้สำคัญที่สุด

22 จาก 68 ประตูของเรอัล มาดริด เกิดขึ้นมาหลังนาทีที่ 70 ของเกมลาลีกาจำนวน 37 เกม ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนประตูทั้งหมดก็เกือบ 30% และในจำนวนนั้นมีประยูที่ชี้เป็นชี้ตายหรือเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันจากแพ้ให้เป็นเสมอ และ จากเสมอเป็น 3 คะแนนเกือบครึ่ง นี่แสดงถึงจิตใจของนักเตะเรอัล มาดริด ที่ยอดเยี่ยมในการต่อสู้เพื่อทุกคะแนนที่พวกเขาควรได้

20 นาทีสุดท้ายเป็นช่วงที่โค้ชหลายคนอาทิ โชเซ มูรินโญ่, คาร์โล อันเชล็อตติ, มาร์เซโล ลิปปี เคยออกมายอมรับว่าเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด เพราะนักเตะจะเหนื่อยทั้งกาย และจะเหนื่อยกว่าที่ใจหากสกอร์ไม่ได้เป็นฝ่ายนำอยู่ การจะพลิกสถานการณ์ในช่วงนี้จำเป็นต้องมีพลังใจที่ยอดเยี่ยม และมีแสดงออกมาจากประตูในช่วงท้ายเกมของเรอัล มาดริด ได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขาไม่ยอมแพ้แค่ไหน

ส่วนหนึ่งนอกจากจิตใจของนักเตะแล้ว คนที่ปลุกฝังความไม่ยอมแพ้ในหัวใจของพวกเขาอย่าง ซีดาน ก็ควรได้รับเครดิตไม่มากก็น้อย เพราะถ้าไม่มีสกอร์สำคัญในช่วงท้ายเกมที่ว่าสัก 3-4 ประตู ไม่แน่ว่าตอนนี้ บาร์ซา อาจจะคว้าแชมป์ไปแล้วก็ได้!

SMART FACT!
นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ซีเนดีน ซีดาน คว้าโทรฟี่สำคัญไปแล้ว 13 รายการ ได้แก่
– ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัย
– ลาลีก้า 2 สมัย
– สแปนิช ซูเปอร์คัพ 2 สมัย
– ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2 สมัย
– แชมป์สโมสรโลก 2 สมัย
– โค้ชยอดเยี่ยมแห่งปี 2 สมัย
และที่สำคัญ เมื่อเขาเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลใด ๆ ก็ตาม เขาไม่เคยพาทีมปราชัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว!